คุณอุมานิ่งอยู่ชั่วขณะ พยายามนึกถึงเรื่องราวคราวก่อนที่อัยกาพูดถึงเพื่อนผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักกัน
“เด็กที่เป็นเมดใช่ไหม” เธอถามลูกชายเสียงนิ่ง ขณะบันทึกข้อมูลบางอย่างไว้ในความทรงจำ...อ้อ เด็กนั่นชื่อน้ำพริก แล้วก็เป็นคนๆ เดียวกับที่อัยกาช่วยเอาไว้จากเหตุการณ์วันนั้นซีนะ
“ใช่ครับ...ที่ผมเคยเล่าให้แม่ฟังไงครับ วันนี้ผมไปส่งเธอที่บ้านด้วยล่ะ” อัยกาเล่าให้แม่ฟังด้วยท่าทางร่าเริง และร่องรอยความสุขเกลื่อนกระจายอยู่ทั่วหน้า
“แล้วก็เลยกินข้าวกินปลาที่บ้านเขางั้นซี ดูท่าทางลูกสนิทสนมกับเด็กคนนี้มากนะ ไอซ์” คุณอุมาพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ แม้ความรู้สึกตอนนี้คือหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก
“ก็ไม่มากมายนักหรอกครับ เราเพิ่งรู้จักกัน”
“เด็กคนนั้นรู้หรือเปล่าว่าลูกเป็นใคร”
อัยกาสั่นหน้าเร็ว “ผมว่าเธอไม่รู้หรอก”
“ลูกแน่ใจหรือ” คุณอุมาจ้องหน้าลูกชาย “ไม่ใช่เพราะเด็กคนนั้นรู้จักลูกหรอกนะ ถึงได้พยายามทำตัวสนิทสนมด้วยน่ะ ไอซ์”
“ใครว่าล่ะครับ ผมต่างหากที่เป็นฝ่ายทำตัวสนิทสนมกับเธอ” อัยกาแก้ความเข้าใจเสียใหม่ “ที่สำคัญน้ำพริกเธอไม่ใช่คนอย่างนั้นหรอกนะครับ แม่”
“ลูกจะรู้ได้ยังไง ไหนบอกเพิ่งรู้จักกันไม่ใช่รึ”
“แม่ครับ น้ำพริกเธอออกจะน่ารักนะครับแม่” ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ เมื่อนึกถึงน้ำพริกก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงผู้เป็นน้าของเธอ...นางเพลินพิศพูดจาโผงผางก็จริง แต่เต็มไปด้วยอัธยาศัยไมตรี กระนั้นอัยกายังรู้สึกตะขิดตะขวงในใจทุกครั้งที่นางกราดสายตามองเขาทั้งตัวราวกับประเมินอะไรสักอย่าง
“นั่นเป็นเหตุผลที่ลูกทำตัวสนิทสนมกับเธออย่างนั้นรึ”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้...แต่ถูกแค่ครึ่งเดียวนะครับ”
“ถูกครึ่งเดียว...หมายความว่ายังไง” คุณอุมามุ่นคิ้วถาม
“น้ำพริกเธอน่ารัก นิสัยดี ทำให้ผมอยากเป็นเพื่อนกับเธอครับแม่...นั่นครึ่งหนึ่ง” อัยกาพูด พร้อมรอยยิ้มรื่นเริงเต็มอยู่ทั่วใบหน้า อีกทั้งนัยน์ตาก็เต้นพรายระยับ “ส่วนอีกครึ่งก็...เอาไว้ให้ถึงเวลาจริงๆ แล้วผมจะบอกแม่นะครับ”
“ไอซ์...” คุณอุมาทอดเสียงเรียกลูกชาย
ชายหนุ่มหัวเราะรื่นเริง แล้วลุกขึ้น “ชักง่วงแล้วซี ผมไปอาบน้ำนอนดีกว่า ราตรีสวัสดิ์นะครับ แม่”
อัยกาโน้มตัวลงจูบแก้มผู้เป็นแม่ทั้งสองข้างเร็วๆ แล้วเดินออกไปจากห้องนั่งเล่นนั้น...คุณอุมานิ่ง พลางครุ่นคิดกังวลบางอย่าง ขณะมองตามหลังลูกชายจนกระทั่งเขาเดินหายลับสายตาไป
ปริชญ์ลุกจากเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เมื่อประตูห้องเปิดกว้างออก พร้อมกับร่างผอมบางคุ้นตาปรากฏขึ้น
“คุณอุ๊...มีอะไรหรือเปล่าครับ มาถึงนี่”
เขาทักทาย ทั้งแปลกใจไม่น้อยที่เห็นพี่สะใภ้...ความจริงแล้วน้อยครั้งนักที่คุณอุมาจะเข้ามาที่โรงแรมนี้ด้วยไม่มีภาระรับผิดชอบใดๆ และหุ้นส่วนที่เป็นของสามีผู้ล่วงลับเธอได้โอนให้ปริชญ์เป็นคนดูแลรับผิดชอบไปแล้วทั้งหมด เพื่อรอเวลาจนกว่าอัยกาพร้อมมากกว่านี้นั่นเอง
“คุณเป้...ขอโทษที่มารบกวนเวลางานนะคะ แต่พี่มีเรื่องร้อนใจจริงๆ ค่ะ รอคุยที่บ้านไม่ไหวแน่” เธอพูดเสียงรัวเร็ว พร้อมนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานเขาอย่างคุ้นชิน
“มีเรื่องอะไรหรือครับ” เขาถาม ขณะมองเห็นความร้อนรนในกิริยาท่าทางของพี่สะใภ้
“เรื่องตาไอซ์น่ะซีคะ”
ปริชญ์เลิกคิ้วเล็กน้อย “ไอซ์...ทำไมหรือครับ”
“พี่ไม่สบายใจ...เกี่ยวกับเด็กผู้หญิงที่ชื่อน้ำพริกน่ะค่ะ”
“คุณอุ๊รู้จักเด็กคนนั้นด้วยหรือครับ” เขาถามเสียงฉงน
“จะเรียกว่ารู้จักเลยก็คงไม่ได้หรอกค่ะ แต่ว่า...” คุณอุมาออกอาการกระอักกระอ่วนอย่างเห็นชัด
ปริชญ์มองพี่สะใภ้ด้วยสายตานิ่งสงบ กระนั้นก็ทำท่าฟังอย่างตั้งใจ เมื่อบอกเธอว่า “คุณอุ๊ พูดมาได้ตามสบายเลยครับ”
“คืออย่างนี้ค่ะ คุณเป้” เธอหายใจเข้ายาวๆ ทีหนึ่งอย่างพยายามจะเรียบเรียงคำพูดให้ดีที่สุด แต่ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรดีกว่าการพูดตรงๆ ออกไปเลย
“พี่คิดว่าตาไอซ์...กำลังมีความรัก”
“อะไรกันครับ คุณอุ๊” เขามองอีกฝ่ายอย่างแปลกใจมากขึ้น “ทำไมคุณอุ๊คิดอย่างนั้นล่ะครับ”
“ไอซ์เขาพูดถึงแต่เด็กน้ำพริกอยู่ตลอดเวลา...น้ำพริกอย่างนั้น น้ำพริกอย่างนี้ ทั้งยังไปมาหาสู่กันถึงบ้านถึงช่องอยู่บ่อยครั้ง พี่คิดว่ามันคงไม่มีเหตุผลอื่นอีกหรอกค่ะ นอกจากตาไอซ์จะชอบเด็กคนนี้ขึ้นมาจริงๆ หรือคุณเป้มีความคิดว่ายังไงคะ”
ปริชญ์เงียบไปชั่วขณะ แล้วพูดเสียงเรียบนิ่ง “ไม่ใช่หรอกครับ...คุณอุ๊กังวลมากเกินไปแล้ว เด็กสองคนนั่นเป็นเพียงเพื่อนร่วมงานกันเท่านั้นครับ ผมยืนยันได้”
“พี่ว่ามันไม่ใช่เท่านั้นหรอกค่ะ เพราะพี่สังหรณ์ใจอย่างไรชอบกล” น้ำเสียงของคุณอุมาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล “อันที่จริงถ้าตาไอซ์จะรักใครชอบใคร พี่ไม่เคยคิดเข้าไปก้าวก่าย แล้วพี่ก็ไม่ได้จะนึกรังเกียจเด็กคนนั้น หรือตั้งแง่อะไรกับแกทั้งที่ยังไม่รู้จักหน้าค่าตากันหรอกนะคะ...”
