ตอนที่ 2 เรื่องเล่า

1656 Words
หุบเขาเหิงซาน หรือที่ผู้คนเรียกว่าหุบเขามรณะนั้นอยู่ระหว่างกลางของภูเขาสองลูกที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุด เขาลูกหนึ่งอยู่ในเขตแคว้นต้าจินและอีกลูกอยู่ในอาณาเขตของเผ่าหู ดังนั้นทั้งสองจึงถือว่ามีสิทธิ์ในที่แห่งนี้เท่าๆ กัน หุบเขาอันกว้างใหญ่นี้เต็มไปด้วยแร่ธาตุบริสุทธิ์ สมุนไพร และพืชพรรณหายากจำนวนมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็มีน้อยคนที่จะกล้าย่างกรายเข้าสู่สถานที่อันตรายนี้ตามอำเภอใจ เหตุเพราะทั่วทั้งภูเขาที่ขนาบข้างก่อนที่จะถึงแอ่งหุบเขานั้นมีสัตว์อันตรายน้อยใหญ่นับไม่ถ้วนกระจายอยู่รอบ ๆ เป็นปราการยากจะฝ่าด่าน คนจากทั้งสองฝั่งหลายกลุ่มต่างพยายามที่จะเข้าไปครอบครองพื้นที่อันล่ำค้านี้แต่ก็ไม่สามารถข้ามผ่านเขาทั้งสองลูกเข้ามายังใจกลางหุบเขาได้ เข้าได้ถึงเพียงเขตป่าชั้นในเท่านั้นแต่อาณาเขตของมันก็กว้างใหญ่และทรัพยากรดีๆ ก็มีไม่น้อยจึงยังมีผู้คนเข้าออกเขตนี้อยู่บ้าง ส่วนของหุบเขานั้นอดีตหลายสิบปีที่ผ่านมามีเพียงบุคคลมีความสามารถจำนวนไม่กี่คนที่ไปถึงหุบเขามรณะแล้วได้รับทรัพยากรล้ำค่ามากมายกลับมาโดยที่ไม่ตกตายระหว่างทางเสียก่อน คนเหล่านั้นต่างเป็นบุคคลที่มีวรยุทธฝีมือสูงส่งหาจับตัวได้ยาก นานวันเข้าทุกคนก็เลิกที่จะสนใจที่นี่อีกยกเว้นผู้ที่อยู่แถวนั้นมานาน ชาวบ้านธรรมดาของทั้งสองฝั่งที่อาศัยอยู่ใกล้ภูเขาพวกเขาต่างห้ามลูกหลานตนเองไม่ให้เข้าไปด้านในโดยเด็ดขาด แน่นอนว่ามีคนหนุ่มหัวรั้นมากมายที่ทะนงฝ่าฝืนคำเตือนซึ่งผลที่ได้รับก็คือหายสาบสูญบ้างหรือไม่ก็บาดเจ็บสาหัสกลับออกมา ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ไท่หยางฮัวสือได้ฟังและได้รับคำเตือนจากเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่เผอิญได้ร่วมโต๊ะอาหารในเมืองเซียว เมืองเล็กๆที่เป็นทางผ่านไปยังหุบเขามรณะ พวกเขามาถึงที่นี่เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนหลังจากที่ผ่านเหตุการณ์ลอบสังหารมาได้อย่างหวุดหวิด "ก็อย่างที่ข้าเอ่ยมานั่นแหละขอรับ พวกท่านอย่าได้หลงเข้าไปเชียว" ห่างจากนี้ไปอีกประมาณกว่าสามสิบลี้ก็ถึงเขตทางเข้าภูเขาแล้ว “ขอบคุณที่เตือน เรื่องเช่นนี้ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน” ชายหนุ่มเอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้มบางๆ “ไม่เป็นอันใดขอรับ ข้าคิดว่าพวกท่านน่าจะไม่ใช่คนแถวนี้จึงเกรงว่าจะไม่ทราบเรื่องพวกนี้” เขาเป็นคนในพื้นที่จึงรู้ว่าชายหนุ่มที่ดูหล่อเหลาสง่างามราวกับเทพเซียนตรงหน้านั้นไม่ใช่คนแถวนี้แถมยังดูออกว่าอีกคนไม่ใช่คนธรรมดา แม้ปากจะเอ่ยว่าเป็นเพียงบุตรชายพ่อค้าออกเดินทางเสาะแสวงหาสินค้าใหม่ๆ เพื่อนำไปขายแล้วดันได้ยินว่าแถวนี้มีพื้นที่สมบูรณ์จึงอยากออกสำรวจเผื่อได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปด้วย แต่เสื้อผ้าที่บุรุษผู้นี้สวมใส่กับเป็นอาภรณ์เนื้อดีราคาแพงเสียยิ่งกว่าตน หยกห้อยเอวนั่นก็รู้ว่าเป็นของมีราคาไม่น้อย อีกทั้งพัดไม้เนื้อดีที่บนตัวกระดาษถูกวาดลาดลายอันวิจิตรในมือใหญ่นั่นอีก ของเช่นนี้มิใช่จะหาได้ง่าย ๆ ย่อมเป็นผู้ร่ำรวยและมีอำนาจเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ครอบครอง ไหนจะเหล่าผู้คุ้มกันที่แฝงตัวในคราบคนรับใช้สองคนนี้อีก แต่อีกฝ่ายจะเป็นใครนั้นสุดแท้ยากที่จะรู้...ไม่แน่นะ คนผู้นี้อาจเป็นหนึ่งในคนใหญ่คนโตจากเมืองหลวงก็เป็นได้ ดังนั้นเขาต้องทำดีเอาหน้ายินดีที่จะพ่นข้อมูลสำคัญต่างๆ ออกมาให้อีกฝ่ายได้ทราบเป็นการซื้อใจผูกมิตรเพื่อผลประโยชน์ในกาลข้างหน้าในฐานะบุตรชายท่านเจ้าเมือง ถึงตอนนี้อีกฝ่ายจะยังไม่รู้ก็เถอะ.. บุรุษผู้มาเยือนที่นี่พยักหน้าแล้วเอ่ยต่อ "พบกันวันนี้ถือว่าเป็นวาสนามื้อนี้ข้าขอเลี้ยงเจ้าก็แล้วกัน" "จะดีหรือขอรับ" เซียวโม่ซิ่วพูดพลางมองไปยังจานอาหารบนโต๊ะเพราะที่เขาสั่งมาแต่ละอย่างแพงๆ ทั้งนั้น เดิมทีเขาตั้งใจหอบถุงเงินเบี้ยหวัดของเดือนนี้ออกมาทานอาหารที่นี่อยู่แล้ว เผอิญโต๊ะในร้านดันเต็มพี่ชายท่านนี้จึงได้ขอร่วมโต๊ะด้วยเท่านั้น พบกันเพียงชั่วครู่ชื่อแซ่ก็ยังไม่ทันได้รู้ไหนเลยจะกล้าให้อีกฝ่ายจ่ายให้ได้อย่างไร ถึงเขาจะเป็นแค่เด็กหนุ่มที่ยังพึ่งผ่านวัยสวมกว้านรอบแรกมาปีกว่าก็รู้ถูกผิดดีชั่วอยู่นะ "ไม่เป็นไร ถือซะว่าเลี้ยงขอบคุณที่เจ้าช่วยเล่าเรื่องสำคัญให้ฟัง" เขาเป็นพวกที่ถ้าหากใครดีมาก็ดีตอบ แม้ว่าจะรู้ว่าเด็กหนุ่มมีจุดประสงค์แอบซ่อนแต่ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอันใด อีกอย่างเซียวโม่ซิ่วผู้นี้ก็ถือว่าเป็นคนในปกครองคนหนึ่ง "ถ้าเช่นนั้นก็เป็นเกียรติของข้าแล้ว" เซียวโม่ซิ่วยกมือประสานคาราวะตอบรับน้ำใจนี้ด้วยความเต็มใจก่อนจะถามต่อ "พวกท่านจะอยู่ที่นี่นานหรือไม่?" "ทำธุระเสร็จเมื่อใดก็คงจะกลับ" เด็กหนุ่มพยักหน้ารับทราบ "เชิญเจ้าทานอาหารตามสบาย ข้าขอตัว" ชายหนุ่มลุกขึ้นเต็มความสูงแล้วเดินออกไปจากโต๊ะเพื่อที่จะออกไป แต่ยังไม่ทันที่จะพ้นประตูเสียงของเด็กหนุ่มที่ดังไล่หลังมาก็ทำให้ร่างสูงหยุดฝีเท้าลงเพื่อรอฟัง "พี่ชาย!" "..." "ถ้าหากมีปัญหาเรื่องอันใดที่ข้าพอช่วยได้ก็บอกนะขอรับ ครอบครัวของข้าค่อนข้างที่จะกว้างขวางอยู่บ้างรับรองว่าช่วยท่านได้ไม่มากก็น้อย!" ชายหนุ่มร้องบอกคนที่กำลังจะเดินพ้นประตูห้องโรงเตี๊ยม แต่แล้วกลับต้องตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปเมื่อได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายตอบกลับมา ร่างสูงหันกลับไปเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มก่อนจะส่งรอยยิ้มบางๆ ให้อีกฝ่ายแล้วเอ่ยตอบ "ประตูจวนเจ้าเมืองเซียวจะต้องได้เปิดต้อนรับข้าเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน" กล่าวจบบุรุษต่างถิ่นก็หันหลังกลับแล้วเดินจากไปพร้อมกับเหล่าผู้ติดตามทิ้งให้บุตรชายเจ้าเมืองเซียวที่ถูกล่วงรู้ฐานะยืนหน้าซีดเผือดอยู่คนเดียว