น้ำพริกยืดตัวตรง ค่อยหันมาทางญาติผู้น้อง “แล้วจะให้ทำยังไง ในเมื่อน้าแกขอ”
“พี่ก็บอกซีว่าไม่มี เงินเดือนยังไม่ออก หรืออะไรก็ได้ทั้งนั้น...โกหกไปซี” อีกฝ่ายแนะอย่างผู้ชำนาญการ...เป็นความจริงว่าน้ำผึ้งเธอมีสารพัดวิธีโกหกผู้เป็นแม่ได้แนบเนียนอย่างน่าทึ่งเชียวล่ะ
“พี่ไม่ใช่เธอ น้ำผึ้ง...อย่ามาแนะให้พี่โกหกใคร” น้ำพริกพูดเสียงเรียบนิ่ง ออกจะเยือกเย็นด้วยซ้ำ
“แหม...นางฟ้า” น้ำผึ้งเบ้หน้า พลางมองด้วยสายตาดูแคลนระคนหมั่นไส้แบบไม่ปิดบัง “คงถึงสวรรค์ชั้นฟ้าเข้าสักวันหรอกนะพี่น่ะ เถอะ...เป็นคนดีมากๆ เข้าอีกเดี๋ยวก็จะกลายเป็นคนโง่ แล้วอย่าว่าหนูไม่เตือนล่ะ”
“ขอบใจ...แต่เธอห่วงตัวเองเถอะน้ำผึ้ง” หญิงสาวพูดเสียงเย็น
“เอ๊ะ...พี่พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง” อีกฝ่ายแหวเสียงขึ้นทันใด
น้ำพริกถอนใจ แล้วนิ่งเงียบด้วยคร้านจะโต้เถียง... หญิงสาวลงมือเตรียมทำอาหารสำหรับมื้อเย็น นั่นคือแกงจืดผักกาดขาว ซึ่งก็มีแต่ผักกาดขาวจริงๆ ซ้ำยังเหี่ยวอยู่ในตู้เย็นมาหลายวันแล้วด้วย
ขณะเธอยกหม้อขึ้นตั้งไฟ เสียงนางเพลินพิศก็ดังขึ้นหน้าประตูห้องครัว...
“ว่าไง... ทำอะไรกินล่ะ” นางถามเสียงระรื่น อีกทั้งยิ้มหน้าบานแฉ่ง...เป็นอันรู้กันละว่าวันนี้นางได้เงินจากวงไพ่จำนวนไม่น้อยเลย
“แม่...” เสียงน้ำผึ้งออดขึ้นทันที พร้อมๆ กับเข้าไปกอดเอวหนาของผู้เป็นแม่เอาไว้ “หนูหิวข้าว แต่ไม่มีอะไรกินเลย พี่พริกเขาจะทำแกงจืดทั้งๆ ที่รู้ว่าหนูไม่ชอบ”
“ก็แล้วเธอจะให้พี่ทำยังไง...มันไม่มีอะไรเหลืออยู่ในตู้เย็นเลยนะ” น้ำพริกแย้งขึ้นอย่างสุดจะอดทนได้ไหวอีกต่อไป
“ไม่รู้ล่ะ...ก็หนูไม่ชอบนี่นา”
“เออๆ...แกสองคนไม่ต้องทะเลาะกัน” นางเพลินพิศแทรกขึ้นเร็ว แล้วหันไปทางหลานสาว “น้ำพริก แกไม่ต้องทำหรอกไอ้แกงจืดอะไรนั่นน่ะ ไป...ออกไปซื้อของกินมาสักสองสามอย่าง จะกินอะไรก็ซื้อมา วันนี้ฉันรวยโว้ย”
นางพูด พลางหยิบเงินห้าร้อยบาทส่งให้...น้ำพริกรับมาถือเอาไว้แล้วขมวดคิ้วสงสัย เมื่อเงินอีกจำนวนหนึ่งพันห้าร้อยบาทยื่นมาตรงหน้า...หญิงสาวมองเงินในมือน้าอย่างไม่มั่นใจ
“แล้วนี่...เงินของแก ฉันคืนให้” นางเพลินพิศจ้องหน้าจ้องตาหลานสาว “เห็นไหมว่าฉันไม่ได้เอาเงินแกมาฟรีๆ หรอกนะ ถ้ามีฉันก็คืนให้นั่นไง เพราะฉะนั้นแกอย่ามาทำขี้เหนียวกับฉัน เข้าใจไหม”
คำพูดของน้าทำให้น้ำพริกเม้มปากแน่น...หญิงสาวก้มหน้าลงต่ำ ขณะรับเงินจำนวนนั้นจากมือนางเพลินพิศ ก่อนจะเดินออกไปอย่างเงียบๆ
ปริชญ์ยิ้มมุมปากนิดหนึ่งราวกับหยันเย้ยบางอย่าง ขณะแฟ้มประวัติพนักงานที่กางอยู่ในมือก่อนหน้าถูกโยนส่งลงบนโต๊ะทำงานอย่างไม่ใยดี...
‘ปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ เอกการโรงแรม แต่เป็นแค่พนักงานทำความสะอาดนี่นะรึ’
“คุณเป้ ต้องการให้ผมทำอะไรอีกหรือเปล่าครับ” รเมศ ชายหนุ่มคนสนิทถามขึ้นอย่างเกรงใจ
“ไม่ต้อง” ปริชญ์พูดเสียงนิ่งสงบ ขณะปรายหางตามองแฟ้มสีน้ำเงินอย่างชั่งใจ “คิดว่าคงไม่มีอะไร...แค่เพื่อนร่วมงาน แล้วเขาคงรู้จักกันตอนที่เกิดเรื่องนั่นแหละ”
“ครับ” คนสนิทรับคำ แล้วถอยห่าง
“เดี๋ยวก่อน เมศ” ปริชญ์เรียกรั้ง แล้วเปรยถาม “อัยกาทำงานเป็นยังไงบ้าง”
“ดีครับ คุณไอซ์ตั้งใจทำงานมาก แล้วก็เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้เป็นอย่างดีครับ คุณเป้” คนสนิทรายงานอย่างคล่องแคล่ว
“โดยเฉพาะกับเด็กผู้หญิงคนนั้นล่ะซี” ปริชญ์เหยียดเสียงอย่างไร้สาเหตุ “แล้วมีใครรู้เรื่องฐานะของเขาบ้างไหม”
“นอกจากคนที่คุณเป้ต้องการให้รู้แค่ไม่กี่คน นอกนั้นแล้วก็ไม่มีใครทราบครับ”
“ดีแล้ว...” ปริชญ์พยักหน้าช้าๆ ขณะร่องรอยครุ่นคิดบางอย่างฉาบฉายในแววตา...บางอย่างที่ไม่มีใครล่วงรู้
รเมศนิ่งคอยอยู่ว่าเจ้านายจะสั่งการอะไรอีกหรือไม่ เมื่อปริชญ์ไม่พูดอะไรเขาจึงถอยออกมา แล้วออกจากห้องไปอย่างเงียบกริบ
ประตูห้องทำงานปิดสนิทลง...ปริชญ์หยิบแฟ้มประวัติพนักงานเล่มนั้นขึ้นมาเปิดออกอีกครั้ง...ดวงตาคมลึกจับจ้องนิ่งแน่วที่รูปภาพเจ้าของแฟ้มประวัติ
ริมฝีปากหยักลึกยกขึ้นน้อยๆ ราวจะยิ้ม แต่ไม่ใช่ เขาเพียงยกมุมปากขึ้นเหมือนต้องการจะเยาะกลายๆ เสียมากกว่า... เขาต้องยอมรับละว่าเธอสวยมากทีเดียว แต่ก็นั่นแหละผู้ชายอย่างอัยกาไม่ได้สนใจเพียงรูปร่างหน้าตาของผู้หญิงเท่านั้น
ถึงตอนนี้ปริชญ์เชื่อมั่นเหลือเกินว่าผู้หญิงคนนี้ต้องมีอะไรที่มากกว่าความสวยงามอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นอัยกาคงไม่ให้ความสนิทสนมกับเธอภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันอย่างนี้เป็นแน่...
อยากรู้นักว่าเธอมีอะไรดี ยายเด็กน้ำพริก!
“วันนี้ให้ผมไปส่งคุณนะ”
นี่คือประโยคเสนอตัวที่น้ำพริกได้ยินตั้งแต่พบหน้าอัยกาเมื่อเช้า และตอนนี้ก็ตกบ่ายโมงกว่าๆ เท่านั้น ยังไม่ถึงเวลาเลิกงานสักหน่อย
“คุณพูดเป็นอยู่แค่ประโยคเดียวรึไง” หญิงสาวชักเสียงอย่างรำคาญขึ้นมาบ้าง...นึกรู้หรอกว่าการที่เขาพยายามจะไปส่งที่บ้านให้ได้นั้น ไม่ใช่เพราะห่วงใยอะไรนักหนา หากแต่อัยกาต้องการไปที่บ้านของเธอก็เพียงเพราะมีความหวังจะได้พบกับน้ำผึ้งเท่านั้นเอง
เขายิ้มตาหยี แล้วทำเสียงออดอ้อนอีกครั้ง “นะ น้ำพริกนะ ให้ผมไปส่ง”
“ฉันทำงานที่นี่มาเกือบจะห้าปีอยู่แล้ว ฉันกลับบ้านเองทุกวัน ไม่เห็นต้องมีใครไปส่ง”
“นั่นมันก่อนที่คุณจะรู้จักกับผมนี่นา” อัยกาแย้งขึ้นเร็ว “เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวกลับบ้านมืดๆ ค่ำๆ อันตรายนะจะบอกให้ แล้วบ้านของคุณก็เปลี่ยวออกจะตาย...”
“อย่าเยอะ...บอกมาตรงๆ เลยดีกว่าว่าที่คุณอยากไปส่งฉันนี่เป็นเพราะอยากเจอน้ำผึ้งเท่านั้น ไม่ใช่ว่าเป็นห่วงเป็นใยอะไรฉันหรอก จริงไหม”
“พูดอะไรอย่างนั้นเล่า” ชายหนุ่มทำเสียงสูง อีกทั้งหน้าตาเลิกลั่กเมื่อถูกจับได้
“นี่ ไอซ์...ฉันจะบอกอะไรให้นะ” น้ำพริกมองหน้าเขานิ่งอยู่สักอึดใจ แล้วพูดน้ำเสียงเหมือนย้ำเตือน “คุณอย่าเข้าไปยุ่งกับน้ำผึ้งเลยจะดีกว่า”
“หวงน้องสาวว่างั้น” อัยกาดักคอ
“ไม่ได้หวง แต่เป็นห่วง”
“คุณไม่ต้องห่วงนะ ผมไม่มีวันทำให้น้ำผึ้งเสียใจเด็ดขาด”
“ไม่ใช่อย่างนั้น...คุณไม่เข้าใจ” น้ำพริกพูดเสียงเป็นกังวล
“ใครว่าล่ะ ผมเข้าใจนะ...ผมกับน้ำผึ้งเพิ่งพบกัน ผมก็อยากทำความรู้จักกับเธอให้มากกว่านี้ และทุกสิ่งทุกอย่างจะอยู่ในสายตาของคุณตลอดนะน้ำพริก...ผมให้สัญญา” อัยกาพูดน้ำเสียงเอาจริงเอาจังเสียจนคนฟังต้องถอนหายใจยาวเหยียด
น้ำพริกมองหน้าเขาอย่างไม่คลายกังวล...เพราะอัยกาเป็นอย่างนี้ไงล่ะ เธอจึงไม่ต้องการให้เขาสนิทสนมกับน้ำผึ้งมากเกินจำเป็น หากแต่หญิงสาวก็อึดอัดใจเกินกว่าที่จะพูดอะไรออกไป...น้ำพริกเพิ่งรู้ซึ้งกับคำว่าน้ำท่วมปากก็ตอนนี้นี่เอง
“อุ้ยตาย...พี่ไอซ์มา”
เสียงน้ำผึ้งร้องดังขึ้น พลางเต้นออกมารับเขาถึงหน้าบ้านอย่างร่าเริง...
“สวัสดีจ๊ะ น้ำผึ้ง” อัยกาทักทายเสียงนุ่ม ทั้งปากทั้งตาแข่งกันยิ้มเสียจนน่าหมั่นไส้
“ดีใจจังเลยค่ะ หนูคิดว่าพี่ไอซ์จะไม่มาแล้วเสียอีก” เธอพูด พลางเอียงคอน้อยๆ อย่างน่ารักน่าใคร่ “รู้ไหม หนูรอพี่ไอซ์ทุกวันเลย”
“ถ้ารู้ว่ามีคนสวยๆ รออยู่ เห็นทีต้องขอน้ำพริกมาส่งทุกวันเสียแล้วล่ะซี...ได้ไหมน้ำพริก”
“ถ้าคุณอยากมาก็มาของคุณเองเถอะ อย่ามาอ้างถึงฉันหน่อยเลย” น้ำพริกเพิ่งได้มีโอกาสพูดก็คราวนี้...เธอปรายมองชายหนุ่มร่างสูง แล้วเลยไปทางอีกคนที่ใบหน้าระรื่นรอยยิ้มไม่แพ้กัน...หญิงสาวรู้สึกไม่สบายใจขึ้นอีกหลายเท่าตัว
“พี่ไอซ์ เราไปนั่งคุยกันที่ชิงช้าหลังบ้านดีกว่านะคะ” น้ำผึ้งเชิญชวนเสียงหวานหยด แล้วปรายมองญาติผู้พี่นิดหนึ่ง “อยู่ตรงนี้ไม่เห็นสนุก น่าเบื่อจะตาย...ไปค่ะ พี่ไอซ์”
เธอฉุดข้อมืออัยกาพาเดินอ้อมไปด้านหลังบ้าน ซึ่งชายหนุ่มเองยอมเดินตามต้อยๆ อย่างแสนจะยินดี ก่อนลับสายตาเขายังหันกลับมาส่งรอยยิ้มทะเล้นให้น้ำพริกเสียอีกด้วย หญิงสาวไม่ได้ยิ้มตอบ หากแต่ขึงนัยน์ตาขุ่นคลั่กส่งกลับไป
เสียงหัวร่อต่อกระซิกดังแว่วให้ได้ยินอยู่เป็นระยะๆ นั่นทำให้น้ำพริกอึดอัดหัวใจยิ่งขึ้น อีกทั้งเธอกำลังคิดเป็นห่วงอัยกา...เขาจะรู้ตัวบ้างไหมหนอว่ากำลังเล่นอยู่กับอะไร
“ทำไมวันนี้กลับเร็วล่ะ” เสียงนางเพลินพิศถามทัก
หญิงสาวเดินเร็วเข้าไปหา เพราะเห็นว่าในมือของนางเต็มไปด้วยถุงใส่ข้าวของพะรุงพะรัง
“นี่อะไรจ๊ะน้า หลายอย่างจังเลย”
“กับข้าวเย็นนี้น่ะซี” นางเพลินพิศตอบ แล้วถ่ายของทั้งหมดในมือให้หลานสาว “ไป แกรีบเอาไปทำเร็วๆ เข้า ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว...กุ้งกับหมึกนั่นน่ะโลละตั้งหลายตังค์ กุ้งน่ะทำต้มยำนะ ส่วนหมึกก็ผัดไข่เค็มแล้วกัน ไม่ได้กินมาตั้งนานแล้ว แกทำให้สุดฝีมือไปเลยนะน้ำพริก อ้อ...ไข่เค็มน่ะก็ซื้อมาเยอะเก็บไว้กินได้หลายวันเชียว”
นางเพลินพิศสั่งการเสียงแข็ง แต่ก็พอจับได้ว่านางไม่ได้อารมณ์เสียเท่าไรนัก...หากวันไหนได้ไพ่กลับมานางก็มักเป็นอย่างนี้เสมอ แต่หากวันไหนเสียไพ่ละก็ ทั้งน้ำพริกและน้ำผึ้ง ไม่ใครก็ใครล่ะที่ต้องถูกหางเลขเข้าให้บ้าง
