วังหลังเป็นดั่งแหล่งรวมปุบผางามของฮ่องเต้ในแต่ละรัชสมัย อาณาเขตกว้างขวางกินหนึ่งในสี่ของพื้นที่ทั้งหมดของวังหลวง สตรีที่ผ่านการคัดเลือกเป็นสนมต่างอาศัยอยู่ที่นี่ในตำแหน่งต่างๆ ตามความเหมาะสม แน่นอนว่าผู้ที่ถูกคัดเลือกเข้ามานั้นล้วนแต่รูปโฉมงดงามกิรยามารยาทเป็นเอกทุกนาง
ตำหนักโซวคัง เป็นตำหนักหลังใหญ่สร้างติดต้นธารน้ำใสที่ถูกขุดลอกแยกมาจากเส้นทางน้ำจากภูเขาลูกเล็กด้านหลังวังหลวง ตัวตำหนักทำจากไม้ฉงฉู่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นสิริมงคลของต้าจิน ว่ากันว่าตำหนักนี้ถูกสร้างตามรับสั่งของอดีตฮ่องเต้เพราะอยากเอาพระทัยสตรีคู่บัลลังก์
ซึ่งที่แห่งนี้เป็นของอดีตฮองเฮาหรือในปัจจุบันก็คือไทเฮาสกุลฉู่ 'ฉู่หวังอิ๋ง' นับว่าเป็นหลักฐานแห่งความโปรดปรานที่หลงเหลือเอาไว้ให้ประจักษ์แก่สายตาให้ผู้คนที่ได้มาเยือนได้รู้สึกริษยา
แต่ความจริงเป็นเช่นไรย่อมมีแค่ตัวเจ้าของตำหนักเท่านั้นที่ทราบ
"เอาใบนี้ไปไว้ที่ห้องนอนข้า" สุรเสียงที่ทรงอำนาจสั่งนางกำนัลน้อยที่ยืนรอรับใช้ไม่ไกลเมื่อมือเรียวขาวที่มีรอยกระแต้มตามวัยปักดอกไม้ดอกสุดท้ายลงไปในแจกันลายครามที่เป็นของบรรณาการจากแคว้นโจวเสร็จ
ใบหน้าที่ยังคงมีเค้าความงามไม่ต่างจากวันวานแม้จะมีพระชนมพรรษามากแล้ว ฉู่ไทเฮาแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดีที่ได้ทำกิจกรรมที่ตนชื่นชอบ มือยังคงใช้กรรไกรตัดหนามและใบของดอกเหมยกุ้ยที่บานสะพรั่งแล้วใส่ลงในแจกันใบต่อไป
"เพคะไทเฮา" นางกำนัลสาวรีบมารับแจกันใบงามที่มีค่าควรเมืองแล้วนำไปไว้ตามรับสั่งทันที
"ไทเฮา นางกำนัลที่ตำหนักอิงฮวาส่งข่าวมาว่าเมื่อคืนฝ่าบาทไม่ได้ค้างที่ตำหนักเพคะทรงตรัวว่ามีฏีกามากมายต้องตรวจจึงเสด็จกลับไปหลังจากที่เสวยมื้อค่ำกับพระสนมเสร็จ" หลัวมามา นางกำกัลอาวุโสคนสนิทเดินเข้ามาใกล้พร้อมรายงานข่าวที่ได้รับมาแก่นายหญิงตน
สตรีสูงศักดิ์ของฝ่ายในที่ได้ยินข่าวถึงกับหยุดมือแล้ววางทั้งดอกไม้และกรรไกรลงอย่างหมดอารมณ์
"ใจคอฝ่าบาทมิคิดที่จะประทานโอรสธิดาให้กับอิงเอ๋อร์บ้างเลยหรืออย่างไรกัน" น้ำเสียงที่เอ่ยเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองในตัวโอรสองค์เล็กของตนที่บัดนี้เป็นถึงจักรพรรดิ์แว่นแคว้น
ไม่ว่าจะเป็นฮองเฮา กุ้ยเฟย เสียนเฟยหรือแม้กระทั่งสนมเล็กๆ สองสามคนต่างมีโอรสธิดาถวายให้ได้อุ้มชู แต่กับสตรีที่นั่งตำแหน่งเต๋อเฟยโอรสของพระนางกลับบ่ายเบี่ยงร่วมเตียงบ่อยครั้ง
นับตั้งแต่ที่หลานสาวถวายตัวเข้ามาครึ่งปีก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะตั้งครรรภ์สักที พระนางจึงอยากเร่งมือให้ฉู่จวี๋อิงตั้งครรภ์มังกรเพื่อเพิ่มอำนาจให้สกุลฉู่ หากอิงเอ๋อร์ของนางให้กำเนิดพระโอรสอำนาจในมือที่เสียไปก็อาจกลับคืนมาดังเดิม
"ไทเฮาเพคะ ทางจวนท่านเสนาบดีซ้ายก็ส่งข่าวมาว่าเรื่องกิจการที่จะเปิดใหม่ไม่สามารถดำเนินการได้เพคะ"
ฉู่หวังอิ๋งที่กำลังจะดื่มชาชะงัก "เพราะอะไร?"
นางกำลังจะเปิดกิจการใหม่เพื่อสร้างแหล่งผลิตเงินเพื่อเลี้ยงคนเอาไว้ใช้งานในภายภาคหน้าเมื่อได้ยินดังนั้นในใจก็เริ่มขุ่นมัวยิ่งกว่าเรื่องที่ฮ่องเต้ไม่ประทับค้างคืนที่ตำหนักหลานสาว
"เอ่อ..ท่านเสนาบดีกล่าวว่าตอนนี้มีคนของชินอ๋องตรวจสอบอยู่ จะ..จึงยังไม่สามารถลงมือทำอันใดได้เพคะ"
เพล้ง!
จอกชาในมือถูกปาทิ้งอย่างไม่ไยดี
เพราะไอ้เด็กนั้นอีกแล้ว! ไอ้เด็กไม่มีมารดาสั่งสอนนั่น นับวันอำนาจในมือมันยิ่งมากขึ้นทุกที!
ในคราที่นางเป็นฮองเฮาไม่มีตระกูลไหนที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าตระกูลของนาง จนกระทั่ง 'เซี่ยฉิง' สตรีจากหนึ่งในสี่ตระกูลแม่ทัพใหญ่ถูกแต่งเข้ามาในตำแหน่งกุ้ยเฟยให้กับสวามีของนางแทนกุ้ยเฟยคนเก่าที่ตายไปเพราะโรคร้าย
สวามีนางโปรดปรานอีกฝ่ายยิ่งนักความรักที่เคยกล่าวว่าจะมีให้เพียงแค่นางและบุตรชายก็ถูกแบ่งปันไปให้สตรีสกุลเซี่ยผู้นั้นและยิ่งมากขึ้นเมื่อสตรีนางนั้นตั้งครรภ์!
ยังดีที่โอรสของนางถูกแต่งตั้งเป็นรัชทายาทอย่างเป็นทางการแล้วจึงไม่ต้องกังวลว่าบุตรชายของนางจิ้งจอกที่พึ่งเกิดมานั่นจะมาแย่งบัลลังก์มังกรไป อีกทั้งหลังจากสตรีนั่นคลอดบุตรชายได้เพียงสองปีก็ตายไปเนื่องจากสุขภาพร่างกายอ่อนแอตั้งแต่หลังคลอด
แุถมตัวนางในยามก็มีวาสนาได้ตั้งครรภ์และคลอดโอรสองค์เล็กออกมาอีกคนความมั่งคงในฐานะฮองเฮาของนางก็ยิ่งมั่นคง เรื่องโอรสของกุ้ยเฟยสกุลเซี่ยที่แย่งความรักจากสวามีไปจึงไม่ได้อยู่หัวนางอีก
เมื่อพระมารดาสวามีเอ่ยปากจะรับเลี้ยงเด็กนั่นนางจึงยกให้อย่างไม่ลังเล
แต่เมื่ออีกฝ่ายเติบโตขึ้นภายใต้การดูของแม่สวามีและสกุลเซี่ยความสามารถกลับยิ่งประจักษ์จนเหล่าอาจารย์ในสำนักศึกษาต่างกล่าวว่าองค์ชายรองเป็นอัฉริยะที่หายากในรอบร้อยปีแตกฉานทั้งด้านบู๊และบุ๋นอย่างลึกซึ้ง
และทำให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างโอรสนางที่โดดเด่นเฉพาะทางด้านการศึกรบราทว่าไม่มีหัวในการปกครองอย่างที่ว่าที่ฮ่องเต้องค์ต่อไปควรจะเป็น
รัชทายาทไม่เดือดร้อนต่อคำวิจารณ์ฮ่องเต้ผู้ซึ่งเป็นสวามีก็ไม่ได้มีท่าทีกังวลอันใด
แต่นางผู้เป็นมารดานั้นย่อมไม่ยอมอยู่เฉยรีบทูลให้สวามีจัดการเพื่อความมั่นคงของตำแหน่งรัชทายาทของโอรสองค์โต เขาจึงได้ตัดปัญหาโดยการแต่งตั้งให้องค์ชายรองเป็นชินอ๋องแล้วส่งให้ไปเป็นอ๋องครองเมืองที่แดนใต้ใจของพระนางจึงพอสงบลงได้บ้าง
จนเมื่อสามปีก่อนเกิดเหตุไม่คาดฝันสวามีและบุตรชายที่เดินทางไปปราบเผ่าเหมี่ยวกลับถูกพิษจากหัวหน้าเผ่าที่เลื่องชื่อเรื่องพิษเข้าจนสิ้นชีพทั้งคู่ บ้านเมืองระส่ำระส่ายเนื่องจากสูญสิ้นองค์จักรพรรดิ์และรัชทายาทไปพร้อมกัน
ตัวนางเองก็ไร้สติที่จะจัดการอันใดเนื่องจากกำลังจมอยู่ในความเศร้าโศก
ยามนั้นผู้สูงศักดิ์ที่สุดในรางวงศ์อย่างอู่ไทเฮาหรือพระมารดาของสวามีจึงได้ออกจากหลังม่านจัดการความโกลาหลนี้ด้วยตนเอง หลังจากพระราชพิธีศพจบลงก็ถึงคราวที่ต้องพูดคุยเรื่องการสืบราชบัลลังก์ สิ่งที่นางกลัวมาตลอดได้เกิดขึ้น
อู่ไทเฮาและขุนนางกลุ่มหนึ่งเสนอให้ชินอ๋องขึ้นครองราชย์เพราะเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมที่สุดโดยที่พวกนางไม่อาจโต้แย้งอันใดได้ ผลงานของไท่หยางฮัวสือมากมายเกินจะกล่าว
ทว่าชายหนุ่มกลับปฏิเสธและให้เหตุผลว่าหลางอ๋องซึ่งนั่นก็คือโอรสองค์เล็กของนางที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพในขระนั้นมีสิทธิ์บัลลังก์มากกว่าตนเพราะเป็นสายเลือดฮองเฮา
เหล่าขุนนางที่ได้ยินดังนั้นก็มีทั้งฝั่งโล่งใจและเสียดาย แต่อู่ไทเฮาก็ขอร้องให้อีกฝ่ายกลับมาประทับที่เมืองหลวงเพื่อช่วยเหลืองานฮ่องเต้พระองค์ใหม่ซึ่งเขาก็รับปากแต่โดยดี ดังนั้นเมื่อการเลือกฮ่องเต้พระองค์ใหม่ได้ข้อสรุปกรมพิธีการก็จัดงานพิธีขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อมีอีกฝ่ายอำนาจในมือสกุลฉู่ก็เริ่มถดถอยลดเรื่อยๆ ชายหนุ่มเป็นคนที่ตงฉินจึงกวาดล้างพวกขุนนางเลวช่วยเหลือราษฎรให้หลุดพ้นจากการข่มเหงเอารัดเอาเปรียบของขุนนางและพ่อค้าที่เป็นพรรคพวกเดียวกัน ทำให้ผู้คนต่างสรรเสริญศัทธาในตัวไท่หยางฮัวสือมากเสียกว่าฮ่องเต้
พวกนางก็ทำอันใดไม่ได้เพราะอีกฝ่ายมีตระกูลของอู่ไทเฮาหนุนหลัง
จนเมื่อหนึ่งปีก่อนอู่ไทเฮาสวรรคตโอกาสของสกุลฉู่ก็มาถึง...สกุลนางเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้งและคอยห้ำหั่นกันกับอีกฝ่ายมาอย่างลับๆตลอดจนถึงทุกวันนี้
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหนัก ฝ่าบาทเองก็ดันเคารพเทิดทูนและเชื่ออีกฝ่ายอย่างกับอะไรดี
แม้กระทั่งมารดาแท้ๆ อย่างพระนางเขายังไม่ค่อยจะฟัง มิเช่นนั้นนางจะต้องมาปวดหัวคิดหาแผนการให้สกุลฉู่มีอำนาจมากขึ้นอย่างทุกวันนี้หรือ
ดีที่พี่ชายนางมีวาสนาได้ชุบเลี้ยงทาสจากเผ่าเหมี่ยวไว้คนหนึ่งอีกไม่นานบุตรชายของนางจิ้งจอกแซ่เซี่ยผู้นั้นก็จะไปอยู่ปรโลกกับมันแล้ว
ไท่หยางฮัวสือ..เจ้านับรอวันตายเอาไว้เถิดเวลาของเจ้าเหลือไม่มากแล้ว ข้าทนรอวันที่เจ้าตายตามมารดาแพศยาของเจ้าไปแทบไม่ไหวแล้ว