“ทำไงดีล่ะครับ ผมสะดวกวิธีนี้”
“งั้นคุณพุก็ไม่ต้องทำตัวเป็นคนดีหรอกค่ะ เพราะคุณพุไม่ใช่เลย”
เขาจะแก้แค้น เธอไม่โกรธ เพราะรู้ว่ามันก็สมควรแล้ว แต่มันจำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้เลยหรือ
จะเอาศักดิ์ศรีของเธอไปเหยียบย่ำให้จมดินถึงขนาดไหน อยากให้เธอถูกตราหน้าว่าเมียน้อยอย่างนั้นหรือ
“ไปเก็บของ ผมให้เวลายี่สิบนาที” วริทธราตัดบท กำชับทางสีหน้าว่าถ้าไม่ทำตาม ผลลัพธ์มันจะออกมาในรูปแบบไหน
ถ้าไม่เป็นเธอ ก็ต้องฉัตรลดา
เขาเคยขู่ไว้
ฉัตรริษาไม่ได้ส่งสายตาตัดพ้อใดๆ เพราะตอนนี้ยอมรับความจริงแล้ว ร่างเล็กขยับตัวลุกขึ้น และบอกตัวเองให้ทนอีกนิด
ยี่สิบนาทีต่อมาไม่ขาดไม่เกิน ฉัตรริษาก็ออกมาจากห้องพร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้าใบขนาดกลาง
วริทธราขยับตัวลุกขึ้น ก่อนทำท่าจะคว้ากระเป๋าของหญิงสาวมาถือเอง แต่ร่างเล็กก็ขยับตัวห่าง ไม่ต้องการให้เขามาแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ เพราะเขาไม่ใช่
ด้านชายหนุ่มก็ยักไหล่อย่างไม่แคร์เหมือนกัน แล้วก้าวเดินนำออกไปจากห้อง
ฉัตรริษาสูดลมหายใจลึกๆ เข้าปอด แล้วก้าวเท้าตามไปขึ้นรถ
รถเอสยูวีสีดำแล่นออกจากเพนต์เฮาส์สุดหรูไปตามถนน ภายในรถมีแต่ความเงียบปกคลุมไปทั่ว หญิงสาวทอดสายตามองไปนอกหน้าต่าง แสดงออกชัดเจนว่าไม่ได้เต็มใจมา
“ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยครับ” วริทธราบอกเสียงเข้ม แต่ฉัตรริษาก็ยังคงเมินเฉยเขาอยู่อย่างนั้น เขาจึงได้แต่ส่งเสียงฮึ่มในลำคออย่างขัดใจ แต่ไม่ได้เอ่ยถ้อยคำใดต่อ
แต่สักสิบห้านาทีต่อมา ก็มีเหตุให้ฉัตรริษาต้องหันขวับไปหาคนที่ตัวเองไม่ได้อยากจะสนใจ เมื่อเขาเลี้ยวรถเข้ามาในม่านรูด
“เข้ามาที่นี่ทำไมคะ”
“วุ้นควรยิ้มให้ผมมากกว่าทำหน้าบึ้ง” วริทธราทำหน้าระรื่น ทั้งที่ตนนั้นกำลังใช้แผนร้ายๆ บีบบังคับเธอ
ฉัตรริษาเม้มริมฝีปากแน่น พยายามระงับความโกรธที่อัดแน่นอยู่ภายใน เธอรู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางเลือก จำต้องยอมทำตามที่เขาต้องการ ในที่สุดหญิงสาวก็ฝืนยิ้มให้
“พอใจหรือยังคะ” เธอเอ่ยเสียงเรียบ
“ครับ แล้วครั้งหน้าอย่าพยศอีก” เขาตอบรับพร้อมย้ำเตือน น้ำเสียงและสายตาแฝงความหมายชัดเจนว่าครั้งหน้าเขาจะไม่ใจดีเช่นนี้อีก
ทั้งสองมาถึงโรงแรมที่จองไว้ในช่วงบ่ายสี่โมงนิดๆ ฉัตรริษาเอาสัมภาระไปเก็บให้เป็นที่ ก่อนจะเดินออกไปยืนรับลมที่ระเบียงทางด้านหลัง
สายลมเย็นพัดผ่านเบาๆ พาให้ผมดำยาวปลิวสยายไปตามแรงลม หญิงสาวมองไปยังท้องทะเลที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาอย่างเหม่อลอย เธอเคยมาสถานที่แห่งนี้แล้ว แล้วยังเคยมาดูพระอาทิตย์ตกดินและชมกระบองไฟด้วย
แต่ครั้งนั้นมันเป็นการมาดูกับครอบครัว
มีเธอ มีน้อง จิรเมศ รวมถึงแม่ของเธอและพ่อเลี้ยง
แม่ของเธอแต่งงานกับบิดาของพี่ชายต่างสายเลือดเมื่อประมาณแปดปีก่อน เธอเองก็ยินดีที่ผู้เป็นแม่จะได้มีคู่ชีวิตใหม่อีกครั้ง และสุรเชษฐ์ก็ดีกับแม่ของเธอมาก
หลังจากแต่งงานกัน สุรเชษฐ์ก็พาครอบครัวของเธอย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับวริทธรา นี่จึงเป็นสาเหตุให้เธอพบกับเขา
แต่ยังไม่ถึงสามปีดี สุรเชษฐ์ก็ล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดในสมอง และเสียชีวิตลง
แต่กระนั้นท่านได้ทิ้งมรดกไว้ให้เธอกับแม่และน้อง รวมถึงมอบบริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้กับจิรเมศ
จิรเมศดูแลเธอกับน้องดีมากๆ ความทรงจำในครั้งนั้นมีแต่ความสุขและตื่นเต้น มันยังคงงดงามเสมอ แม้จิรเมศจะกลายเป็นปีศาจในสายตาของใครหลายคนไปแล้ว
แต่สำหรับเธอ เธอขอจดจำภาพดีๆ ของพี่ชายคนนี้ต่อไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าเธอจะหลับหูหลับตารักพี่ชาย จนไม่ได้มองถึงความจริง
เธอเองก็โกรธพี่ชายที่ทำสิ่งที่ไม่น่าให้อภัยไว้
หญิงสาวยืนอยู่แบบนี้เกือบสิบนาทีก่อนจะกลับเข้าห้อง แล้วเห็นว่าชายหนุ่มกำลังหยิบรองเท้าขึ้นมาสวม
“ผมจะออกไปหาไอ้กลาง”
หญิงสาวได้ยิน แต่เลือกที่จะเงียบ ไม่ได้ตอบรับหรือแสดงปฏิกิริยาใดๆ แล้วเดินเข้าไปในโซนห้องนอนแทน
วริทธราตรงมายังพูลวิลลาที่อยู่ไม่ห่างจากโรงแรมเท่าไรนัก ตาม GPS ที่คทาธรแชร์โลเคชันมาให้ สัปดาห์นี้พวกเขานัดรวมตัวกัน ด้วยต่างเคยให้สัญญากันไว้ว่าจะพยายามเจอกันให้ครบแก๊งปีละสองถึงสามครั้ง เพื่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น
การได้นั่งล้อมวงดื่มเหล้าและดีดกีตาร์ ทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน มันเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาได้ปลดปล่อยความเครียดและสร้างความทรงจำใหม่ ๆ ไปด้วยกัน
เมื่อวริทธราทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ไม้สีขาวริมสระ คทาธรก็เอ่ยบอก “ไอ้จิณกับไอ้วินน่าจะมาดึกหน่อย”
วริทธราพยักหน้ารับ
“ส่วนไอ้ไนน์แวะไปรับสาวแถวนี้ก่อน”
ไอ้เพื่อนคนนี้มีสาวอยู่ทุกจังหวัดกระมัง อย่างว่ามันหน้าตาดี และมนุษยสัมพันธ์ดีเลิศ คารมก็ยอดเยี่ยม เพราะฉะนั้นทุกคนในกลุ่มจะรู้กันดีว่าอย่าจีบสาวคนเดียวกับนที เพราะจะกินแห้วแน่นอน