EP 1/1 บ่วงพิศวาส

1626 Words
พระจันทร์สองใจ EP 1 บ่วงพิศวาส _______________ “ฟังให้ดีๆ นะคะ ฉันไม่ได้ขอให้พี่แต่งงานกับฉัน หรือคบกับฉัน ไม่จำเป็นต้องรักฉันด้วย พี่แค่ทำยังไงก็ได้ ให้ฉันท้องก็พอ! โอเคนะ!” นั่นคือประโยคที่กำลังรบกวนจิตใจของ ศศิน ศิวเศขร อย่างหนักหน่วง แม่สาวจอมแสบช่างใจกล้าหน้าด้านมาพูดแบบนั้น หล่อนคงเพี้ยนหรือไม่ก็บ้าไปแล้ว นี่เขาคือใครล่ะ เขาคือ ศศินนะ บิ๊กบอสของ ศิวเศขร คอร์ปอเรชั่น หล่อนกล้าดีอย่างไรมาเสนออะไรพิลึกพิลั่นปานนั้น แม้ทางครอบครัวจะสนิทสนมกัน แต่เขาไม่ได้สนิทกับหล่อนจนเห็นว่าเรื่องที่หล่อนเอ่ยมาจะสามารถตกลงกันได้ด้วยดี บิดาที่รักคิดอะไรอยู่ถึงได้ให้ความร่วมมือกับคนพวกนั้น น่าโมโหจริงๆ แค่ที่ยอมบริจาคสเปิร์มให้เจ้าหล่อนไปทำกิ๊ฟท์ถึงสามครั้ง มันก็มากพอแล้วนะ นับว่าเป็นความกรุณาอย่างที่สุดจากเขาแล้ว “อา...น่าหงุดหงิดจริงๆ ทำไมหยุดคิดเรื่องยัยบ้านั่นไม่ได้นะ” ศศินรำคาญตัวเอง เขาวางปากกาลงเมื่อใบหน้างดงามของสตรีนางหนึ่งคอยแต่เข้ามารบกวนจิตใจ กว่าหนึ่งปีมาแล้วที่เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นกับเขา มันปฏิเสธได้ยากนักในเมื่อมีเรื่องความเป็นความตายเข้ามาข้องเกี่ยว ทว่า...เขาไม่เชื่อทั้งหมดหรอกนะ เขารู้ดีว่าบิดาที่รักกำลังทำสิ่งใดอยู่ ท่านคงหวังให้เขายอมแต่งงานกับยัยตัวแสบ บุตรสาวของผู้มีพระคุณของท่านสินะ แต่อย่าเลย เขายังไม่คิดเรื่องแต่งงานหรอก ยังพอใจในชีวิตอันราบเรียบของตัวเองอยู่ ด้านนอกตึกสูง ท้องฟ้ามืดครึ้มราวราตรีกาล เมฆฝนตั้งเค้ามาตั้งแต่เมื่อเช้า และกำลังตกกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ศศินปัดความคิดเรื่องยัยตัวป่วนออกจากสมอง เขาลุกจากเก้าอี้ทำงาน ร่างสูงสง่าในชุดสูทพอดีตัว ดูปราดเปรียวแคล่วคล่องด้วยการตัดเย็บอย่างประณีต เนื้อผ้าไหมทาบอยู่ตัวเขาราวกับจับวาง มันพอเหมาะ เข้ารูปจนดูเซ็กซี่แม้เป็นชุดสูทภูมิฐาน ชายหนุ่มก้าวออกจากห้องทำงาน ใช้ลิฟต์โดยสารเพื่อลงมาด้านล่างพร้อมกับร่มหนึ่งคันในมือ เนื่องด้วยทางเดินที่ทอดสู่ลานจอดรถไร้ที่กำบัง เลขาคนเก่งของเขาเลยเตรียมร่มไว้ให้ จากชั้นยี่สิบลงมาถึงล็อบบีด้านล่างสุดที่โอ่โถงยิ่งกว่าล็อบบีของโรงแรมห้าดาว เวลานี้พนักงานคงกลับบ้านกันหมดแล้ว เหลือเพียงหน่วยรักษาความปลอดภัยกับบรรดาแม่บ้านล่วงเวลาที่กำลังทำหน้าที่ของตนอย่างขันแข็ง เขาเดินช้าๆ เหลือบมองผนังกระจกโดยรอบ แลเห็นเค้าโครงใบหน้าของตัวเอง มีแต่คนชมชอบใบหน้านี้ ใบหน้างดงามราวกับเทพบุตรผู้มาจากดวงจันทร์ โครงหน้าคมประหนึ่งชาวตะวันตกทั้งที่ไม่มีใครในตระกูลเป็นชาวต่างชาติ คิ้วดกหนาพาดเหนือดวงตาคมดุ จมูกโด่งจนน่าใจหาย ริมฝีปากรูปกระจับที่ไร้การคลี่ยิ้ม ใบหน้านี้หรือที่ใครๆ ลงความเห็นว่ามันดูดี ไม่รู้สิ...