[6]
ความหึงเป็นเหตุ
________________
ศศินขับรถกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่ดีเป็นพิเศษ เขาเพิ่งเสร็จธุระกับลูกค้าที่ออกมาพบตั้งแต่บ่าย การเจรจาเรื่องงานผ่านไปได้ด้วยดี เขาเหลือบมองถุงของฝากบนเบาะข้างตัวแล้วอมยิ้มบางๆ เวนิสาต้องยิ้มแป้นตอนได้รับแน่ๆ
บิ๊กบอสขับรถไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางที่ไม่คุ้นชิน ผ่านห้างใหญ่ โรงเรียน ร้านสะดวกซื้อหรือแม้แต่สถานีรถไฟฟ้า รถจอดติดไฟแดงที่แยกอันแออัดแยกหนึ่ง เขากวาดสายตามองไปด้านข้าง จำได้ว่ามีร้านกาแฟของคนรู้จักตั้งอยู่นี่ที่
“อ้อ...อยู่นั่นเอง ทำเลเหมาะน่าจะขายดีละนะ” เปรยแล้วสอดส่ายสายตามองทางนั้น แล้วจู่ๆ หัวคิ้วเข้มก็ได้เลื่อนเข้าหากัน สตรีและบุรุษคู่หนึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เขาต้องมุ่นคิ้ว ฝ่ายชายเหมือนเดินออกมาส่งฝ่ายหญิงที่ลานจอดรถ ท่าทางสนิทสนมกัน พูดคุยหยอกล้อ บ้างมีตบหัวลูบหลังราวคุ้นเคยกันนักหนา รอยยิ้มที่ฝ่ายหญิงมีให้ฝ่ายชายทำให้เขาต้องส่งเสียงครางออกมาอย่างรำคาญใจ หล่อนจะยิ้มกว้างอะไรขนาดนั้น มีความสุขมากหรืออย่างไร
ความขุ่นมัวในดวงจิตตามติดเหมือนเงาตามตัว สายตาขุ่นๆ กลับมามองถุงของฝากอีกครั้ง คราวนี้รอยยิ้มยินดีหามีไม่ และเมื่อสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว เขาก็บึ่งรถกลับบ้านทันที
ส่วนหนุ่มสาวที่ยืนอยู่ลานจอดรถก็ยังมิรู้เรื่องราว ยังคงยิ้มแย้มให้กันอย่างเช่นทุกครั้งที่พบหน้า
“ขอบคุณครับพี่ ที่อุตส่าห์แวะเอาของมาส่งด้วยตัวเอง นี่ครับ...” เขาส่งธนบัตรจำนวนหนึ่งให้หญิงสาว
เวนิสายิ้มกว้าง รับเงินไปนับด้วยมาดคุณนาย
“มีความสุขจริงๆ ตอนนับเงินที่ได้จากการขายขนม”
“แหม...ทำอย่างกับยากจนข้นแค้น ต่อให้พี่ทำร้านขนมเจ๊งอีกสิบร้าน พี่ก็ไม่อดตายหรอกครับ”
คนสวยเบะปากใส่เจ้าตัวแสบ
“นี่! น้อยๆ หน่อย ฉันเป็นพี่นายนะ ว่าแต่ฉัน นายล่ะ ทำให้เหนื่อยทำไมร้านกาแฟเนี่ย นั่งอยู่บ้านเฉยๆ ก็นับเงินไม่หวาดไม่ไหวแล้ว”
เวนิสาค่อนขอด อีกฝ่ายเอาแต่ยิ้ม จนในคำจะแก้ต่าง
“ว่าแต่ แค่แวะมาส่งขนมเฉยๆ เหรอ ทำไมไม่ให้พนักงานเอามาส่งล่ะ”
“นายไม่รู้หรือว่าบ้านฉันอยู่ไม่ไกลจากที่นี่”
อีกฝ่ายทำหน้างง
“บ้านของฉันกับเพื่อนน่ะ สร้างไว้ตั้งแต่สมัยเรียน อยู่กับเพื่อนสาว สองสามคน”
“อ้อ...อย่างนี้นี่เอง ว่างๆ ก็แวะมาอุดหนุนผมบ้างสิครับ มานั่งเมาท์กัน”
“เมาท์เรื่องยัยรพีใช่ไหม ฮ่าๆๆ”
เวนิสาหัวเราะร่า สมัยก่อนหากมีเวลาว่าง เธอก็มักนัดเจอกับปลายภู การสุมหัวเมาท์เรื่องน้องสาวของเขา นับเป็นความรื่นเริงอย่างหนึ่งของพวกเธอ
“พอๆๆ ไม่อยากได้ยินชื่อยัยนั่น ได้ยินแล้วระคายรูหู ไม่รู้เป็นน้องหรือเป็นแม่ สั่งเอาๆ”
“เอาเถอะน่า มีคนห่วงก็ดีแล้ว ยัยรพีถึงจะพูดมากไปหน่อยแต่ก็ทั้งรักทั้งหวงพี่ชายจะตาย น้องดีๆ หาได้ที่ไหน ฉันสิ ลูกคนเดียว เหงาตายห่า”
