ตกค่ำ วันเดียวกัน
ศศินเดินเข้ามาในห้องอย่างมึนงง เขายังไม่ชินนักกับการมีเวนิสาอยู่ร่วมชายคา ไม่ชินกับอากาศเย็นๆ ของแอร์ในห้องด้วย ปกติแล้วเมื่อกลับมาถึงบ้านแบบนี้ เขาต้องรอหลายนาทีกว่าแอร์จะเย็น ตอนนี้เวนิสาหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง หล่อนขยับกายเล็กน้อย คงได้ยินเสียงเขาเดินเข้ามา
“อะไรกัน นอนหลับอะไรป่านนี้ หรือว่าจะไม่สบาย” ถามตัวเองแล้วเดินเข้าไปดู กล้าๆ เกร็งๆ แต่สุดท้ายก็เลื่อนหลังมือไปอังหน้าผากมน มีไออุ่นแผ่ออกมาเล็กน้อย
“ไม่ได้ป่วยแฮะ สงสัยจะเสียเลือดมากจนเพลีย”
ชายหนุ่มนั่งลงข้างเตียง พิจารณาวงหน้างามของคนหลับอย่างทึ่งๆ ใบหน้าเรียวสวยนี่เข้ามาวนเวียนในสมองเขากว่าปีมาแล้ว สลัดอย่างไรก็ไม่พ้น หล่อนเป็นตัวปัญหาที่พาแต่เรื่องวุ่นวายมาให้ เป็นยัยตัวแสบที่แสนดื้อ น่าจับตีก้นเป็นที่สุด เขาไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกที่เวนิสามีต่อเขามันปกติธรรมดาหรือว่าพิเศษ หล่อนไม่เคยปริปากบอกอะไร แค่แสดงให้เขารู้ว่าหล่อนมีความจริงจังในสิ่งที่ต้องการก็แค่นั้น
“อย่าฝันถึงเรื่องอีโรติก สำหรับเธอกับฉันมันต้องฮาร์ดคอร์เท่านั้น”
ศศินบอกคนหลับเบาๆ โน้มใบหน้าลงไปหาใบหน้างาม เหมือนโดนผิวเนื้อละเอียดลออกับริมฝีปากสีแดงระเรื่อของหล่อนล่อลวง มันน่าจับน่าจูบเสียนี่กระไร ทว่าก็เหมือนอาบทาด้วยยาพิษร้าย หากเผลอจุมพิตเข้าไปคงได้สิ้นใจตาย
หมับ!
“เฮ้ย! นี่เธอไม่ได้หลับเหรอ” ถามแล้วพยายามแกะแขนของหล่อนที่คล้องรอบคอตัวเองอยู่ ตอนนี้ใบหน้าหล่อนห่างจากเขาแค่คืบเดียวเท่านั้น
“หลับค่ะ แต่ตื่นแล้ว”
คนสวยบอกแล้วลืมตาขึ้นมา ดวงตาสองดวงสานสบกันในระยะประชิด เหมือนมีไอหวานแทรกซึมในบรรยากาศ พาให้ทุกสิ่งอย่างหยุดชะงัก เหมือนมีกลีบกุหลาบพร่างพรมโปรยปราย นาฬิกาดอกไม้หยุดเดินชั่วขณะ และก่อนที่ศศินจะทันรู้ตัว เวนิสาก็ดันใบหน้าเขาเข้าไปหา และเป็นฝ่ายจุมพิตตีตราเสียเอง
“อื้อ...” สองมือของศศินค้ำยันฟูกนุ่ม ได้แต่ครางอู้อี้ด้วยความตื่นตระหนก ความอุ่นร้อนจากริมฝีปากที่แตะกันกำลังสะกิดหัวใจอย่างรุนแรง
สองมือของเวนิสาเลื่อนมาประคองแก้มสาก ยังบดกลีบปากอิ่มเข้ากับริมฝีปากอุ่นร้อน ทาบทับมันไว้เพื่อดื่มด่ำกับรสสัมผัสที่มิเคยพบพาน หัวใจในอกเต้นรัว โลหิตในร่างวิ่งพล่านเหมือนกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากในฤดูแห่งลมพายุ และเป็นเขาที่ดึงกายออกไปก่อน
“อ๊า! เธอทำบ้าอะไรเนี่ย!”
ศศินดึงมือเวนิสาออกจากสองแก้ม เด้งกายออกห่างร่างหล่อนทั้งที่ใจยังปรารถนา เขานั่งอยู่ปลายสุดของเตียง หายใจหอบแรง จ้องเวนิสาราวกับอยากจะฆ่า หล่อนเหมือนแม่มดตัวน้อย ดูไร้เดียงสาน่ารักแต่ช่างร้ายกาจเหลือเกิน
“แหม...ทำเป็นไม่เคยไปได้ จูบไงคะพี่ขา...จูบเพื่อกระชับความสัมพันธ์ หึๆๆ” เอ่ยราวกับสตรีก๋ากั่นกร้านโลก ทั้งที่เมื่อครู่คือจูบแรกของตัวเองแท้ๆ
“กระชับความสัมพันธ์กับผีน่ะสิ หน้าด้าน!”
“อา...ปากคอช่างร้ายกาจ แต่โบราณว่าไว้ ผู้ชายด่าแปลผู้ชายรักนะคะ”
“เฮอะ! ฉันอยากจะฆ่าเธอต่างหาก”
“ถ้าแบบนั้นคงรักฉันปานจะกลืนกิน ฮ่าๆๆ”
เวนิสาหัวเราะร่า ลุกมาจัดเสื้อผ้าหน้าผมกลบเกลื่อนความอายเขิน
“อย่าทำแบบนี้อีกนะ ไม่งั้นฉันจะฆ่าเธอจริงๆ” เขาขู่
“รู้แล้วน่า ผู้ชายอะไรแค่จูบก็โกรธด้วย ใช่สิ...ฉันไม่ใช่คนที่พี่อยากจูบใช่ไหมล่ะ โอ๊ย...หงุดหงิด!” ทำตะบึงตะบอนไร้เหตุผลแล้วหนีเข้าห้องแต่งตัว เลื่อนบานประตูกระจกให้ปิดสนิทแล้วเดินไปนั่งลงข้างตู้เสื้อผ้า
หญิงสาวถอนหายใจอย่างปลดปลง เรื่องของหัวใจคงบังคับกันไม่ได้สินะ ต่อให้อยู่ด้วยกัน นอนห้องเดียวกัน แต่ถ้าคนไม่ได้รักกันแล้วละก็ ทำอย่างไรดอกรักก็คงไม่มีวันผลิบาน คู่แข่งของเธอไม่ใช่สาวอื่น ไม่ใช่แม้แต่แม่ดวงตะวันเพื่อนรัก แต่คู่แข่งของเธอคือหัวใจเขา หัวใจที่ไม่ยอมรับรู้ความรู้สึกของเธอเลย
ครืด...
ประตูถูกเลื่อนออกแรงๆ ศศินยืนหน้าบึ้งอยู่ตรงนั้น เธอเงยหน้าขึ้นมอง ความโกรธยังระบายเต็มใบหน้าเขา
“ขอโทษนะคะ ฉันแค่อยากให้เราคุ้นเคยกันบ้างน่ะ ถึงสิ่งที่ฉันทำอยู่จะทำไปเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง แต่มันคงเลวร้ายถ้าเราไม่ได้รู้สึกคุ้นเคยถึงร่างกายของกันและกัน พี่อาจไม่คิดว่าสำคัญ ผู้ชายอย่างพี่คงไม่มีปัญหา แต่สำหรับผู้หญิงอย่างฉัน ถ้าเวลานั้นมาถึงมันคงไม่ต่างจากการถูกข่มขืน ฉันไม่อยากรู้สึกแบบนั้น ฉันแค่อยากให้เราทำความคุ้นเคยกันไว้จริงๆ”
เธอลุกขึ้นเมื่อเขาเดินเข้ามาหา กลิ่นอายบุรุษช่างรุนแรง เขายืนอยู่ต่อหน้าเธอ ใบหน้าเขายังไม่ทุเลาความโกรธ
“อย่าทำอีก ฉันไม่ชอบ”
“ค่ะ”
“ถ้าเธออยากจูบ เธอต้องขอฉัน”
“คะ?” คราวนี้ความงงเกิดขึ้นกับเวนิสา เขาจะมาไม้ไหนกัน
“ฉันไม่ชอบเรื่องเซอร์ไพรส์ ฉันเกลียดที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้แม้แต่ความรู้สึกของตัวเอง ถ้าเธอยังอยากอยู่ใกล้ฉัน ต้องเลือกคุยกับฉัน อย่าปิดบัง อย่าสร้างเรื่องให้ประหลาดใจ เข้าใจไหม”