เขารู้สึกเฉยๆ กับมัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา การศึกษาหรือชาติตระกูลและความมั่งคั่ง เขารู้สึกเหนื่อยหน่ายกับมัน อาจเป็นเพราะชีวิตของเขานี้ สมบูรณ์แบบเกินไปจนน่ารำคาญกระมัง ศศินคิดผิดอย่างสิ้นเชิงเรื่องพนักงาน ยังมีหนึ่งสตรียืนหลบฝนอยู่ใต้ชายคาเดียวกับเขา ร่มที่ถืออยู่ในมือกางออกจนสุด เขาจ้องคนที่ยืนอยู่ เจ้าหล่อนดูกระวนกระวาย ทั้งยังพลิกข้อมือดูนาฬิกาครั้งแล้วครั้งเล่าสลับกับมองหยาดพิรุณที่กำลังกระหน่ำเท “ยังไม่กลับหรือครับ” เสียงทุ้มเอ่ยวาจาถามไถ่ ปกติแล้วพนักงานระดับล่างๆ เขาจะไม่ค่อยเสวนาด้วย ทว่าสตรีที่อยู่เบื้องหน้านี้ กลับดึงดูดให้เขาต้องเอ่ยวาจา หล่อนอยู่ในชุดสูทแบบสาวออฟฟิศ ตัวสูงเกือบจะเท่าเขา ผมของหล่อนยาวประบ่า เซตยุ่งๆ แบบสาวแดนโสม ชุดสูทแบบกางเกงนั้นทำให้เขาเห็นช่วงขาอันเพรียวยาว และเมื่อหล่อนหันมา ใบหน้างดงามก็ทำให้ใจเขาไหวสั่น ใบหน้าที่ดูตื่นตระหนกกลับประทับในหัวใจเขาอย่างน่าตกใจเช่นกัน “คะ? บะ...บอส เอ่อ...ยังค่ะ...บอสก็เพิ่งกลับหรือคะ” รวีกานต์ ภคินี ตอบออกไปอย่างประหม่า ไอฝนถูกลมพัดเข้ามา ทว่าไม่ทำให้เธอหนาวเย็นได้เท่ากับการสานสบสายตากับชายรูปงาม ศศินไม่ตอบในสิ่งที่ไม่จำเป็น “ค่ำมากแล้ว กลับเถอะครับ” “ค่ะ ฉันรอฝนหยุดน่ะ ถ้าเดินไปป้ายรถเมล์ตอนนี้คงได้เปียกซ่ก ฉันยังต้องไปต่อรถไฟฟ้าอีก ถ้าเปียกคงไม่ดีแน่ๆ ความจริงฉันรอฝนหยุดมาตั้งชั่วโมงแล้วค่ะ” รวีกานต์เอ่ยรัวเป็นชุด ใจยังเต้นตึกๆ ทำงานที่นี่มาเกือบแปดปี นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้คุยกับบอสใหญ่ อย่างเป็นส่วนตัวเสียด้วย “เอาร่มผมไปก็ได้” “คะ? แบบนั้นไม่ดีหรอกค่ะ” ร่มสีนิลสนิทถูกยื่นมาให้รวีกานต์ หญิงสาวรับไว้ด้วยความตื่นเต้นปนมึนงง ก่อนที่ร่างสูงจะวิ่งฝ่าสายฝนไปที่รถของตัวเอง รวีกานต์รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นไอศกรีมช็อกโกแลต มันกำลังละลายเพราะถูกมองจากสายตาเขาและกับสิ่งดีๆ ที่เขามอบให้ “ให้ตายเถอะ! ถ้ารู้ว่าถอดแว่นแล้วโชคดีขนาดนี้ ฉันถอดไปตั้งนานแล้ว” รวีกานต์ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าถือ กำแว่นสายตาแน่นๆ น่าดีใจไหมเล่าที่เธอได้คุยกับเขา บอสใหญ่ หรือรุ่นพี่ที่เธอเคยแอบปลื้ม เธอเคยเรียนที่เดียวกับเขานะ แต่เขาคงจำเธอไม่ได้หรอก แน่ล่ะ เธอกับเพื่อนรักเป็นได้แค่หิ่งห้อยตัวน้อยๆ ตอนอยู่ใต้รั้วมหาวิทยาลัย แต่เขาสิ เขาเหมือนพระจันทร์ดวงใหญ่ที่ส่องแสงกระจ่างฟ้า เป็นเดือนมหาลัยที่ใครๆ ต่างกล่าวขาน โอ...เหมือนฝันเลย นี่เธอได้คุยกับเขาจริงๆ ใช่ไหม ต้องขอบคุณใครดีนะ ขอบคุณพ่อเด็กน้อยที่ร้านกาแฟดีไหมที่แนะให้เธอถอดแว่นคุณป้าแล้วมาใส่คอนแทคเลนส์แทน _______________ ณ บ้านหลังน้อยของสามสาว รวีกานต์วิ่งเข้าบ้านด้วยความรวดเร็ว บ้านหลังน้อยแบบสองชั้นมีสามห้องนอน สี่ห้องน้ำ และหนึ่งห้องเก็บของ ตอนสร้างบ้านนี้เธอลงขันกับเพื่อน สร้างตั้งแต่ยังเรียนอยู่ปีหนึ่ง จนแม้เรียนจบก็ยังอยู่ที่นี่แม้ว่าบางคนจะมีครอบครัว แต่ก็แวะเวียนมาค้างด้วยกัน มาเมาธ์มอยและปรึกษาหารือ เหมือนเป็นบ้านหลังที่สองของพวกเธอไปแล้ว “กลับมาแล้วค่า มีใครอยู่ไหม ซื้อไก่กับชาเย็นมาฝากค่า” รวีกานต์ร้องบอกคนในบ้าน แล้วนาทีต่อมา ร่างสูงใหญ่ของชายใจสาวในชุดที่มีผ้ากันเปื้อนก็รีบวิ่งมารับหน้า สุภาพสตรีเจ้าเนื้อรีบเบะปากราวอยากจะร้องไห้ ในมือมีตะหลิวถือค้างอยู่ ผ้ากันเปื้อนที่สวมเต็มไปด้วยหยดซอสและฝุ่นแป้ง “โอ...ในที่สุดสวรรค์ก็โปรดกะเทยในวันฝนตก ฮือ...อยากจะร้องไห้” เจ๊หวาน กะเทยร่างหมี รีบเข้ามารับเอาของกินและเครื่องดื่มที่รวีกานต์ถืออยู่ เอาไปจัดการแกะใส่จาน วันนี้ฝนตก ไม่อยากออกไปซื้อกับข้าว กะว่าจะทำอาหารกินเองที่บ้าน แต่ว่าแม่ครัวหัวป่าก์ดันปวดท้องรอบเดือน กะเทยร่างถึกเลยต้องรับหน้าที่แม่ครัวจำเป็น มันไม่ง่ายเหมือนการถือแปรงแต่งหน้าเลยขอบอก “แล้วยัยวีไปไหนคะ ทำไมเจ๊เข้าครัวได้ล่ะ” ถามแล้วเดินไปนั่งยังโซฟาสีขาวที่วางอยู่หน้าจอโทรทัศน์ ถัดจากส่วนของครัวเล็กๆ แล้วก็ได้เห็นคนที่ถูกถามถึง เจ้าตัวนอนเหยียดร่างอยู่บนโซฟาตัวยาว มีถุงน้ำร้อนวางไว้บนหน้าท้อง มีหนังสือเมนูอาหารกางทับใบหน้าอยู่ “ฉันอยู่นี่ เมนส์มา ใกล้จะตายแล้ว ปวดท้องมากเลย” เวนิสา วรรณรัตน์ ชื่อเล่น วีนัส หรือ วี อย่างที่เพื่อนทั้งสองเรียกขาน ลุกจากการนอนมานั่งไหล่ห่อ อาการปวดประจำเดือนเกิดขึ้นอีกแล้ว มันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สาวยันตอนนี้จะสามสิบอยู่รอมร่อ “เฮ้อ...สรุปว่าเดือนนี้แกก็ยังไม่ท้องใช่ไหม” คนสวยแต่โทรมพยักหน้ารับคำถามของเพื่อนสาว นี่เป็นครั้งที่สามแล้วสำหรับการทำกิ๊ฟท์เพื่อให้เธอตั้งท้องตามที่มารดาต้องการ มันเป็นเรื่องพิลึกพิลั่นที่เกิดขึ้นกับเธอ หนึ่งปีที่แล้ว ทางโรงพยาบาลแจ้งว่าเธอป่วยเป็นโรคช็อกโกแลตซีสต์ มันโตขึ้นเรื่อยๆ ในมดลูกของเธอ มารดาที่รักแนะให้เธอตั้งครรภ์เพื่อจะได้หายจากโรคนี้ ใช่แล้ว มันบ้าบอจริงๆ แต่ท่านมีร้อยแปดพันวิธีที่จะทำให้เธอตกลง มันเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เธอไม่ต้องแต่งงานตามที่ท่านต้องการ ในเมื่อท่านอยากได้หลาน เธอก็จะให้หลาน แถมเธอยังหายจากโรคบ้าๆ นี่ด้วย ทุกอย่างมันเลยสรุปที่เธอต้องเข้าทำกิ๊ฟท์เพื่อจะมีลูก และอย่าถามถึงพ่อของลูกเลย ไม่มีหรอก แต่เธอรู้นะว่าใครเป็นคนบริจาคสเปิร์ม รู้จักเขาดีเชียวล่ะ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD