“เธอคิดว่าเล่นอะไรอยู่ เพื่อนของเธอไม่ใช่คนขี้เหร่นะ ความสัมพันธ์หลังการเดตมันอาจพัฒนาก็ได้ แล้วเธอล่ะ เธอ...”
เวนิสายิ้มเศร้าๆ
“ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันคงทำได้แค่อวยพรให้คนที่ฉันรักที่สุดยังไงละคะ”
“เฮอะ! เธอนี่เหลือเชื่อจริงๆ คิดได้ยังไงเนี่ย” เขาอยากจะบ้าตาย
“เพื่อนฉันเป็นคนดีนะคะ พี่อาจชอบเธอจริงๆ ก็ได้”
ศศินเสยผมแรงๆ เหมือนมีหินก้อนใหญ่ถ่วงหัวใจเอาไว้จนหนักอึ้ง
“ไม่มีทาง ฉันชอบชีวิตอันสงบราบเรียบเหมือนเดิมของฉัน ฉันจะไม่เปิดใจให้ผู้หญิงคนไหนเด็ดขาด คอยดูต่อไปก็แล้วกัน”
รอยยิ้มบางๆ แต่งแต้มที่มุมปากของเวนิสา ถ้าเป็นอย่างนั้นค่อยเบาใจหน่อย มันคงกระอักกระอ่วนใจพิลึกหากวันหนึ่งศศินคบกับรวีกานต์จนถึงขั้นแต่งงาน ในขณะที่เธออาจตั้งท้องลูกของเขา ลูกที่ไม่ได้เกิดจากความรัก มันคงเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าคำว่าลำบากใจ
“พี่คะ ความรักน่ะ ไม่มีวันรู้หรอกว่ามันจะมาเมื่อไหร่ พอได้รักแล้ว พี่จะเลิกรักง่ายๆ ไม่ได้หรอกนะคะ ความรักเป็นสิ่งที่ชั่งตวงวัดไม่ได้ก็จริง แต่ไม่ใช่ว่ามันไม่มีอยู่จริงไม่ใช่เหรอ สักวันหนึ่งเมื่อพี่มีความรัก พี่ก็แค่เปิดใจเท่านั้นเอง แล้วพี่จะรู้ว่าโลกของคนมีความรักมันมีความสุขแค่ไหน”
“เพ้อเจ้อ...”
“อูย...” คนสวยครางดังๆ
“อะไรอีกล่ะ”
“หนาวขาจริงๆ ฮือ...”
ศศินกลอกตามองฝ้าเพดาน ถอนหายใจเฮือกๆ ก่อนจะตบแรงๆ ยังที่นอนทางฝั่งซ้าย
ป้าบๆๆ
“มานี่...มานอนนี่”
“อ่า...จะดีหรือคะพี่ขา...” ทำเป็นถามตามมารยาท แต่หอบหมอนมาปีนขึ้นเตียงผู้ชายให้ไว
“เฮอะ...ยังจะกล้าถามนะ” บ่นว่าแล้วจัดการปิดโคมไฟ ก่อนจะพลิกกายหันหลังให้อย่างระอา ไม่ได้รำคาญแม่ตัวแสบหรอกนะ แต่เพราะเนื้ออุ่นๆ ของเจ้าตัวต่างหาก เวนิสาเป็นสตรีที่มีสิ่งยั่วใจชายครบถ้วน ทั้งความสวย ความขาว น่ารักแบบไร้เดียงสา แถมหื่นอีกต่างหาก ใครได้มานอนร่วมห้องกับหล่อนคงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการหักห้ามใจ อย่างเช่นเขาในตอนนี้เป็นต้น
“พี่?”
“หืม...”
“หลับยังคะ”
“ถ้าหลับจะขานรับเหรอ” ตอบแล้วโยนหมอนข้างมาคั่นกลางไว้ แบ่งอาณาเขตกลายๆ
คนสวยนอนตะแคงเข้าหาเจ้าของห้อง เฝ้ามองแผ่นหลังกว้างในระยะห่างเพียงศอกเดียว อยู่ใกล้กันขนาดนี้แต่เธอกลับไม่มีสิทธิ์เอื้อมมือโอบร่างเขา ไม่มีสิทธิ์แตะต้องตัว ไม่มีสิทธิ์กอด แต่เธอ...มีสิทธิ์รักใช่ไหม
“คุยกันก่อนสิ ยังไม่ง่วงเลย”
“แต่ฉันง่วงแล้ว”
“ไม่อยากคุยกับฉันเหรอ ฉันเป็นตัวภาระ เป็นตัวปัญหาสำหรับพี่ละสิ”
“ใช่”
“โอ๊ยพี่ ฉันประชด ไม่ได้ให้ตอบ!” คนสวยมีเคือง พลิกกายนอนหงายแล้วเริ่มเล่าเรื่องของตัวเอง
“ฉันเป็นลูกคนเดียว จบบริหารแต่อยากเป็นเชฟเลยไปเรียนเพิ่มอย่างจริงจัง และมาเปิดโรงเรียนสอนทำอาหารในที่สุด อ้อ...ฉันมีร้านเบเกอรี่ร้านหนึ่งที่ห้าง V&V มีเพื่อนรักสองคนชื่อรวีกานต์ กับเจ๊หวาน กะเทยร่างหมี มีบ้านที่อยู่กับสองคนนั้น ออกเงินสร้างด้วยกันบนที่ดินของฉัน และฉันมีแม่ที่ฉันรักและฉันก็รักแม่มากๆ อืม...อะไรอีก อ้อ...ฉันคิดว่าชาตินี้จะไม่แต่งงาน ถ้าไม่ใช่กับคนที่ฉันรักและเขารักฉัน และที่สำคัญที่สุด ฉันกลัวความสูงมาก...แค่นี้แหละ”
ศศินฟังแล้วอมยิ้ม หล่อนลืมบางเรื่องไปหรือเปล่า เรื่องความเยอะของหล่อนนั่นไง
“เธอเรื่องมาก เรื่องเยอะ แถมหื่นด้วย” เขาว่า
“อ๊ะๆ นอนด้วยกันแค่คืนสองคืนรู้นิสัยฉันแล้วเหรอ ฮั่นแน่...หรือว่าจะตกหลุมรักน้องละคะคุณพี่...” พูดแล้วทำหน้าเคลิ้มฝัน
ศศินพลิกกายมาหา ใช้มือตบหน้าผากเวนิสาแรงๆ
ป้าบ!
