“แล้วจะทำไมครับ หรือคิดจะแสดงตัว”
หญิงสาวชะงัก เพราะเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอะไรได้
เพราะเธอจะไม่แสดงตัวอยู่แล้ว จะไม่ทำให้ใครเจ็บไปกับเธอด้วย ไม่อยากลากใครลงเหวอีก เธอเข็ดแล้วกับการต้องชดใช้
“ลองดูก็ได้ครับ แต่วุ้นต้องรับผลของมันให้ได้” เขาบอกเสียงเหี้ยมเกรียม “เอาไงครับ ลองดูไหมล่ะครับ”
ไม่ทันที่หญิงสาวจะได้ตอบอะไร ประตูบานนั้นก็ถูกผลักเข้ามา แล้วปรากฏร่างของหญิงสาวนางหนึ่งที่สวยสง่าในทุกย่างก้าว ราวกับถูกสั่งสอนมาอย่างดี
“พุคะ” ซินเหยาหยุดชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเขามีแขกอยู่ด้วย แต่ยังคงรักษาท่าที ก่อนจะกล่าวขอโทษและยิ้มอย่างสุภาพ
“ซินไม่รู้ว่าคุณมีแขก ขอโทษนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้คุยธุระสำคัญอะไร”
ไม่สำคัญอย่างนั้นหรือ...
ฉัตรริษามองหน้าคนพูด
“ซินแวะเอาขนมมาให้ค่ะ พุเอาไปแบ่งพี่ๆ พนักงานด้วยนะคะ” เมื่อได้ยินคำอนุญาต ซินเหยาจึงก้าวเท้าต่อแล้วแจ้งจุดประสงค์ ก่อนจะยื่นถุงขนาดกลางสามสี่ใบไปให้กับว่าที่คู่หมั้น
“ได้สิครับ ขอบคุณครับ”
“งั้นไว้เจอกันเย็นนี้นะคะ”
“ครับ”
ก่อนจะถอยห่างไป ซินเหยาก็มิวายหันมาส่งยิ้มให้กับหญิงสาวอีกคนในห้อง ฉัตรริษาเองก็อยากจะส่งยิ้มคืน แต่มันยิ้มไม่ออกจริงๆ คงเพราะรอยยิ้มของเธอมันเจ็บเกินกว่าจะปล่อยออกมาได้
เพราะตอนนี้สิ่งเดียวที่เธออยากทำนั่นคือการปลดปล่อยน้ำตา
พอบานประตูถูกปิดลงสนิทอีกครั้ง คำสั่งหนึ่งก็ดังขึ้นมา
“หยิบไปสิครับ ซินเขาให้แบ่งทุกคน” ว่าพร้อมกับยื่นถุงขนมมาให้
“วุ้นไม่ชอบค่ะ”
“ไม่ชอบก็ต้องรับ ซินเขาอุตส่าห์ใจดี ที่สำคัญผู้ใหญ่ให้ของวุ้นควรรับ” คำว่า ‘ผู้ใหญ่’ ทำให้เธอสะดุด ใครคือผู้ใหญ่ที่เขาหมายถึงกันแน่? ตัวเขาน่ะหรือ
เธอยิ้มเยาะแล้วตอบกลับด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “คุณพุเป็นผู้ใหญ่หรือคะ” ถ้าหากเขาเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะจริง เขาก็ควรจะปล่อยเธอไป ไม่กักขังความรู้สึกเธอไว้เช่นนี้
วริทธราหัวเราะเบาๆ รอยยิ้มของเขาเจือแววความดุดันที่ฉาบด้วยความเย็นชา “ผมไม่ได้เป็นผู้ใหญ่ ผมเป็นเจ้าชีวิตวุ้นต่างหาก”
คำพูดนั้นเสียดแทงเข้ามาในใจของฉัตรริษายิ่งนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ออกจริงๆ หญิงสาวพยายามกลืนความรู้สึกเจ็บปวดนั้นลงไป แต่เหมือนว่ามันจะฝังลึกเข้าไปทุกครั้งที่สบตาเขา
หญิงสาวเงยหน้ามองคนใจร้ายอีกร่วมนาทีกว่าจะยอมถอยเท้า เธอรู้ว่า...ต่อให้คาดคั้นไป คงมิได้คำตอบ ถ้าเธออยากได้คำตอบก็คงต้องหาเอง เวลานี้เธออยากไปทิ้งตัวที่ไหนสักแห่ง แล้วปล่อยความเจ็บปวดออกมา แต่จะไม่ใช่ที่ตรงนี้อย่างแน่นอน
ไม่นานภายในห้องทำงานของวริทธราก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ทว่าไม่ถึงห้านาทีประตูห้องก็ถูกเปิดออกใหม่ คราวนี้คนที่เดินตรงเข้ามาคือคทาธรเพื่อนสนิทของชายหนุ่ม
อีกฝ่ายหย่อนก้นลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของท่านประธานใหญ่แล้วเปิดประเด็น
“เมื่อกี้กูเห็นน้องวุ้น” พวกเขาสวนกันตอนที่ลงลิฟต์ ฉัตรริษาเองก็ส่งยิ้มมาให้ แต่กลับดูเศร้าหมองเสียไม่มี จนคนมองเศร้าสลดตาม
“แวะเอาของมาคืน” ร่างสูงตอบโดยที่ไม่ได้ละสายตาจากเอกสารที่ต้องเซ็นอนุมัติมามองเพื่อน
“แล้วกูก็เจอคุณซิน”
“อืม” คนฟังแค่ขานรับเบาๆ
“ถามจริง เมื่อไหร่มึงจะปล่อยวุ้นไป” คทาธรพูดเสียงหนักแน่น แฝงไปด้วยความหวังดีและความเป็นห่วงที่ซ่อนอยู่
“ที่ผ่านมาวุ้นทำทุกอย่างตามที่มึงสั่ง ตามที่มึงต้องการทุกอย่าง เขาทำเพื่อพยายามชดใช้ให้มึง แล้วในตอนนี้มึงก็กำลังจะสร้างครอบครัวใหม่...มึงควรให้อภัยและปล่อยวุ้นไปใช้ชีวิตของตัวเองบ้างได้แล้ว”