ตอนที่ 18 ข่าวลือ

1501 Words
สองวันต่อมาเมืองหลวงของต้าจินก็เกิดข่าวลือบางอย่างขึ้น ข่าวที่ว่าเกี่ยวกับแขกพิเศษของจวนชินอ๋อง ฟังดูแล้วเรื่องนี้ปกติอาจไม่ใช่เรื่องน่าสนใจนักเพราะปกติบุรุษสูงศักดิ์ก็มักมีแขกเข้าออกอยู่เสมอ ทว่าที่ทำให้ผู้คนสนอกสนใจได้นั่นก็เพราะแขกพิเศษที่ว่านั่นคือสตรี! เมื่อวันก่อนสาวใช้จวนอ๋องกลุ่มหนึ่งได้มาหาซื้อเสื้อผ้าสตรีที่ร้านอาภรณ์อันดับหนึ่งอย่างร้านเมิ่งจี๋เอ้อร์ เจ้าของร้านจึงได้แอบสอบถามว่าเหตุที่จวนชินอ๋องถึงได้มาหาซื้อเสื้อผ้าสตรีเช่นนี้ ผู้ใดก็ต่างรู้ว่าที่จวนแห่งนั้นไม่มีเจ้านายสตรีสักคนจะซื้อไปทำไมกัน สาวใช้กลุ่มนั้นจึงได้บอกว่าที่วังอ๋องมีแขกคนพิเศษที่เป็นสตรีมาพักอาศัยอยู่พระองค์จึงมีรับสั่งให้พวกนางออกมาหาซื้อข้าวของเครื่องใช้และเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ดีที่สุดให้กับสตรีผู้นั้น คำกล่าวนี้ไม่ได้มีเพียงเจ้าของร้านเท่านั้นที่ได้ยิน บรรดาฮูหยินขุนนางทั้งหลายที่มาร้านก็ต่างได้ยินเช่นกัน ข่าวลือเรื่องวังอ๋องมีสตรีมาอาศัยอยู่จึงกระจายไปทั่วเมืองหลวงในเวลาเพียงข้ามคืน และข่าวนี้ยังล่วงเลยไปถึงพระกรรณฮ่องเต้อีกด้วย "เจ้าว่าอย่างไรนะ?" ร่างสูงกำยำในฉลองพระองค์สีทองหันไปมององครักษ์ลับของตนที่คุกเข่ารายงานข่าวเบื้องหน้า "มีข่าวลือว่าชินอ๋องทรงพาสตรีนางหนึ่งเข้ามาพักที่จวนพ่ะย่ะค่ะ" "ข่าวนี้เป็นเรื่องจริงหรือ?" พระองค์นั้นทราบอยู่แล้วว่าผู้เป็นพี่ชายเสด็จกลับมาตั้งแต่เมื่อสองวันก่อนหากแต่อีกฝ่ายยังไม่ได้เข้ามาพบตนที่วังหลวงแถมยังส่งข่าวมาบอกว่าขอลาหยุดเพิ่มอีกเจ็ดวันเพื่อพักผ่อน "กระหม่อมไปสืบดูแล้วมีคนพบเห็นว่ามีรถม้าอีกคันติดตามท่านอ๋องมาจริงพ่ะย่ะค่ะ" แม้จะไม่รู้ว่าผู้ที่อยู่ในรถม้านั้นเป็นสตรีจริงหรือไม่แต่เรื่องที่สาวใช้ออกมาซื้อข้าวของสตรีนั้นเป็นเรื่องจริง ไท่หยางไป๋ชิวฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็คิดว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรบางอย่าง พวกเขาสองพี่น้องรู้เรื่องของกันและกันดี เสด็จพี่ของตนมิเคยมีคนรักแม้แต่คนเดียวแล้วสตรีในข่าวลือนั่นคือผู้ใด? ...เรื่องนี้เห็นทีต้องหาเวลาไปพบหน้าอีกฝ่ายดูสักครั้งแล้ว "เกากงกง" เสียงทุ้มเอ่ยเรียกผู้ที่อยู่หน้าตำหนัก เพียงอึดใจร่างของขันทีประจำตัวก็เดินเข้ามา "พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" "อีกสองสามวันเจิ้นจะออกไปนอกวัง จัดการสะสางตารางนัดให้ด้วย" "กระหม่อมจะจัดการตามพระประสงค์" มหาขันทีข้างพระวรกายอย่างเกาจิ้งน้อมรับบัญชาจากนายเหนือหัวของตน และในตอนนั้นเองที่เสียงขันทีหน้าตำหนักก็ประกาศการมาของใครบางคน "ไทเฮาเสด็จจจจจจจจจ" ชายอาภรณ์งดงามโผล่พ้นขอบประตูตำหนักทรงงานพร้อมกับปรากฏร่างสตรีสูงศักดิ์ผู้มีตำแหน่งเป็นไทเฮาของวังหลังก่อนที่พระนางจะเอ่ยทักทายโอรสของตน "ถวายพระพรฝ่าบาท" ทำให้องค์จักรพรรดิรีบก้าวเข้ามาประคองผู้ซึ่งเป็นมารดาของตนไปนั่งที่ตั่งยาวอีกฝั่งของตำหนักตนทันที "เสด็จแม่มีเรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?" ไท่หยางไป๋ชิวถามพระมารดาที่อุตส่าห์มาหาตนถึงที่ตำหนัก ฉู่หวังอิ๋งนิ่วหน้าก่อนจะตรัสกับบุตรชายตนด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ "อะไรกัน หากแม่ไม่ธุระจะมาหาฝ่าบาทไม่ได้หรืออย่างไร" พระพักตร์คมคายส่ายหน้าไปมา "ลูกมิได้หมายความว่าเช่นนั้น" แต่ที่ถามไปเพราะหากไม่มีเรื่องเสด็จแม่ไม่ค่อยได้มาหาเขานักหรอก "แม่แค่ไม่ได้พบหน้าฝ่าบาทมาหลายวันจึงได้อยากมาหาเท่านั้น จริงสิ แม่ให้ห้องครัวที่ตำหนักทำของว่างที่ฝ่าบาทชอบมาถวาย" คนเป็นไทเฮาส่งสายตาให้นางกำนัลจากตำหนักของตนเอาของที่นำมาไปถวายแก่โอรสของตน ดวงเนตรมังกรเหลือบมองขนมดอกกุ้ยที่วางใกล้ตัวก่อนจะหันไปเอ่ยขอบคุณพระมารดา "ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่" จากนั้นฉู่หวังอิ๋งจึงชวนโอรสของตนพูดคุยเรื่องนั้นเรื่องนี่เรื่อยเปื่อยจนในที่สุดก็ถึงเวลาเอ่ยเรื่องสำคัญที่ต้องการ "จริงสิ พรุ่งนี้แม่จัดงานชมบุปผาได้เชิญบรรดาคุณหนูชนชั้นสูงหลายคนมาร่วมด้วยอย่างไรแม่ก็ถือโอกาสเชิญฝ่าบาทไปร่วมด้วยก็แล้วกัน ได้ข่าวว่าทรงทำแต่ราชกิจไม่เว้นวันงั้นก็ไปชมสิ่งสวยงามเพื่อผ่อนคลายกับแม่สักครู่เถิด" พระนางจัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อคัดเลือกสตรีที่สามารถมานั่งตำแหน่งเฟยที่เหลือได้ มีบุตรสาวขุนนางสองสามคนที่นางหมายตาเอาไว้จึงถือโอกาสให้ฝ่าบาทได้ไปพบปะพวกนาง หากผู้ใดที่ดูมีแววนางก็จะผลักดันคนผู้นั้นทันที ไท่หยางไป๋ชิวได้ยินดังนั้นก็เข้าใจจุดประสงค์ของการมาของมารดาในวันนี้เขาจึงได้แต่รับปากมารดาอย่างไม่อาจขัดได้ ไทเฮาสกุลฉู่อยู่พูดคุยกับโอรสของตนอีกเล็กน้อยก่อนจะขอตัวกลับเมื่อได้รับสิ่งที่ปรารถนา ร่างสูงผู้เป็นฮ่องเต้ได้แต่ทอดมองแผ่นหลังเล็กที่เดินจากไปด้วยแววตาที่สะท้อนความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความน้อยใจอยู่ลึกๆ ไม่ว่าเมื่อไหร่เสด็จแม่ก็ไม่เคยจำเรื่องที่เกี่ยวกับเขาเลย ขนมดอกกุ้ยนี้มิใช่ของโปรดของเขา แต่เป็นของเสด็จพี่ใหญ่ต่างหาก... ณ ห้องหนังสือจวนสกุลฉู่ ที่โต๊ะทำงานด้านในสุดของห้องผู้เป็นนายท่านของจวนกำลังนั่งฟังสิ่งที่ลูกน้องของคนได้นำมาแจ้งด้วยสีหน้านิ่งสงบพร้อมครุ่นคิดอะไรบางอย่างในใจ "เรื่องทั้งหมดก็มีเท่านั้นขอรับ" บุรุษในอาภรณ์สีดำท่าทางเคร่งขรึมเอ่ยจบก็ยืนเงียบรอฟังความเห็นจากนายของตน หลังจากได้ยินข่าวลือบางอย่างมาจากพวกบ่าวไพร่ในจวนในตอนเช้าจึงตนได้ออกไปสืบว่าเรื่องนี้จริงเท็จประการใด เมื่อได้คำตอบก็รีบกลับมารายงานแก่คนตรงหน้าทันที ดวงตาเจ้าเล่ห์มองไปยังลูกน้องของตนก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงแหบต่ำ "ตรวจสอบหรือยัง" เรื่องนี้ค่อนข้างที่จะมีความสำคัญไม่น้อยหากเป็นเรื่องจริง มันอาจจะทำให้ฝั่งตนมีเรื่องที่สามารถเล่นงานบุรุษผู้นั้นได้ "เรียบร้อยแล้วขอรับ ข้าไปถามผู้คนที่อยู่แถวนั้นสาวใช้ที่พูดเป็นคนจากจวนชินอ๋องจริงๆ" เสนาบดีเฒ่าพยักหน้าก่อนจะเอ่ยสั่งการ "ติดต่อสายลับของเรา ข้าอยากรู้ว่าสตรีผู้นั้นคือคนสำคัญของไท่หยางฮัวสือจริงหรือไม่" เขาต้องรู้ว่าสตรีผู้นั้นมีความสัมพันธ์และความสำคัญเพียงใดกับชินอ๋อง หากข่าวลือนี้เป็นเรื่องจริงก็นับว่าจุดอ่อนที่อีกฝ่ายไม่เคยมีได้ปรากฏขึ้นมาแล้ว เมื่อยามนั้นก็ย่อมมีหนทางที่จะจัดการบุรุษผู้นั้นได้อย่างแน่นอน... "ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้ขอรับนายท่าน" "อืม เจ้าไปได้หากมีอะไรข้าจะเรียกหา" "ขอรับ ข้าขอตัวก่อน" คล้อยหลังจากที่ลูกน้องของฉูเหวินเจาออกไปจากห้อง ร่างของใครคนหนึ่งก็ออกมาจากด้านหลังตู้หนังสือที่อยู่ข้างโต๊ะทำงานของเสนาบดีเฒ่าอย่างเงียบเชียบ ผู้ที่ปรากฏตัวเป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบกว่าปีตามร่างกายมีรอยถูกเฆี่ยนมากมายไม่เว้นแม้แต่บริเวณใบหน้าทำให้คนดูอัปลักษณ์น่ากลัวยิ่งนัก ดวงตาของมันนิ่งสงบไร้ร่องรอยอารมณ์ใดจนหากมีใครที่ขวัญอ่อนได้เผลอตาเข้าก็อาจจะหวาดผวาไปหลายวัน "ตู๋กูร์ลั่ว เจ้าว่าร่างกายของไท่หยางฮัวสือจะสามารถอยู่ดีเช่นนี้ได้อีกนานเท่าไหร่" ฉู่เหวินเจาเอ่ยถามทาสของตนอย่างต้องการข้อมูลเพื่อคิดวิเคราะห์แผนการต่อไป "ถ้าเขาไม่ได้รับยาถอนพิษภายในปีนี้ ศักราชหน้าอาจจะไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้แล้วขอรับ" เพราะพิษจะกัดกร่อนภายในจนร่างกายอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงไม่แม้แต่ที่จะเดินเหินได้แล้ว "แต่ถ้าได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจก็ไม่แน่ว่าอาจจะเร็วกว่านั้น" ใบหน้าของจิ้งจอกเฒ่าแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจ "เช่นนั้นก็ดี" หากได้รับคำตอบยืนยันจากคนที่จวนอ๋องบางทีชีวิตของไท่หยางของฮัวสืออาจอยู่ไม่ถึงปีหน้า ขวากหนามชิ้นโตของตนจะได้หมดไปเสียที
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD