เมืองในอาณาเขตแดนใต้ของแคว้นต้าจินมีทั้งหมดห้าหัวเมือง เส้นทางรอยต่อระหว่างแต่ละเมืองนั้นนั้นเต็มไปด้วยป่าที่ค่อนข้างจะมืดทึบเนื่องจากมีต้นไม้สูงใหญ่ปกคลุมตลอดเส้นทาง
ฟังดูแล้วมันน่าจะเป็นสถานที่อันตรายต่อการเดินทางของผู้สัญจรไปมาแต่มันไม่เคยเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงสักครั้งเพราะพื้นที่หัวเมืองแถบนี้ถูกปกครองด้วยขุนนางตงฉินมากความสามารถทั้งสิ้น เจ้าเมืองแต่ละเมืองต่างส่งทหารลาดตะเวนผลัดกันออกตรวจตราอยู่ตลอดเวลา
แต่เหตุการณ์ที่ไม่เคยมีกลับเกิดขึ้นแล้วในเช้าวันนี้เมื่อรถม้าแล่นเข้าสู่เส้นทางระหว่างรอยเมืองแห่งหนึ่งได้ไม่นานก็ถูกเหล่าคนที่ซุ่มอยู่ลงมือโจมตี
ฟิ้ววววววว!
เคร้ง!
ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งเข้าหาที่คนบังคับบังเ**ยนหวังปลิดชีพ แต่ทว่าเขาเป็นคนมีวรยุทธมิใช่เพียงแค่คนขับรถม้าธรรมดาทันทีที่มีเสียงบางอย่างแหวกอากาศตรงมาทางตนจึงชักดาบสั้นออกมาปัดป้องได้อย่างรวดเร็ว
"ทุกคนระวัง!" คนคุ้มกันภายใต้คราบชายขับรถม้าตะโกนบอกคนที่เหลือก่อนที่ชายฉกรรจ์ชุดดำปิดหน้าตานับสิบจะโผล่มาล้อมรถม้าเอาไว้ภายเพียงพริบตาเดียว
"ปกป้องท่านอ๋อง!"
"จัดการให้หมด!"
หัวหน้าของทั้งสองฝั่งตะโกนสั่งลูกน้องของตนพร้อมกันจากนั้นคนสองกลุ่มก็เข้าปะทะกันอย่างดุเดือดจนเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อก็ปรากฏว่าฝ่ายถูกลอบโจมตีเริ่มที่จะเสียเปรียบ คนคุ้มกันเริ่มล้มตายไปทีละคนคนจนเหลือเพียงชายบังคับรถม้าและชายรูปร่างสูงใหญ่อีกคนที่รอด
มีดสั้นของพวกมันอาบยาพิษ!
ทั้งคู่หันหลังชนกันพลางมองหน้ากันอย่างหาทางออกเพราะพวกเขาย่อมไม่อาจปล่อยให้คนที่อยู่ในรถม้าเป็นอันใดไปได้ เพราะต่อให้มีร้อยหัวก็ไม่พอให้ตัด!