เขานิ่งฟังพี่สะใภ้ ยังไม่ออกความคิดเห็นใด...
“ก็อย่างที่เราทราบกันดีอยู่นะคะ...” คุณอุมาเธอจ้องตาเขานิ่งแน่ว “ตาไอซ์จะรักผู้หญิงคนไหนไม่ได้อีก คุณเป้ก็ทราบดีไม่ใช่หรือคะ... แกมีคู่หมั้นอยู่แล้ว”
ปริชญ์นิ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาว...เรื่องคู่หมั้นคู่หมายของอัยกานี้ก็น่าหนักใจไม่น้อย ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเจ้ากี้เจ้าการหมั้นหมายเด็กสองคนที่ยังไม่รู้ความ มาจนถึงตอนนี้เด็กสองคนนั้นก็ยังไม่รู้เรื่องเหล่านี้ด้วยซ้ำ สังหรณ์บางอย่างบอกเขาให้รู้ว่าอีกไม่นานนี้หรอก เรื่องยุ่งยากจะตามมาอย่างแน่นอน
“พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ดีครับ คุณอุ๊ คิดจะบอกให้ไอซ์รู้เมื่อไรหรือครับ”
“เอ่อ...ต้องรออีกสักพักน่ะค่ะ” คุณอุมาตอบไม่เต็มเสียงดีนัก “ผู้ใหญ่ทางนั้นต้องการให้เด็กของเขาเรียนจบก่อน...เห็นว่าตอนนี้แกอยู่ที่ฝรั่งเศส เรียนปีสุดท้ายแล้วล่ะค่ะ”
ฟังคำพี่สะใภ้ว่าแล้วปริชญ์ถึงกับต้องถอนหายใจดังเฮือกทีเดียว “บอกตามตรงว่าผมไม่เคยเห็นด้วยกับเรื่องนี้เลยจริงๆ นะครับ เพราะนึกขึ้นมาทีไรมันตะขิดตะขวงในใจพิลึก”
คุณอุมาเองก็มีความรู้สึกไม่ต่างกับเขานักหรอก แต่จะให้เธอทำอย่างไรได้ อีกทั้งเรื่องราวก็ล่วงเลยมาถึงขั้นนี้จะแก้ไขอะไรคงไม่ทันเสียแล้ว
“พี่ว่าเรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะค่ะ ตอนนี้เราช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะทำอย่างไรกับเด็กน้ำพริกนั่น” คุณอุมาวนกลับมาเข้าเรื่องเดิมอีกครั้งหนึ่ง “คุณเป้ต้องช่วยพี่นะคะ เราต้องหยุดเรื่องนี้ก่อนที่จะมีอะไรเกินเลยนะคะ”
“แล้วคุณอุ๊จะให้ผมช่วยยังไงล่ะครับ” เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองพี่สะใภ้ด้วยแววตาครุ่นคิด
“แยกเด็กสองคนนี้ออกจากกัน”
“แยกหรือครับ?” ปริชญ์ทวนคำ พลางยกคิ้วขึ้นสูง “คุณอุ๊คงไม่ทราบว่าเด็กสองคนนี้ทำงานกันคนละแผนกอยู่แล้วนะครับ”
“โธ่...พี่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะคะ” คุณอุมาทำเสียงกังวลมากยิ่งขึ้น “พี่หมายถึง...ไม่ให้ตาไอซ์ได้พบ หรือพูดคุยกับเด็กคนนี้อีกเลยน่ะค่ะ”
“จะให้ไล่ออกหรือครับ” ปริชญ์เสียงสงบนิ่ง
“ก็...ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ขอแค่ให้เด็กนั่นไปทำงานที่อื่นไกลๆ จากตาไอซ์ก็พอแล้ว”
“คุณอุ๊หมายถึงโรงแรมสาขา...”
“อย่างนั้นก็ได้ค่ะ ให้เด็กคนนั้นไปทำงานที่อื่นสักพัก พอตาไอซ์ลืมๆ แล้วค่อยย้ายกลับมาก็ได้ไม่ใช่หรือคะ”
ปริชญ์เงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะพูดเสียงนิ่งไร้ความรู้สึกใด...
“ผมว่าอย่ายุ่งยากขนาดนั้นเลยครับ ก็แค่พนักงานทำความสะอาดคนเดียว อีกอย่างหนึ่งเด็กนั่นก็มีคดีติดตัวอยู่แล้วด้วย...ไม่ใช่เรื่องยากเลยถ้าจะไล่ออก”
“ไม่ได้!”
อัยกาถึงกับเต้นผาง ทั้งหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ “เรื่องอะไรจะมาไล่กันออกง่ายๆ ก็ไหนอาเป้บอกเองว่าเรื่องนั้นจบไปแล้วไงครับ ทำไมวันนี้กลับคำพูด...ผมไม่ยอม”
“ถ้านายจะมาอุทธรณ์เรื่องนี้ละก็ เชิญกลับไปทำงานจะดีกว่า” ปริชญ์พูดเนิบช้า และคงท่าทีสงบเย็นเอาไว้อย่างเป็นปกติ
“อาเป้ใจร้าย ใจดำที่สุด” อัยกาไม่ได้ลดเสียงลงแม้แต่น้อย เขากลับเพิ่มความเข้มข้นของน้ำเสียงมากขึ้นไปอีกอย่างไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน “รู้ไหมครับ...น้ำพริกเป็นผู้หญิงตัวนิดเดียว แต่ต้องทำงานเลี้ยงทุกคนที่บ้าน ถ้าอาเป้ไล่เธอออกก็โหดร้ายกันเกินไปล่ะ”
ปริชญ์หน้าเรื่อเล็กน้อย ขึงนัยน์ตาใส่หลานชายอย่างเอาเรื่อง พูดเสียงเย็นๆ ว่า “อย่าให้มากเกินไป อัยกา”
อัยกาชะงัก เมื่อเห็นนัยน์ตาวาววับของอาหนุ่ม แต่ยังทำใจดีสู้เสือ เมื่อพูดขึ้นอีกครั้ง...
“ผมไม่เข้าใจ ทำไมต้องไล่น้ำพริกออกด้วยครับ ในเมื่อเรื่องไอ้ฝรั่งนั่นมันก็จบไปแล้วนี่นา”
“ไม่ใช่เรื่องนั้น”
“ก็แล้วมันยังมีเรื่องอะไรอีกอย่างนั้นหรือครับ มีเหตุผลอะไรที่ต้องไล่น้ำพริกออก”
“นี่นายไม่รู้จริงน่ะหรือ”
อัยกาพ่นลมพรืด กลอกลูกตาไปมาอย่างฉุนเฉียว “ถ้าผมรู้ ผมคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้หรอกครับ”
ปริชญ์มองหลานชายนิดหนึ่ง แล้วพูดหน้าเฉย “เหตุผลคือตัวนายเอง ไอซ์”
“ผมนี่นะ!?” อัยกาเสียงสูง ชี้นิ้วใส่หน้าตัวเองในอาการงงงันอย่างที่สุด
“ถ้านายไม่ทำตัวสนิทสนมกับเด็กนั่นจนเกินไป เรื่องนี้ก็ไม่เกิดขึ้น”
“สนิทสนมมากเกินไป?” อัยกาทวน แล้วหัวเราะเสียงขื่น “ไม่ยักรู้มาก่อนเลยว่า การที่ผมสนิทสนมกับเพื่อนร่วมงานมันเป็นความผิดร้ายแรงขนาดนี้ ก็นี่ไม่ใช่หรอกหรือสิ่งที่อาเป้พยายามยัดเยียดให้ผมทำน่ะ คือการทำตัวเป็นพนักงานที่ดี สามารถเข้ากับเพื่อนร่วมงานทุกระดับชั้น ไม่ใช่หรอกหรือครับ” เขาทวนคำสั่งของอาหนุ่มด้วยน้ำเสียงกระชากกระชั้นอารมณ์
“ไอซ์...” ปริชญ์เรียกหลานชายเน้นหนัก พลางมองนิ่งอยู่เหมือนจะเตือนสติ
“ถ้าอาเป้จะไล่พนักงานทุกคนที่สนิทสนมกับผมออกละก็ เห็นทีคงต้องไล่ออกสักครึ่งค่อนโรงแรมแล้วล่ะครับ”
“เรากำลังพูดถึงเด็กคนนั้นเพียงคนเดียว” ปริชญ์พูดช้าอย่างใจเย็น “และเท่าที่ฉันเห็นคือนายปกป้องเขาอย่างเหลือเกิน มันชวนให้คิดได้ว่าน่าจะมากกว่าความเป็นเพื่อนกันนะ”
“อาเป้รู้จักคำว่ามิตรภาพบ้างไหมครับ จะต้องให้บอกสักกี่ครั้งว่าผมกับน้ำพริกเป็นเพื่อนกัน” อัยกาพูดด้วยน้ำเสียงที่เกือบจะสิ้นอดทนลงไปทุกขณะ
“มีคนเกรงว่าระหว่างนายกับเด็กคนนั้นจะไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานน่ะซี”
“คน?...นี่ยังมีใครคิดอกุศลอีกหรือนี่ นอกจาก...” คำว่าอาเป้ถูกกลืนหายลงลำคอไป เมื่อนัยน์ตาสีดำสนิทของผู้เป็นอาเหลือบแลมา
“บอกมาตามตรง...นายรักเด็กน้ำพริกนั่นใช่ไหม”
อัยกากะพริบตาปริบๆ รู้สึกเหมือนกำลังสำลักน้ำ เขาอ้าปากและหุบฉับ ทำอยู่อย่างนี้สองสามทีเหมือนพยายามหาคำมาโต้แย้ง ที่สุดจึงเปล่งเสียงเกรี้ยวขึ้น...
“บ้าซี...ผมกับน้ำพริกเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น ไม่เข้าใจรึไงครับ เพื่อนน่ะ เพื่อน!”
“ก็บอกแล้วว่ามีคนไม่คิดอย่างที่นายร้องประกาศปาวๆ อยู่นี้” ปริชญ์เสียงยังนิ่งสงบ เช่นเดียวกับใบหน้าของเขา
“ก็แล้วมันใครกันล่ะครับ ไอ้คนที่ว่านั่นนะ” อัยกาฮึดฮัดตามวิสัยคนอารมณ์ร้อน แต่ก็ยังฝืนอดทนด้วยเกรงผู้เป็นอาอยู่มากนั่นเอง...ยิ่งอาเป้ทำหน้านิ่ง เสียงนิ่งอย่างนี้ ยิ่งน่ากลัวกว่าตวาดกราดเกรี้ยวเป็นร้อยเป็นพันเท่า
“อัยกา” ปริชญ์เรียกหลานชายเสียงเฉียบขาด กระนั้นก็แฝงแววว่าเห็นใจพอให้รู้สึกได้ “แม่ของนาย...เป็นห่วงนายมากนะ”
“แม่หรือครับ...ห่วงผมเรื่องอะไร”
“เรื่องที่นายทำตัวใกล้ชิดกับเด็กคนนั้นมากเกินไปน่ะซี”
“อะไรกันนี่...” อัยกาแค่นหัวเราะฝืดเฝื่อนเต็มที “ไปๆ มาๆ ก็กลับเข้าเรื่องนี้อีกจนได้...จะต้องให้ผมยืนยันอีกสักกี่ครั้งว่าผมกับน้ำพริกเป็นเพียงเพื่อนกันเท่านั้น”
“ถึงนายจะยืนยันก็เถอะ แม่ของนายไม่มีวันเชื่อ”
“รวมถึงอาเป้ด้วยงั้นซี” ชายหนุ่มเหยียดยิ้มมุมปาก
ปริชญ์จ้องหน้าหลานชายนิ่งอยู่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบเยือกเย็น “เด็กคนนั้น...ไม่เหมาะสมกับนายทุกประการ”
“อาเป้เอาอะไรมาตัดสิน” อัยกาถามเสียงเครียดขึ้ง
“ฉันไม่อยากเถียงกับนายแล้ว” ปริชญ์ตัดบทสนทนาที่ทำท่าจะร้อนแรงขึ้นตามลำดับอารมณ์ของหลานชาย “ฟังให้ดีนะ นายจะเลิกยุ่งกับเด็กคนนั้น หรือจะให้เขาถูกไล่ออก...เลือกเอา”
“ผมไม่เลือกทั้งสองอย่างนั่นแหละ” อัยกาพูดเสียงเกรี้ยวกราดมากขึ้น “บ้ากันไปใหญ่แล้ว ทำไมหรือครับ ผมจะเป็นเพื่อนกับใครสักคนนี่ต้องได้รับความเห็นชอบจากแม่กับอาเป้ก่อนอย่างนั้นน่ะรึ”
“ไอซ์ นายรับรู้บ้างสิว่าแม่เขาเป็นห่วง แล้วก็หวังดีกับนาย”
“ผมรู้ครับว่าแม่เป็นห่วง แม่หวังดีกับผม แต่ที่ผมไม่เข้าใจก็คือว่าทำไมต้องขัดขวางกับเรื่องที่ผมจะคบใคร หรือเป็นเพื่อนกับใครด้วยล่ะครับ อาเป้”
“เพราะเด็กคนนั้นไม่เหมือนพวกเรา...”
“ไม่เหมือนพวกเรา?” อัยกาทวนเสียงสูง มองอาหนุ่มอย่างผิดหวัง “ไม่เหมือนยังไง...น้ำพริกเขาไม่ใช่คนอย่างพวกเราหรือครับ หรือเพราะน้ำพริกเขาเป็นแค่พนักงานทำความสะอาด หรือเพราะเขายากจนจึงถูกมองว่าแตกต่างอย่างนั้นหรือครับ”
ปริชญ์นิ่งฟัง ในขณะที่อีกฝ่ายมองมายังเขาด้วยดวงตาที่แสดงออกถึงความเจ็บปวดระคนผิดหวัง...
“ผมไม่เคยคิดเลยนะครับว่าอาเป้จะตัดสินคนง่ายดายอย่างนี้” อัยกาขบฟันแน่น แล้วพูดเสียงชัดเจน “ถ้าอาเป้ได้รู้จักน้ำพริกเหมือนที่ผมรู้จัก อาเป้จะไม่มีวันพูดอย่างนี้ได้เลย...”
“ฉันไม่ได้อยากรู้จักเด็กนั่น!” ปริชญ์พูดตัดฉับด้วยเสียงเฉียบขาด “ฟังนะ...เรื่องนี้มันยังมีเหตุผลอื่นอีก แต่รอให้แม่ของนายเป็นคนบอกนายเองก็แล้วกัน เพราะต่อให้ฉันพูดไปนายก็ไม่เข้าใจอยู่ดี”
“ผมเข้าใจ...เข้าใจดีเสียด้วย” อัยกาเน้นคำ “ถ้าอาเป้กับแม่กลัวในสิ่งที่ผมไม่เคยคิดจะทำแล้วละก็ เห็นทีผมคงต้องทำให้มันเป็นเรื่องจริงขึ้นมาเสียคงดี คราวนี้จะว่าผมไม่ได้นะครับ”
“ไอซ์ รู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา”
“ผมขอบอกให้รู้เอาไว้เลยว่าสิ่งที่แม่กับอาเป้คิดและกลัวอยู่นั้นไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมดหรอกนะครับ” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่นเพราะแรงแห่งโทสะ “ขอให้เข้าใจเสียใหม่ด้วยนะครับว่าผมไม่ได้รักชอบน้ำพริกอย่างชู้สาว เพราะผมมีคนที่ผมชอบอยู่แล้ว และเธอก็เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น คนธรรมดาที่อาเป้ตัดสินว่าไม่เหมือนพวกเราไงล่ะครับ”
อัยกาพูดทั้งหมดนี้อย่างเร็ว แล้วผลุนผลันออกไปพร้อมเสียงกระแทกปิดประตูตามหลังดังปังใหญ่... ปริชญ์ถอนหายใจยาว ทั้งสีหน้าเครียดขรึมอย่างเห็นชัด...ดูเหมือนความยุ่งยากกว่าที่เขาคิดได้เกิดขึ้นแล้ว
“มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเธอ ทำไมไม่เห็นเล่าให้ฟังบ้างเลยนะ น้ำพริก” ดาลัดทอดเสียง ทั้งเห็นใจทั้งเจ็บร้อนแทนเพื่อนเหลือจะกล่าว
“ฉันคิดว่าเรื่องมันคงจบไปแล้ว ไม่นึกว่า...” น้ำพริกก้มหน้าลงต่ำ พยายามซ่อนน้ำตาที่กำลังเอ่อคลอ
“เธอบอกเรื่องนี้ให้พี่จิรารู้หรือเปล่า”
น้ำพริกพยักหน้า “บอก...แต่พี่เขาจะทำอะไรได้ล่ะ ในเมื่อคำสั่งออกมาแล้ว”
“ไม่ยุติธรรมเลย!” ดาลัดฮึดฮัดขึ้นมาอีก
“มันคงเป็นโชคร้ายของฉันเอง” เสียงของน้ำพริกสั่นเครือลงเรื่อยๆ
“โธ่เอ๊ย...น้ำพริก แล้วนี่จะทำยังไงต่อไป” ดาลัดวาดแขนโอบรอบบ่าของเพื่อนเอาไว้อย่างปลอบประโลม ตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้ดีมากไปกว่านี้
น้ำพริกสั่นหน้าอย่างสิ้นหนทาง...หากเรื่องวันนั้นเป็นสาเหตุทำให้เธอต้องถูกไล่ออก ถ้าอย่างนั้นอัยกาก็ต้องถูกไล่ออกเหมือนกันซี...หญิงสาวคิดได้ดังนั้นจึงรีบลุกขึ้นรวดเร็วเสียจนดาลัดตกใจ
“อะไร...น้ำพริก มีอะไร”
“ฉันมีธุระต้องไปทำ ขอตัวก่อนนะ” น้ำพริกออกวิ่งอย่างเร็วที่สุด...ในใจนั้นนึกเป็นห่วงอัยกา เขาต้องมาถูกไล่ออกเพราะเธอเป็นต้นเหตุแท้ๆ เชียว
หญิงสาววิ่งมาได้สักพักก็เห็นอัยกาเดินหน้าบูดบึ้งตรงเข้ามา...
“ไอซ์ คุณเป็นยังไงบ้าง” เธอถามเสียงปนหอบ
“ผมสิควรต้องถามว่าคุณเป็นยังไงบ้าง น้ำพริก” อัยกามองหน้าหญิงสาวคนนี้แล้วยิ่งร้อนรุ่มหัวใจ...น้ำพริกไม่ควรต้องเจอกับเรื่องบ้าบออย่างนี้เลยจริงๆ
“ฉันไม่เป็นไร” หญิงสาวมองเขาอย่างลุแก่โทษ เมื่อพูดด้วยเสียงแผ่วพร่าจนแทบไม่ได้ยิน “ไอซ์ คุณก็ถูกไล่ออกเหมือนกันใช่ไหม ขอโทษจริงๆ นะ ไอซ์ ฉันขอโทษ”