เมืองหลวงในเวลาเดียวกัน ณ ห้องหนังสือแห่งหนึ่งมีบุรุษร่างสูงกำลังนั่งสะสางงานอย่างเช่นที่เคยเป็นมาจนกระทั่งวิหคสื่อสารตัวน้อยบินเข้ามาเกาะที่คานไม้ตรงหน้าตน ดวงตามังกรมองมันก่อนจะเอื้อมมือไปปลดปลอกกระดาษที่มัดติดกับขาเจ้าตัวเล็กออกมาอ่าน นักฆ่า ปลอดภัย ตัวอักษรแรกที่ปรากฏอยู่ด้านหน้าทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความเคร่งเครียดแต่พอได้อ่านคำหลังก็ทำให้ร่างสูงต้องถอนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะเอ่ยสั่งการคนของตนที่อยู่ซ่อนตัวอยู่ในห้อง "ส่งเงาของเราไปอารักขาตอนกลับ" "พ่ะย่ะค่ะ" สิ้นคำสั่งเงาดำสายหนึ่งก็พุ่งออกไปจากทางหน้าต่างห้องเหลือเพียงบุรุษรูปลักษณ์เหนือสามัญยืนทอดสายตาไร้จุดหมายอยู่อย่างนั้นพร้อมกับความคิดมากมายในหัว ตอนนี้คนของฝั่งนั้นกำลังร้อนรนคงต้องรีบหาทางกำจัดบุรุษผู้นั้นทุกวิถีทาง ถ้าหากไม่จำเป็นล่ะก็เขาคงไม่ปล่อยให้อีกคนเสี่ยงเดินทางออกจากเมืองหลวงในตอนนี้เด็ดขาด ได้แต่หวังว่าการไปครั้งนี้จะทำให้ทุกอย่างเป็นในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม...เขาไม่อยากสูญเสียผู้ใดไปอีกแล้ว บรรยากาศ ณ ห้องหนังสือของจวนเจ้าเมืองเซียวเงียบกริบจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจ ที่เก้าอี้ตำแหน่งเจ้าของบ้านมีบุรุษวัยสี่สิบปลายๆ กำลังนั่งทำหน้าเคร่งเครียดอยู่หลังจากได้ฟังเรื่องราวจากบุตรชายคนเล็กที่วิ่งหน้าตั้งกลับมาจวนทั้งที่พึ่งออกไปได้ไม่ถึงชั่วยาม "ท่านพ่อ ท่านอย่าเงียบสิขอรับ ข้าสาบานได้ข้าไม่ได้ล่วงเกินอันใดคนผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย!" เขาน่ะทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีมีน้ำใจบอกกล่าวเตือนอีกฝ่ายด้วยซ้ำ แต่การที่อยู่ๆ ก็ถูกล่วงรู้ฐานะทั้งที่ไม่ได้บอกไปมันทำให้เขาหวาดกลัวจึงได้รีบมาพบบิดาเพื่อขอคำปรึกษา "เจ้าแน่ใจนะ?" เจ้าเมืองเซียวถามย้ำอีกครั้ง หลังจากการคิดวิเคราะห์แล้วคนที่บุตรชายเขาพบคงเป็นท่านผู้นั้นเพียงคนเดียวแล้ว บอกกับบุตรชายเขาว่าเป็นพ่อค้า พ่อค้าจากเมืองหลวงที่เดินทางมาที่นี่จะเป็นใครไปได้อีก ไม่นานจวนเจ้าเมืองก็คงจะได้ต้อนรับอีกคนเป็นแน่ "แน่ใจขอรับ!" "อืม เช่นนั้นก็ดีแล้ว" ขอแค่ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการล่วงเกิน ท่านผู้นั้นย่อมไม่ถือสาเจ้าเด็กนี่หรอก "ท่านพ่อรู้จักเขาหรือขอรับ?" เซียวต่งพยักหน้าตอบบุตรชาย "เขาเป็นใครหรือ?" เจ้าตัวยังถามต่อ "เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องรู้" เซียวโม่ซิ่วหน้ามุ่ยใส่บิดาก่อนจะถูกไล่ออกกลับ เขาจึงตัดสินใจที่จะกลับเรือนไปหาสาวใช้อุ่นเตียงคนโปรดเพื่อให้อีกฝ่ายปลอบใจที่พึ่งเจอเรื่องอกสั่นขวัญแขวนหวังไว้ในใจว่าตนจะไม่ต้องพบเจอคนผู้นั้นอีก
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD