“งั้นเอาสิ แต่อย่าถามอะไรโง่ๆ ว่าทำไมผมไม่รักวุ้น”
เธอไม่คิดจะถามแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ที่เธออยากรู้คือ
“ทำไม...พาวุ้นมาอยู่ที่นี่”
สิ้นคำถามนั้น ในห้วงคิดของฉัตรริษาก็นึกกลับไปถึงช่วงเวลาที่ถือว่ายากลำบากที่สุดในชีวิต ตอนสิ้นเนื้อประดาตัวและสถานที่เดียวที่เธอพอจะซุกหัวนอนได้คือห้องพักเล็ก ๆ ซึ่งขาดทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเตียง ทีวี หรือสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ แถมยังต้องใช้ห้องน้ำรวมกับคนอื่น
แต่ถึงกระนั้นเธอก็บอกกับตัวเองให้ยอมรับมันให้ได้ ชีวิตมีขึ้นก็ต้องมีลง หากคนอื่นอยู่ได้ เธอก็ต้องอยู่ได้เหมือนกัน สิ่งที่หนักหนาที่สุดคงจะเป็นในคืนหนึ่งเมื่อมีคนมาเคาะประตูห้องแล้วอ้างว่าเป็นสามีของเธอ
ความกลัวในวันนั้น เธอยังจำได้ดี
แต่ไม่นานเขาก็พาเธอมาอยู่ที่เพนต์เฮาส์แห่งนี้ สถานที่ที่แตกต่างกันแบบฟ้ากับเหว
“ที่ผมพามาอยู่ที่นี่ ทำให้วุ้นคิดว่ามันคือความรัก?” วริทธราเลิกคิ้วขึ้นตั้งคำถาม ก่อนจะแสยะยิ้ม “ผมไม่คิดว่าวุ้นจะซื่อขนาดนี้ ที่ผมพามาอยู่ที่นี่ แค่เพื่อให้เอาสะดวก” มันจะมีเหตุผลอะไรได้อีกเล่า
“แล้วทำไมในตู้เย็นมีแต่ของที่วุ้นชอบ”
“เหตุผลเหมือนที่ผมจะไปส่งวุ้น ถ้าผมให้ความสุขวุ้น วุ้นก็ให้ผมคืน”
มันเป็นแบบนี้เองสินะ
คำตอบนั้นทำให้ฉัตรริษาตระหนักได้ถึงความจริงที่อยู่เบื้องหน้า
“วุ้นโง่เองสินะคะ”
ฉัตรริษาระบายยิ้มออกมา แต่ไม่ได้มีความเจ็บปวดสักเท่าไรเพราะมันเปล่าประโยชน์ที่จะแสดงอะไรทำนองนี้ออกมา
“ก็คงประมาณนั้นครับ”
ผู้ชายคนนี้แสดงออกชัดเจนว่าไม่เคยรักเธอ เขาไม่ได้ทำอะไรผิด มีแต่เธอเองต่างหากที่ไม่ได้มองความเป็นจริง ถ้าจะโทษก็ต้องโทษหัวใจตัวเองที่มันไม่รักดี หวั่นไหวไปง่ายๆ
“ขอบคุณที่ทำให้ตาสว่างนะคะ” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะยิ้มอีกครั้ง รอยยิ้มนั้นปราศจากการประชดประชันใดๆ เพราะเธอขอบคุณเขาจากใจจริง ถ้าเขาไม่ยอมพูดออกมาตรงๆ เธอก็คงยังหลงอยู่ในวังวนของความหวังที่ไร้ทางออกต่อไป ฉัตรริษารู้ดีว่าการยอมรับความจริงคือสิ่งที่เธอควรทำที่สุดในเวลานี้