นักฆ่าที่ถูกจ้างมาเหล่านี้ฝีมือดีมากพวกตนได้ประมือกับมือสังหารเหล่านี้ก็หลายหนจึงพอจะคาดเดาได้อยู่บ้างแต่ครั้งนี้รับมือได้ยากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา ดูเหมือนว่าวรยุทธน่าจะระดับเดียวกันกับพวกตนจึงค่อนข้างที่จะตึงมือไม่น้อย
"ยอมแพ้เสียเถอะ อย่างไรวันนี้นายของเจ้าจะต้องตาย" นักฆ่าที่อยู่ตรงหน้าสุดเอ่ยอย่างอหังการ งานนี้พวกมันได้รับค่าจ้างมหาศาลย่อมต้องทำให้สำเร็จหลังจากที่จัดการทหารลาดตะเวนก็ตั้งกลุ่มซุ่มรอเป้าหมายอยู่นานเพราะไม่รู้ว่าจุดหมายของคนที่พวกตนต้องจัดการนั้นคือที่ไหนจึงได้แต่ส่งคนไปกระจายตามเส้นทางต่างๆ เท่านั้น
ชายทั้งสองขบกรามจนได้ยินเสียงกรอด มิน่าจึงไม่เห็นกลุ่มลาดตะเวนสักนาย
"ข้ามศพพวกข้าไปก่อนเถอะ!" ทั้งคู่ตะโกนด้วยน้ำเสียงเดือดดาดก่อนจะรับมือนักฆ่าที่เหลือห้าคนที่กระโจนเข้ามาพร้อมๆ กันแต่เพราะด้วยจำนวนคนมากกว่าอีกทั้งฝีมือที่สูสีกันทำให้ไม่สามารถปัดป้องได้ทุกกระบวนท่า
ในขณะที่พวกเขากำลังรับมือกับนักฆ่าทั้งหนึ่งในกลุ่มของพวกมันกลุ่มกลับอาศัยจังหวะพุ่งตัวเขาไปที่ด้านในรถม้า
"ท่านอ๋อง!x2"
นักฆ่าที่เข้ามาถึงในรถม้าแสยะยิ้มเหี้ยมเมื่อได้โอกาสจัดการเป้าหมาย ตรงหน้ามันคือชายหนุ่มรูปงามทว่าใบหน้ากลับซีดเซียวยิ่งนักสีหน้าราบเรียบไม่ยินดียินร้ายทั้งที่ความตายกำลังจะมาถึง ทำให้มันที่ตั้งใจให้บุรุษตรงหน้าหวาดกลัวถึงกับปากกระตุกอย่างไม่สบอารมณ์
พวกชนชั้นสูงที่ชอบวางตัวเหนือผู้คนมันช่างดูน่ารังเกียจยิ่งนัก ฆ่าให้ตายไปเสียก็ดี!
"ตายซะเถอะ!" มันว่าพร้อมง้างมีสั้นในมือขึ้นก่อนจะกดพุ่งลงไปที่ตำแหน่งหัวใจเหยื่อเต็มแรงทว่ากลับมีอะไรบางอย่างพุ่งเข้ามาขวาง
เคร้ง!
กระบี่เงาวับคมกริบเล่มหนึ่งถึงสอดเข้ามาขวางพอดิบพอดี คนเป็นนักฆ่าหันไปมองเจ้าของกระบี่ที่มาขัดขวางการสังหารเป้าหมายด้วยความสงสัยปนขุ่นเคือง "เจ้าเป็นคะ-"
ฉึบ! ตุบ!
ไม่ทันจบประโยคศีรษะมันก็ถูกฟันร่วงลงพื้นรถม้าดังตุบ
บุรุษที่เกือบถูกสังหารมองชายที่โผล่มาช่วยตนด้วยสายตาสำรวจปนสงสัย
ชายผู้นั่นเหลือบหางตามองตนแวบเดียวแล้วก็กระโดดหายไปทันที ถัดมาคนของตนที่อยู่ข้างนอกก็โผล่หน้าเข้ามาแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
"ท่านอ๋องปลอดภัยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ!"
ใบหน้าขาวซีดพยักหน้าขึ้นลงก่อนที่มือข้างขวาที่กำลังจะเตรียมชักกระบี่ประจำตัวก่อนหน้านี้จะดันด้ามกระบี่เข้าฝักดังเดิม ชี้ให้คนของตนจัดการเก็บกวาดศพตรงพื้นก่อนจะก้าวข้ามออกไปด้านนอก
"พวกมันเป็นใคร" เสียงทุ้มเอ่ยถามเมื่อเห็นสภาพด้านนอก ตนที่อยู่ด้านในย่อมได้ยินเสียงการต่อสู้และการโต้ตอบทั้งหมด
"เรียนท่านอ๋อง คาดว่าเป็นนักฆ่าระดับสูงพ่ะย่ะค่ะ คนของเรา..ตายทั้งหมด" ชายที่แฝงตัวเป็นคนขับรถม้าคุกเข่าพร้อมกับเอ่ยอย่าง
พยายามข่มความโกรธที่มีเมื่อมองศพของเหล่าพี่น้องและสหายที่ล้มตาย
"แล้วคนเมื่อครู่?" ดูแล้วไม่น่าจะใช่คนที่คนผู้นั้นส่งมา
ทั้งสองมองหน้าก่อนจะส่ายศีรษะพร้อมกัน
"เรื่องนี้..พวกเราก็ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ จู่ๆ เขาก็โผล่มาแล้วจัดการนักฆ่าทั้งหมดภายในหนึ่งลมหายใจ รู้ตัวอีกทีก็เห็นเงาของเขากระโดดเข้าไปข้างในแล้ว" ตอนนั้นพวกเขาสองคนใจหล่นตุบไปอยู่ตาตุ่มก่อนจะรีบพุ่งเข้าไปคนเป็นนายด้วยความเป็นห่วงไม่คิดว่าทุกอย่างจากร้ายกลายเป็นดีอย่างไม่น่าเชื่อ
ต้องขอบคุณชายผู้นั้นจริงๆ
"พวกเราปกป้องพระองค์ไม่ได้ โปรดลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ!" ทั้งสองก้มศีรษะจรดพื้นร้องขอรับโทษ
ร่างสูงถอนหายใจเล็กน้อย "หากข้าลงโทษพวกเจ้าแล้วผู้ใดจะคุ้มครองความปลอดภัยของข้า ลุกขึ้น รีบจัดการศพพวกนี้แล้วเดินทางต่อ ไม่แน่ว่านักฆ่าเหล่านี้อาจถูกส่งมาอีก" พวกเขาต้องรีบไปถึงเมืองเซียวโดยเร็วที่นั่นย่อมมีคนของตนย่อมปลอดภัยกว่า
คนสนิททั้งสองรีบลุกขึ้นแล้วจัดการที่เจ้านายตนสั่ง
ส่วนชายผู้เป็นวีรบุรุษช่วยชีวิตคนทั้งสามนั้นใช้วิชาตัวเบาดีดตัวออกจากเหตุการณ์ลอบสังหารไม่นานก็มาถึงที่หมายซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุเมื่อครู่ประมาณสองลี้
"เป็นยังไงบ้างเจ้าคะท่านอาซวน?" เสียงเล็กของหญิงสาวนางหนึ่งในรถม้าเอ่ยถามเมื่อรับรู้ว่าคนของตนกลับประจำที่ด้านนอกแล้ว
ก่อนหน้านี้ผ่านเส้นทางมาแล้วรับรู้ถึงการซุ่มโจมตีของคนกลุ่มหนึ่งขณะนั้นพวกตนก็เตรียมพร้อมรับมือเต็มที่ทว่าพวกมันกลับไม่ลงมือ จนกระทั่งเดินทางผ่านมาเพียงไม่ถึงครึ่งเค่อหูก็ได้ยินเสียงการต่อสู้อยู่ไม่ไกลจึงได้ให้ท่านอาซวนที่เก่งกาจย้อนกลับไปดูสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น
"เป็นนักฆ่ากลุ่มหนึ่งขอรับคุณหนู" ซวนจางตอบพร้อมกับกระตุกบังเ**ยนให้ม้าเดินต่อ
ภายในรถม้าคนที่นั่งอยู่ฝั่งติดกับคนขับตบเข่าฉาดก่อนที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนโอ้อวด