“แล้วนี่น้ำผึ้งกลับมาหรือยัง ฮึ” นางถามถึงลูกสาวสุดที่รัก ขณะพาร่างกายอวบอ้วนไปทรุดนั่งบนเก้าอี้บุนวมสีทึบทึม สภาพนั้นเก่าแก่และทรุดโทรมเต็มที มันส่งเสียงครวญครางเหมือนเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า มันแก่เฒ่าเกินกว่าจะแบกรับน้ำหนักของนางได้ไหวอีกต่อไป
“กลับมาแล้วจ้ะ น้า” น้ำพริกตอบ ขณะลอบชำเลืองมองผ่านหน้าต่างบานเล็กไปยังชิงช้าหลังบ้าน เห็นสองคนนั้นยังพูดคุยกันอย่างออกรสชาติ
“แล้วนี่อยู่ไหน...อ่านหนังสืออยู่บนห้องรึไง”
หญิงสาวชะงักมือที่กำลังล้างทำความสะอาดกุ้ง เงยหน้าขึ้นมองน้านิดหนึ่ง...นางเพลินพิศถามในสิ่งที่ไม่มีวันเป็นไปได้เอาเลยจริงๆ น้ำพริกฟังแล้วอยากถอนใจให้ดังเฮือกทีเดียว...
‘น้ำผึ้งน่ะรึอ่านหนังสือ ให้น้ำท่วมหลังเป็ดยังจะดูง่ายซะกว่า!?’
“อยู่หลังบ้านจ้ะ...คุยกับเพื่อน”
นางพยักหน้าหงึกหงักรับรู้...สิ่งที่อยู่ในความคิดของนางเพลินพิศมีอยู่ว่าลูกสาวของนางนั้น มีเพื่อนฝูงมากมายทั้งชายหญิง ไม่เหมือนยายหลานสาวที่ออกจะเงียบขรึม ไม่ค่อยพูดค่อยจา ซ้ำยังคร่ำครึและโง่เง่าอยู่สักหน่อย สมแล้วที่ไม่มีเพื่อนสักคนแวะเวียนมาหา จะเห็นมีก็แต่แม่ดาลัด เพื่อนร่วมงานที่เคยมาหาสองสามครั้ง นั่นก็แม่หม้ายผัวทิ้ง ซ้ำมีลูกติดเป็นภาระเสียอีกด้วย อ้อ...อีกคนหนึ่งก็เจ้าหนุ่มทิวา เด็กกำพร้าที่อยู่บ้านถัดไปไม่กี่หลังนั่นไง เป็นเพื่อนเล่นคลุกคลีตีโมงกันมาตั้งแต่เด็ก ฮึ...คงมีแต่คนประเภทนี้กระมังที่ยอมคบค้าสมาคมกับหลานสาวของนาง
“น้ำผึ้งมันเพื่อนฝูงเยอะ ช่างสมาคมเหมือนแม่มัน” นางเพลินพิศเปรยขึ้นเนิบนาบ จับน้ำเสียงได้ว่าชื่นชมอยู่มากทีเดียว...
น้ำพริกนิ่งฟัง ปล่อยให้นางได้พูดสืบไปว่า...
“แกน่าจะเอาอย่างน้องมันบ้างนะ จะได้เปิดหูเปิดตา เปิดสมองให้กว้างขึ้น จริตจะก้านความเป็นผู้หญิงน่ะ ทำไมไม่รู้จักดูอย่างน้ำผึ้งมันบ้าง ฮึ... อีกหน่อยเถอะ แกคงต้องขึ้นคานให้ฉันเลี้ยงไปจนตาย”
น้ำพริกจัดการปอกเปลือกกุ้งตัวสุดท้ายไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อนางเพลินพิศถามขึ้น...