“ผมก็เป็นน้องพี่นี่ครับ” ปลายภูออกตัว เขากับเวนิสาสนิทกันพอสมควรเพราะรั้วบ้านติดกัน รู้จักกันมาตั้งแต่ยังเล็กๆ
“ไม่เหมือนกันหรอกน่า เอาละ ว่างๆ ค่อยนัดเจอกันนะ วันนี้ฉันต้องรีบกลับก่อน มีนัดกับผู้ชาย” บอกแล้วทำตาปริบๆ เม้มปากนิดๆ เหมือนจะยิ้มอยู่ในที
ปลายภูย่นจมูกใส่ “เห็นผู้ชายดีกว่าน้อง”
“แน่นอน ถ้าให้เลือกผู้ชายกับน้อง ฉันก็เลือกผู้ชายย่ะ ไปนะ แล้วค่อยเจอกัน” สั่งลาพร้อมรอยยิ้มสวยแล้วก้าวขึ้นรถเบนซ์สีนิลวาววับ
ปลายภูนึกเอะใจในตอนที่รถของพี่สาวคนดีเคลื่อนออกไปแล้ว
“ซื้อรถใหม่อีกแล้วเหรอ เอ...ไม่ใช่แฮะ ไม่ใช่ป้ายแดง ว่าแต่...ทำไมป้ายทะเบียนคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหน”
ขณะที่ชายหนุ่มยืนนึกอยู่ที่ลานจอดรถ สาวออฟฟิศผู้มาดมั่นนางหนึ่งก็ยืนกำสายกระเป๋าสะพายอยู่ไม่ไกล ภาพที่ปลายภูส่งสุภาพสตรีขึ้นรถคันโก้ แม้ไม่ทันมองว่าสาวคนดังกล่าวหน้าตาเป็นเช่นไร แต่พอจะรู้ละว่าหล่อนคงรวยมาก แล้วคนอย่างนายนั่นไปสนิทกับผู้หญิงแบบนั้นตอนไหน หรือว่า...ใช่สินะ เธอยังชอบคนรวย แล้วเขาจะไม่ชอบได้อย่างไร
รวีกานต์นึกประหลาดใจที่อารมณ์อย่างหนึ่งมาอึงอลในอกเธอ เหมือนไม่พอใจ คล้ายๆ ว่าโกรธ แต่ไม่สิ...มันน้อยใจมากกว่า เธอเป็นอะไรไปนะ วันนี้วันดีแท้ๆ บอสให้ของเธอ แถมยังนัดเธอกินข้าวเที่ยงด้วยกันพรุ่งนี้อีก
“ตะวัน! ตะวัน!”
เสียงบุรุษร้องดังมาจากลานจอดรถของร้านกาแฟ รวีกานต์กลับหลังหัน ยกเลิกความตั้งใจที่จะเจรจากับอีกฝ่าย ตอนนี้เธอไม่มีอารมณ์
ปลายภูวิ่งมาหา ทันได้คว้าเอาแขนข้างหนึ่งของรวีกานต์ ท่ามกลางรถราที่แน่นขนัดบนถนน ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ด้วยว่าใกล้ป้ายรถเมล์ หนุ่มสาวยืนนิ่งจ้องตากันเหมือนว่าโลกนี้มีแค่พวกเขา
“มาแล้วทำไมไม่เข้าร้าน”
“ไม่อยากเข้า นายคงมีคนให้คุยด้วยเยอะแล้ว” ตอบพาลๆ อย่างไม่รู้ตัว
“โกรธผมเรื่องวันนั้นเหรอ”
มือน้อยสะบัดจนมือแกร่งหลุดออกจากแขนตัวเอง อารมณ์ขุ่นมัวยังมีอยู่
“นายก็น่าจะรู้”
“แล้วไงครับ อยากได้คำขอโทษเหรอ” เขาถามแต่รวีกานต์ไม่ตอบ เอาแต่ยืนจ้องหน้ากัน ดวงตาดุๆ นั่นน่ากลัวน้อยเสียเมื่อไหร่ แต่เขาไม่กลัวหรอกนะ
“ทำไมผมต้องขอโทษ ไม่ใช่ไม่ตั้งใจนี่นา”
“นายภู!”
สีแดงระเรื่อพาดผ่านโหนกแก้มรวีกานต์ เธอถูกดึงแขนลากไปอีกครั้งจนมานั่งอยู่ในสวนหย่อมเล็กๆ ใกล้ต้นกาแฟข้างร้านเขา พวกเธอไม่ได้เข้าไปนั่งข้างในที่ติดแอร์เย็นฉ่ำ แต่ดีแล้ว คุยกันตรงนี้จะได้ไม่ต้องเกรงใจลูกค้าในร้าน
ปลายภูหาเครื่องดื่มมาดับความรุ่มร้อนใจของสาวเจ้า เครื่องดื่มเย็นๆ คงช่วยบรรเทาอาการของรวีกานต์ได้
“ดื่มสิครับ เดี๋ยวละลายหมด รับรองว่าฟรี ไม่คิดตังค์”
คนสวยมองเมิน ต้องกะพริบตาปริบๆ เพราะเหมือนว่าคอนแทคเลนส์ที่สวมไว้กำลังเลื่อนหลุดจากตำแหน่ง เธอขยี้ตาแรงๆ มันเคืองชอบกล