“โอ๊ย...พี่!”
“ละเมอเหรอ ฉันไม่ตกหลุมรักผู้หญิงง่ายๆ หรอก ไม่ว่าเธอหรือใครทั้งนั้น”
“เอ...หรือว่าพี่ชอบผู้ชายคะ”
“นี่!”
“อา...ร้อนตัวด้วยแฮะ สงสัยจะจริง”
หวืด!
หมอนข้างถูกขว้างทิ้งด้วยมือของศศิน เขาดึงเวนิสาเข้ามาหา หล่อนตื่นตระหนกทว่าไม่ได้ขัดขืน เขาคร่อมร่างหล่อนไว้ด้วยกายแกร่งแห่งชาย สองมือเขากดข้อมือน้อยจมฟูกหนา ดวงตาเจ้าเล่ห์จ้องหล่อนผ่านแสงสลัว
“จะทำอะไรคะ”
“คิดว่าฉันจะทำอะไรล่ะ เธอต้องการมากไม่ใช่เหรอ”
“แต่ว่า...รอบเดือนฉันยังไม่หมดนะ หรือพี่จะฝ่าไฟแดง” คนสวยหาทางบ่ายเบี่ยง การมีเซ็กซ์ในวันนั้นของเดือนมันคงไม่น่ารื่นรมย์สักเท่าไหร่
“งั้นก็อย่ายั่วโมโหฉัน ขอร้อง!”
หญิงสาวพยักหน้าหงึกๆ ดึงข้อมือน้อยจนหลุดจากพันธนาการ เวลาศศินโกรธเคืองก็น่าหวั่นเกรงเหมือนกัน เหมือนไม่ใช่พี่ศศินคนดีที่เห็นทุกอย่างเป็นมวลอากาศ ปกติแล้วเขาจะไม่สนใจสิ่งรอบกายเท่าใดนัก นี่นับว่าเป็นความแปลกใหม่เพราะเธอดันยั่วโมโหเขาได้ในเรื่องนี้
ชายหนุ่มพลิกกายกลับไปนอนหงายเช่นเดิม ต้องปรับแอร์ให้อุณหภูมิต่ำลงเพราะรู้สึกถึงความร้อนในร่าง ยิ่งเวนิสามานอนใกล้ยิ่งรู้สึกร้อนจนอยากไปกระโดดสระว่ายน้ำให้รู้แล้วรู้รอด
“พี่คะ”
“อะไร”
“ถ้าเกิดว่าความสัมพันธ์ของพี่กับตะวันพัฒนาจริงๆ ฉันขออะไรสักอย่างได้ไหม”
“ว่ามาก่อนสิ” เอ่ยออกไปอย่างว่าง่าย ไม่ใช่อะไรหรอก แค่อยากนอนจริงๆ เสียที เวนิสาชวนคุยอยู่นั่น
“ฉันขอร้องไม่ให้พี่กับตะวัน เอ่อ...มีอะไรเกินเลย จนกว่าฉันจะท้อง หรือไม่ก็จนกว่าจะผ่านสามเดือนตามที่เราตกลงกันไว้จะได้ไหมคะ”
“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ถ้าเธอคิดว่าฉันกับรวีกานต์อาจสานต่อความสัมพันธ์กันได้ ฉันก็จะเก็บช่วงเวลานั้นไว้ในคืนแต่งงาน ไม่ทำอะไรสิ้นคิดเหมือนเธอหรอก อ้อ...จำไว้ด้วยนะ ที่ฉันยอมตกลงทำเรื่องบ้าๆ นี้ เพราะเห็นแก่มนุษยธรรมล้วนๆ ไม่ได้พิศวาสอะไรเธอเลย จำเอาไว้ด้วยล่ะ”
เวนิสาหน้าจ๋อย ย้ำถึงเหตุผลอยู่นั่นแหละ คนฟังก็เจ็บเป็นนะคะคุณพี่
“ค่ะ ฉันทราบแล้ว ฝันดีนะคะพี่” บอกเขาเสียงอ่อย กำลังใจที่พกมาร่อยหรอลงอีกระดับแล้ว การแอบรักเขาอยู่ห่างๆ น่าจะดีกว่าการมาอยู่ใกล้แล้วได้ฟังวาจาทำร้ายจิตใจแบบนี้ ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย แม่ดาวพระศุกร์เอ๋ย