“ว่าแต่เพื่อนของน้ำผึ้งคนนี้มันเป็นใครน่ะ... แกรู้จักไหม”
“รู้จักจ้ะ” น้ำพริกตอบสั้น ขณะยกหม้อขึ้นตั้งไฟ
“ก็แล้วมันใครล่ะ”
“เขาชื่อไอซ์”
“ไอซ์... มันชื่อผู้หญิง หรือผู้ชายกันวะ” นางเพลินพิศชักสีหน้า
“ผู้ชายจ้ะ น้า”
“มันมาคนเดียวรึ ไอ้เจ้าไอซ์อะไรนี่” นางชักรู้สึกหวงลูกสาวขึ้นมาทันใด
“เปล่า... เขามากับหนู”
“อ้าว... ก็ไหนว่าเป็นเพื่อนของน้ำผึ้งมัน แล้วยังไงจะมากับแกได้ ฮ้ะ”
น้ำพริกรอให้น้ำในหม้อเดือดอยู่สักครู่ ระหว่างนั้นก็หันไปจัดการหั่นหมึกเตรียมเอาไว้สำหรับผัดไข่เค็ม...แล้วเสียงนางเพลินพิศก็แหลมจี๊ดขึ้น
“เอ้า... ว่ายังไงเล่า ไม่ได้ยินที่ฉันถามแกรึไง น้ำพริก”
“ไอซ์เขาเป็นเพื่อนทำงานที่เดียวกันจ้ะ เขามาส่งหนูที่บ้านเมื่อวันก่อน แล้วได้รู้จักกับน้ำผึ้ง ตอนนี้เขาสองคนก็เลยกลายเป็นเพื่อนกันไปอย่างที่เห็นนั่นแหละจ้ะ” หญิงสาวบอกเล่าอย่างรวบรัดตัดความ อีกทั้งสีหน้าเรียบนิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์ใด
นางเพลินพิศขมวดคิ้วย่น สีหน้าท่าทางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ที่สุดก็ยิ้มออกมา...
“ฉันรู้ล่ะ... เจ้าไอซ์อะไรนี่เป็นแฟนแกใช่ไหม ถึงยอมให้มันมาส่งที่บ้านด้วย แต่พอมันเห็นน้ำผึ้งเข้าก็เลยเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน ทิ้งแกแล้วมาคบกับน้ำผึ้งแทนอย่างนั้นซี ใช่ไหม” นางพูด แล้วหัวเราะร่วนอย่างเห็นตลก
น้ำพริกกะพริบตาปริบๆ พยายามลำดับคำที่น้าพูดมาทั้งหมดอีกครั้งหนึ่งด้วยความมึนงงอย่างที่สุด...
“แกน่าจะรู้ตัวให้มันเร็วกว่านี้หน่อยนะ น้ำพริก จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจ” นางพูดไปก็หัวเราะร่วนไปด้วย “ผู้ชายคนไหนถ้าได้เห็นน้องของแก เขาก็ต้องทิ้งแกแน่นอนอยู่แล้ว เพราะแกน่ะไม่มีอะไรเทียบกับน้ำผึ้งมันได้เลยสักอย่างเดียว รู้ตัวบ้างไหม ฮึ”
หญิงสาวเม้มปากแน่น... ทำไมเธอจะไม่รู้ตัวเล่า ในเมื่อนางเพลินพิศพูดตอกย้ำมาตั้งแต่วันแรกที่น้ำผึ้งเกิดนั่นแหละ
“หนูรู้... รู้มาตลอด”
“ก็ดีแล้วนี่... ต่อไปจะทำอะไรก็หัดดูตาม้าตาเรือเสียบ้าง ทะเล่อทะล่าพาผู้ชายคนไหนมาบ้าน ก็อย่าลืมบอกให้น้ำผึ้งมันหลบๆ ไปเสียก่อน หรือรอให้แกเป็นผัวเป็นเมียกับผู้ชายคนนั้นก่อนก็ยังได้ แล้วค่อยพามาให้ฉันเห็นหน้าค่าตา ฉันไม่ว่าแกหรอกนะน้ำพริก ออกจะดีใจด้วยซ้ำไปน่ะซี ที่คนอย่างแกก็มีผู้ชายมารักมาชอบกับเขาบ้างเหมือนกัน”