"นั่นไงล่ะพี่เสี่ยวชิงข้าเดาถูกจริงๆ ด้วย!" ตอนแรกคิดว่าจะเป็นพวกโจรภูเขาหากแต่นางสัมผัสถึงไอสังหารได้ คิดว่าพี่เลี้ยงและคนคุ้มกันของตนก็รับรู้เช่นเดียวกัน
"เจ้าค่ะๆ คุณหนูของข้าเก่งมาก แต่อย่างไรต่อไปพวกเราอย่าเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเลยนะเจ้าคะ หากคนที่เราไปยุ่งด้วยเป็นคนมีอำนาจของแคว้นขึ้นมามันมันจะยุ่งวุ่นวายเอา"
ที่นี่ไม่ใช่ถิ่นของพวกตน นางมีลางสังหรณ์ว่าการยื่นมือไปยุ่งเรื่องคนอื่นในครั้งนี้อาจจะทำพวกตนทั้งสามคนเกิดความวุ่นวาย
"โถ่พี่เสี่ยวชิง คนเดือดร้อนจะไม่ช่วยได้อย่างไร" ตั้งแต่นางเข้าต้าจินมาเดินทางไปทั่วแคว้นก็มีโอกาสได้ช่วยเหลือคนอื่นบ่อยครั้งไม่เห็นคนอายุมากกว่าห้าม
เหตุใดครั้งนี้จึงถูกเตือนเช่นนี้เล่า
"ข้าว่าเชื่อเสี่ยวชิงเถิดขอรับคุณหนู ไหนๆ ที่ที่เราจะไปก็ใกล้ทางเข้าหุบเขาพอดีหากรักษาคนตามคำสั่งท่านหมอเสร็จพวกเราก็กลับเส้นทางนั้นกันดีหรือไม่ นายท่านทั้งหลายคิดถึงคุณหนูมากนะขอรับ" ซวนจางเกลี้ยกล่อมอีกคน
บรรดานายท่านทั้งหลายนั้นส่งสารผ่านเหยี่ยวมาหลายฉบับจนตนก็อดสงสารเจ้าเหยี่ยวที่บินไปกลับหลายร้อยลี้ไม่ได้
อีกเหตุผลหนึ่งนั้นเป็นเพราะคนที่ตนพึ่งช่วยเหลือให้พ้นจากความตายมา กลิ่นอายบนกายที่แผ่ออกนั่นดูไม่ใช่บุคคลธรรมดาทั่วไปย่อมต้องเป็นหนึ่งในคนสำคัญของต้าจินอย่างแน่นอนและตนรู้สึกคุ้นหน้าไม่น้อยทว่ากลับคิดไม่ออกว่าคือผู้ใด
สงสัยต้องหาข่าวเพิ่มบ้างแล้ว
"ก็ได้ๆ เสร็จงานนี้ข้าจะกลับบ้านแล้วกัน" หญิงสาวพูดด้วยความจำยอมพลางนึกถึงเรื่องราวของตนเองที่ผ่านมา นับเป็นเวลาสามปีแล้วที่หนีมาฝากตัวเป็นศิษย์กับท่านตาที่หุบเขาและไม่ได้กลับบ้านเลยสักครั้ง
ส่วนสาเหตุที่นางหนีน่ะหรือ? ก็เพราะท่านแม่จะจับนางแต่งงานอย่างไรเล่า!
พอทราบว่าบุรุษผู้นั้นเป็นใครนางจึงหนีออกมาก่อนที่จะถูกพันธนาการกับคนที่ตนไม่ได้รักไปชั่วชีวิต บุรุษที่มารดาหาให้นั้นนับว่าไม่เลวแต่อุปนิสัยกลับเป็นสิ่งที่นางไม่ชอบจะว่าไปมันก็เป็นนิสัยของคนที่เผ่านาง
แต่นางชอบบุรุษรูปโฉมเหมือนเทพเซียน นิสัย และท่าทางสุภาพอ่อนโยนอย่างชาวต้าจินมากกว่า
ดังนั้นจึงประกาศกร้าวผ่านจดหมายที่ทิ้งไว้ว่าจะหาสามีด้วยตนเองและบอกว่าจะไปที่ใดเพื่อมิให้บิดามารดาต้องเป็นห่วงมากเกินไป
แล้วก็เป็นดั่งที่นางคาดเพราะเมื่อทั้งสองรู้ว่านางไปที่ใดก็ทำเพียงส่งคนมาดูแลและกำชับนางว่าให้เป็นเด็กดีอย่าทำให้ท่านตาปวดหัวมากนัก
โถ่ นางเป็นเด็กดีจะตายเหตุใดคนที่บ้านถึงทำเหมือนนางเป็นตัวซุกซนนักก็ไม่รู้
คอยดูเถอะ กลับไปคราวนี้นางจะไปป่วนเสียให้เข็ด!