“น้า!” น้ำพริกร้องอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง “น้าดูถูกหนู... ถึงไม่มีผู้ชายคนไหนในโลกมาชอบหนู หนูก็ไม่มีวันทำตัวแบบนั้นเด็ดขาด”
“เฮอะ... ทำปากดีไปเถอะแก” นางเหยียดปากดูแคลน แกมหมั่นไส้ “รอให้ถึงเวลานั้นก่อนเถอะ ขี้คร้านจะเต้นริกๆ มาขอให้ฉันช่วยหาผัวให้สักคน ไม่เชื่อก็คอยดูกันไปซี”
“น้า...” หญิงสาวเรียกนางผู้เป็นน้าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“อะไร... พูดนิดพูดหน่อยทำเป็นบ่อน้ำตาตื้นนะแก” นางชักเสียงบอกให้รู้ว่ารำคาญเต็มที “ไป ไป้ รีบๆ ทำกับข้าวให้เสร็จๆ เสียทีเถอะ อย่ามัวแต่อ้อยอิ่งทำสนิมสร้อย เห็นแล้วรำคาญลูกตาชะมัด คนยิ่งหิวๆ อยู่ด้วย”
ถึงตอนนี้หญิงสาวน้ำตาคลอหน่วยด้วยความอัดอั้นตันใจเหลือประมาณกับสิ่งที่ผู้เป็นน้าได้ตัดสินเธอแล้วอย่างอยุติธรรมที่สุด...
“กลับมาแล้วหรือไอซ์... กินอะไรมาหรือยัง ลูก”
“เรียบร้อยแล้วครับ แม่” อัยกาตอบ แล้วนั่งบนโซฟาตรงข้ามผู้เป็นแม่ “แม่ไม่ได้รอผมหรอกนะครับ”
“ไม่เลยจ้ะ... วันนี้แม่มีเพื่อนมาทานข้าวด้วย ก็เลยไม่ต้องรอง้อลูกชายที่กำลังทำตัวเหินห่างกับแม่” คุณอุมาพูดแล้วค้อนควักลูกชาย
อัยกายิ้มประจบเอาใจ แล้วทอดเสียงออด “แหม...ผมไม่ได้ทำตัวเหินห่างแม่นะครับ แต่ผมต้องทำงานนี่นา ว่าแต่เพื่อนทานข้าวกับแม่น่ะ ใครกันหรือครับ”
“คุณเป้น่ะซีจ๊ะ”
“อาเป้มาหาแม่หรือครับ” อัยกาถามเสียงตื่นๆ “แล้วอาเป้เล่าอะไรให้แม่ฟังหรือเปล่าครับ”
คุณอุมาจ้องหน้าจ้องตาลูกชายนิ่งอยู่สักอึดใจ แล้วว่า “เกิดเรื่องที่โรงแรม ทำไมไม่เห็นไอซ์เล่าให้แม่ฟังบ้างเลยล่ะ ลูก”
“นี่อาเป้คงบอกแม่แล้วซีครับ”
“อารมณ์ร้อนๆ อย่างนี้ เมื่อไหร่จะเลิกเสียทีนะไอซ์” เธอมองหน้าลูกชาย พลางทอดเสียงหายใจยาว “นี่แม่อุตส่าห์ตั้งชื่อแก้เคล็ดแล้วนะ ไม่ได้ช่วยอะไรบ้างเลยหรือลูก”
“โธ่ แม่ครับ...มันไม่เกี่ยวกันสักหน่อย” ชายหนุ่มพูดเสียงกลั้วหัวเราะ
“แล้วนี่ไปไหนมา เลิกงานตั้งนานเพิ่งถึงบ้าน ฮึ”
“ไปบ้านเพื่อนครับ”
“ช่วงนี้รู้สึกว่าเพื่อนเยอะเหลือเกินนะเรา”
เขายิ้มๆ แล้วว่า “ก็คนที่ผมช่วยเอาไว้จากไอ้ฝรั่งบ้ากามวันนั้นน่ะครับ...เธอชื่อน้ำพริก”