ตอนที่ 2 เพื่อนร่วมงานคนใหม่

2899 Words
“ไอ้บัดซบเอ๊ย!” เสียงสบถกราดเกรี้ยวดังขึ้น พร้อมๆ กับร่างหนาใหญ่ที่ทาบทับอยู่นั้นถูกกระชากให้พ้นร่างบอบบาง แล้วเหวี่ยงกระเด็นไปกระแทกผนังห้องเต็มแรงอย่างไม่ปราณีปราศรัย น้ำพริกค่อยยันกายลุกขึ้นนั่ง เธอได้ยินเสียงคำรามดังมาจากผู้ชายคนหนึ่งที่ตอนนี้กำลังสอนเชิงมวยไทยให้ฝรั่งได้ลิ้มรสชาติ...เขาประเคนทั้งหมัดทั้งเข่าเข้าใส่อย่างไม่ยั้ง ฝรั่งคนนั้นตัวใหญ่ก็จริง ทว่าอยู่ในอาการมึนเมาเกินกว่าจะต่อกรกับหนุ่มไทยร่างสูงคนนี้ได้ ไม่นานเขาก็จัดการอีกฝ่ายเสียหมอบกระแตไปตามระเบียบ ชายหนุ่มหอบหายใจแรงอยู่หลายที จับจ้องร่างที่เกือบไร้สติของชายต่างชาติคนนั้นอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วกล่าวสำทับด้วยน้ำเสียงขุ่นข้น “If you do this again, you die!” เขาขยับเสื้อผ้าชุดพนักงานโรงแรมที่สวมอยู่ให้เข้าที่ หลังจากออกแรงบู๊เมื่อสักครู่ แล้วหันไปมองหญิงสาวที่ยังนั่งตกตะลึงอยู่บนเตียง ก่อนปราดเข้าไปประคอง “คุณไม่เป็นไรนะ” เขาถาม พลางสำรวจไปตามเนื้อตัวเธออย่างห่วงใย “ไม่...ไม่เป็นไร” หญิงสาวสั่นหน้าเร็วๆ ทั้งที่ยังมึนงง ขณะลงมายืนบนพื้นอย่างไม่มั่นคงนัก และสีหน้าสีตาก็เต็มไปด้วยความหวั่นวิตกเหลือเกิน...จริงอยู่แม้ว่าจะรอดพ้นสถานการณ์เลวร้ายนี้ไปได้ แต่เพราะฝรั่งคนนั้นเป็นแขกของโรงแรม ส่วนเธอกับชายหนุ่มผู้นี้ก็เป็นเพียงพนักงานเล็กๆ เท่านั้น “นี่ถ้าเกิดผมเข้ามาไม่ทันแล้วละก็ คุณจะเป็นยังไง รู้ไหม” น้ำพริกเหลือบตาขึ้นมองเขา แล้วรู้สึกหนาวเยือกในอก...นั่นซีนะ ถ้าเขาไม่ช่วยเอาไว้ ป่านนี้เธอก็คง... “แล้วนี่ยังไงมาทำห้องคนเดียว บัดดี้คุณไปอยู่เสียที่ไหน ฮึ” หญิงสาวมุ่นคิ้วอย่างฉงน เพราะน้ำเสียงรวมอารมณ์โกรธเคือง และสีหน้าท่าทางเขาเหมือนกำลังพูดกับผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างไรอย่างนั้น “เขาลาหยุด...” น้ำพริกตอบสั้น พลางกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอไปอย่างลำบาก ขณะลอบสังเกตชายหนุ่มคนที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน... ผู้ชายคนนี้อายุมากกว่าเธอไม่กี่ปีหรอก ดูแล้วตกอยู่ในราวยี่สิบห้าหรือยี่สิบหกเห็นจะได้ ลักษณะท่าทางเขานั้นภาคภูมิและเต็มไปด้วยความมั่นใจตัวเอง รูปร่างสูง ผิวขาวแต่หน้าเข้มมากทีเดียวโดยเฉพาะคิ้วดกดำหนาเป็นปื้นกับดวงตาคมลึกที่ฉายแววอ่อนโยนอย่างใจดี “ขอบคุณนะที่ช่วย” หญิงสาวพึมพำขอบคุณเขาเสียงแหบแห้ง “ไม่เป็นไร...ผมว่าเราออกไปจากห้องนี้กันดีกว่า” “แล้วเราจะทำยังไงกับ...” เสียงของเธอยังสั่น ขณะหันไปมองร่างบอบช้ำของแขกต่างชาติคนนั้น “ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวมันก็ฟื้น” เขาพูดอย่างไม่ยี่หระ ซ้ำยังตวัดสายตาอาบยาพิษไปยังร่างที่กองแน่นิ่งอยู่บนพื้น แล้วถือวิสาสะฉวยข้อมือเธอพาเดินออกไปเสียจากห้องนั้น “คุณทำร้ายร่างกายแขก” น้ำพริกพูดเสียงสั่น เพราะยังไม่คลายความกังวลนั่นเอง “อาจถูกไล่ออกก็ได้...” “ไล่ออกสิดี ไม่ได้อยากทำสักนิด” ชายหนุ่มหัวเราะ ดูเหมือนไม่ได้มีความทุกข์ร้อนไปกับเธอด้วยเลย “เอ...คุณนี่พูดยังไง” “เอาน่า...ไม่มีใครไล่ผมออกหรอก เชื่อเถอะ” เขายังพูดเสียงระรื่นอยู่นั่นเอง น้ำพริกถอนหายใจใหญ่ จ้องหน้าจ้องตาเขาอย่างไม่เชื่อคำนั้น ดูเหมือนอีกฝ่ายก็พอนึกรู้... “คุณไม่เชื่อผมล่ะซี” ชายหนุ่มถามยิ้มๆ นัยน์ตาพรายระยับอย่างคนขี้เล่น ไม่เหลือมาดสิงห์ร้ายอย่างเมื่อครู่นี้สักนิดเดียว หญิงสาวค้อนขวับ ไม่ตอบ แต่ตั้งคำถามขึ้นแทน... “คุณเป็นพนักงานใหม่หรือ ฉันไม่เคยเห็นหน้าคุณเลย” “ฮื่อ...” เขาทำเสียงรับในลำคอ “เข้ามานานหรือยังล่ะ” เขายิ้มกว้าง ขณะจ้องหน้าเธอที่ดูเอาจริงเอาจังเสียเหลือเกิน “ก็เพิ่งวันนี้เองแหละ” “แล้วคุณทำหน้าที่อะไร” น้ำพริกถามออกไปอย่างนั้น แต่ในใจอดคิดไม่ได้ว่าเพียงเข้ามาทำงานวันแรก ชายหนุ่มผู้นี้ก็จะโดนไล่ออกเสียแล้วล่ะหรือ อีกทั้งต้นเหตุของเรื่องก็คือตัวเธอนั่นเอง “ตอนนี้ยกกระเป๋า ต่อไปยังไม่รู้...ว่าแต่คุณเถอะ ชื่ออะไร” เขาตอบ แล้วตั้งคำถามตามมาอย่างเร็ว “น้ำพริก” “น้ำพริก?” เขาทวนแล้วนิ่งไปอึดใจ ขณะมองหน้าเธออย่างพินิจพิจารณา “อือ...หน้าออกจะหวาน แล้วดูท่าทางคุณก็ไม่เห็นเผ็ดร้อนสักนิด” น้ำพริกค้อนขวับทันทีกับคำวิจารณ์นั้น ตอนนี้ระดับสายตาเธอเสมอหน้าอกเขา หญิงสาวจ้องเป๋งป้ายชื่อที่เป็นอักษรภาษาอังกฤษสีทองใหม่เอี่ยม ‘A. IYAKA’ “ชื่อของคุณอ่านว่ายังไงนะ” “อัยกา แต่เรียกไอซ์ดีกว่า...ง่ายดี” “ไอซ์...ที่แปลว่าน้ำแข็งน่ะนะ” “ถูกต้อง” เขาพยักหน้ารับในท่าทีรื่นเริง น้ำพริกหัวเราะเบาๆ พลางหรี่สายตามองอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วย้อนว่า “ท่าทางคุณก็ไม่เห็นจะเย็นอย่างชื่อเหมือนกันนั่นล่ะ ดูจากที่คุณจัดการกับแขกคนนั้นแล้วนะ ฉันว่าน่าจะชื่อพระเพลิงเสียล่ะมากกว่า” “โอ้โฮ...ขนาดนั้นเชียว” อัยการ้อง พลางหัวเราะร่วนชอบใจ...แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยมีผู้หญิงวิจารณ์เขาตรงๆ อย่างนี้สักคนมาก่อนเลยนี่นา เห็นทีการเป็นพนักงานโรงแรมนี้คงไม่น่าเบื่อนักหรอก...ชายหนุ่มคิด พลางยิ้มๆ ขณะมองแม่สาวน้ำพริกอย่างรู้สึกถูกชะตาไม่น้อย เรือนเขียวคือเรือนไทยประยุกต์ทาสีเขียวเข้มสลับขาวได้อย่างกลมกลืนลงตัว มีไม้ดอกไม้ประดับอีกทั้งไม้ยืนต้นน้อยใหญ่ขึ้นร่มครึ้มทั่วพื้นที่บริเวณสองไร่เศษ นับว่าเป็นสถานที่ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นและสงบงามเหลือเกิน ชายหนุ่มร่างสูงเดินลากขามาทิ้งกายบนโซฟาตัวใหญ่อย่างหมดสิ้นเรี่ยวแรง เขาหลับตานิ่งอยู่สักครู่ ขณะมีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาเดินตรงเข้ามา “เป็นยังไงล่ะ ถึงกับหมดเรี่ยวหมดแรงเลยรึ เรา” เจ้าของเสียงนี้เป็นสตรีวัยปลายสี่สิบ รูปร่างเธอนั้นออกจะบอบบาง แต่ท่าทางกระฉับกระเฉงอย่างคนสุขภาพดี ใบหน้าเอิบอิ่มอ่อนโยนยังคงความอ่อนเยาว์ไม่บ่งเค้าอายุจริง อีกทั้งดวงตาของเธอก็ฉายแววใจดีอยู่ตลอดเวลา “เหนื่อยมากเลยหรือ ลูก” คุณอุมานั่งลงข้างลูกชาย พลางเอื้อมมือลูบศีรษะเขาอย่างอ่อนโยน อัยกาลืมตาขึ้นนิดหนึ่ง แล้วยิ้มเนือยๆ “แค่วันแรกน่ะครับ แต่เดี๋ยวก็ชินไปเอง” “พูดอย่างกับว่าเคยทำงานมาก่อนงั้นแหละ” เธอเย้าลูกชายด้วยสีหน้ายิ้มๆ อย่างหมั่นไส้ระคนเอ็นดู “แล้วนี่กลับมายังไง แม่ไม่ได้ยินเสียงรถเลยนะ ไอซ์” “นั่งแท็กซี่มาครับ” “อ้าว...ทำไมอย่างนั้นล่ะ แล้วรถของลูกไปไหน” เธอถามเสียงแปลกใจ “แม่ลืมแล้วหรือครับว่ากุญแจโดนยึด แล้วรถของผมก็จอดทิ้งอยู่ในโรงจอดรถที่ตึกขาวโน่นไงครับ” อัยกาสาธยาย พลางทำหน้าบึ้งตึง ขณะบุ้ยใบ้ปากไปทางตึกขาว ซึ่งเป็นตึกสไตล์ยุโรปที่แม้เดินเพียงชั่วอึดใจก็ถึง กระนั้นตั้งแต่กลับมาเขาไม่นึกอยากเข้าไปเลยจริงๆ ด้วยว่ายังเคืองผู้เป็นเจ้าของตึกขาวอยู่นั่นเอง ฟังคำลูกชายแล้วคุณอุมาเธอหัวเราะเบาๆ เมื่อนึกขึ้นได้...อัยกาเพิ่งกลับมาเมืองไทยหมาดๆ พร้อมใบปริญญาโทการบริหารธุรกิจจากประเทศอังกฤษ ความสำเร็จของเขาเป็นเรื่องน่ายินดีและภาคภูมิใจอย่างที่สุดสำหรับเธอผู้เป็นแม่ แต่นั่นไม่ได้หมายรวมไปถึงคุณเป้ด้วยแต่อย่างใด ดังนั้น ก่อนที่อัยกาจะเข้ารับตำแหน่งสำคัญในโรงแรม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เขาต้องเรียนรู้งานทุกอย่างให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ และทำได้โดยไม่อายพนักงานคนใดทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควรนั้น จะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าพนักงานหนุ่มที่เข้าทำงานใหม่วันนี้คือ...คุณอัยกา อัศวกุลนันท์ “แล้วนี่คิดจะนั่งแท็กซี่ทุกวันเลยหรือไงจ๊ะ” เธอถาม พลางมองลูกชายยิ้มๆ “เห็นจะไม่ไหวล่ะครับ แพงเหลือเกิน ต่อไปคงต้องพึ่งรถเมล์เสียแล้ว” อัยกาพูดแล้วถอนหายใจยาว ทั้งยังอดคิดไม่ได้ว่าแปลกพิลึกที่ค่าโดยสารจำนวนเพียงไม่กี่ร้อยบาททำให้เขารู้สึกว่ามันแพงเหลือหลาย เมื่อเทียบกับเงินเดือนที่จะได้รับในวันสิ้นเดือนโน่น ซึ่งนับแล้วก็เหลือเวลาอีกหลายวันอยู่ แต่ก็ถือว่าโชคดียังเป็นของเขา เพราะเงินสำรองจ่ายมีเหลือติดกระเป๋าตั้งแต่กลับมาจากประเทศอังกฤษ แต่ถ้าใช้จ่ายอย่างที่ผ่านมาแล้วละก็ มีหวังอยู่ไม่ถึงสิ้นเดือนนี้แน่ แล้วแม่ของเขาก็ไม่มีทางช่วยเหลือเด็ดขาด เพราะเธอออกตัวปักหลักอยู่ข้างอาเป้เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง “อยากให้แม่พูดกับอาเป้ให้ไหมล่ะ” ผู้เป็นแม่ถามเหมือนหยั่งเชิง “ไม่ครับ...ถึงจะลำบากแค่ไหน ผมไม่มีวันยอมแพ้อาเป้เด็ดขาด” ชายหนุ่มพูดเสียงหนักแน่น ดวงตาฉายแววมาดมั่นเสียจนผู้เป็นแม่ประหลาดใจ อย่างไรก็ตาม คุณอุมาเธอคอยเฝ้าดูห่างๆ และเอาใจช่วยลูกชายอยู่เสมอ ยิ่งเมื่อได้ยินเขาประกาศจุดยืนแน่วแน่ออกปานนี้ เธอก็ถึงกับต้องซ่อนรอยยิ้มสมใจเอาไว้อย่างมิดเม้น “เรื่องเมื่อวาน... รู้ใช่ไหมว่าร้ายแรงแค่ไหน” เสียงถามเครียดขรึมนี้ส่งมาจากคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่ในห้องทำงานกว้างขวางที่ตกแต่งเอาไว้อย่างเรียบง่ายทว่าหรูหราบ่งบอกรสนิยมผู้เป็นเจ้าของ ปริชญ์ อัศวกุลนันท์ เป็นชายหนุ่มวัยปลายสามสิบ ผมหยักศกสีดำสนิทได้รับการตัดเล็มให้สั้นเข้ารูปอยู่เสมอ ใบหน้าเรียวและเข้มคมสะดุดตามากแต่ออกจะดุกระด้างอยู่สักหน่อย ดวงตาคมลึกฉายแววแห่งพลังอำนาจและมั่นใจตัวเอง สันจมูกโด่งตรงกับริมฝีปากหยักลึก ว่าไปแล้วทุกสัดส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นใบหน้านี้ช่างดูกลมกลืนสนิทเนียนได้อย่างน่าทึ่ง “อัยกา...” ปริชญ์เรียกหลานชายด้วยน้ำเสียงเน้นหนัก นัยน์ตาสีดำสนิทเหมือนนิลเนื้อดี ทั้งยังคมลึกเต็มไปด้วยอำนาจตรึงอยู่บนใบหน้าอีกฝ่าย...ความนิ่งเงียบเป็นคำตอบที่เขาไม่ต้องการและชวนให้หงุดหงิดอารมณ์ แม้คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเป็นหลานชายเพียงคนเดียวก็ตาม อัยกาขยับตัวอย่างอึดอัดทุกครั้งที่ถูกมองด้วยสายตาเหมือนแทงทะลุของผู้เป็นอา...ชายหนุ่มยังไม่ยอมปริปากพูดอะไร อีกทั้งในใจก็ประหวัดไปถึงเรื่องเมื่อวาน อันที่จริงเขาเองไม่ได้อยากหนักมือขนาดนั้น แต่เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นกับเพื่อนพนักงานจึงทำให้เขาลืมตัวไปบ้าง ก็ถือเป็นคราวซวยของเจ้าฝรั่งคนนั้นมันไปก็แล้วกัน “นายรู้ใช่ไหมว่าแขกของโรงแรมสำคัญมากแค่ไหน” “ทราบครับผม” อัยกาพึมพำเสียง ขณะตาจ้องเป๋งพื้นโต๊ะเหมือนมันกลายเป็นสิ่งแปลกประหลาดสำหรับเขาไปแล้ว...เป็นความจริงว่าอัยกาทั้งกลัวและเกรงปริชญ์เป็นหนักหนา สำหรับเขาแล้วอาหนุ่มเหมือนเป็นตัวแทนคุณพ่อผู้ล่วงลับนั่นเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ปริชญ์เป็นพ่อที่ออกจะหนุ่มเกินไปสักหน่อย เพราะอายุอานามห่างกันเพียงสิบกว่าปีเท่านั้น “รู้ แต่นายก็ยังก่อเรื่อง” “โธ่...แขกของโรงแรมสำคัญก็จริง แต่ต้องไม่ใช่ไอ้โจรบ้ากามอย่างนั้นนะครับ อาเป้” อัยกาแย้งขึ้นเร็ว ปริชญ์หรี่สายตาลง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ออกจะเยือกเย็นด้วยซ้ำ “อยู่ในเวลางาน นายควรเรียกฉันให้ถูกต้อง” อัยกากลอกตาไปมา พ่นลมพรืดแล้วพูดด้วยน้ำเสียงดังฟังชัดยิ่งกว่าครั้งไหน “ขอประทานโทษครับ...ท่านประธาน” ปริชญ์จ้องหน้าหลานชายอยู่สักครู่ แล้วออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด “อย่าก่อเรื่องอีก ไม่อย่างนั้นฉันจะไล่นายออก แล้วข้อตกลงระหว่างเราเป็นอันสิ้นสุด...เข้าใจไหม” อัยกาพยักหน้ารับอย่างแกนๆ ต่อเมื่อเห็นแววตาที่ทั้งดุทั้งคมของผู้เป็นอานั่นแหละ ทำให้เขาจำต้องรับปากเสียงแข็งขันขึ้นมาทันที “ทราบแล้วครับผม ท่านประธาน” ปริชญ์จ้องหลานชายเขม็ง...ได้ยินเสียงรับคำหนักแน่นอย่างนั้น พอนึกรู้ว่ากำลังถูกประชดประชันเข้าให้ แต่เขาก็เลือกที่จะนิ่งเงียบ “ไม่ทราบผมกลับไปทำงานได้หรือยังครับ ท่านประธาน” “ยัง” ปริชญ์บอกเสียงหนัก ไม่ละสายตาจากหลานชาย “เด็กผู้หญิงคนนั้น...” อัยกาขมวดคิ้วย่นกับคำว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นของอาเป้ แล้วเลยนึกถึงหญิงสาวที่ชื่อน้ำพริกขึ้นมาได้ทันที... “ทำไมหรือครับ” “เด็กนั่นเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ไม่ใช่รึ” “อย่าบอกนะครับว่าจะไล่เธอออก” อัยกาถามเสียงหลง พร้อมลุกขึ้นยืนเร็ว “น้ำพริกไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย เธอเป็นคนที่ถูกทำร้ายนะครับ ไม่ยุติธรรมเลยถ้าจะไล่เธอออก ผมไม่ยอมนะ” “นายรู้จักเด็กคนนั้นรึไง” ปริชญ์ถามเสียงนิ่ง...แต่เบื้องลึกลงไปเขารู้สึกประหลาดใจไม่น้อยกับท่าทีร้อนรนที่อัยกาแสดงออกมา “ไม่รู้จักหรอกครับ...ก็เพิ่งเจอกันเมื่อวานตอนที่เกิดเรื่องนั่นแหละ” “แต่ดูท่าทางนายปกป้องเขาเหลือเกิน” “เป็นใครก็ต้องทำอย่างผมทั้งนั้นล่ะครับ” อัยกาพูดเร็ว และยั้งปากเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่อีกหนึ่งประโยคจะหลุดตามมา...‘แต่ถ้าเป็นอาเป้แล้วละก็ เขาไม่มั่นใจเท่าไรนัก’ “นายไม่อยากให้เขาถูกไล่ออกใช่ไหม” อัยกาพยักหน้าเร็วๆ... “ดี...ถ้าอย่างนั้นนายต้องทำตามที่ฉันสั่ง” “ท่านประธานต้องการให้ผมทำอะไรหรือครับ” ชายหนุ่มมุ่นคิ้วถาม ปริชญ์ไม่ตอบ เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกมือขึ้นกอดอกเอาไว้หลวมๆ ท่าทางสบาย แต่ยังวางมาดเคร่งขรึม...เวลานี้เขานึกอยากรู้แล้วซีว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ทำไมคนที่ไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนอย่างอัยกาจึงได้มีท่าทีปกป้องเธอนัก บอร์ดผู้บริหาร รวมถึงพนักงานตำแหน่งต่างๆ ภายในโรงแรมถูกแจกแจงจนเต็มเอี๊ยด ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเรียงลำดับลดหลั่นตามความสำคัญลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงแผนกทำความสะอาดที่อยู่อันดับเกือบท้ายสุด... น้ำพริกกราดสายตามองทั้งหมดอีกครั้งหนึ่งแล้วถอนหายใจหนักหน่วง...เป็นความจริงว่าเธอเฝ้ามองบอร์ดนี้มาตลอดหลายปี จำหน้าและตำแหน่งของทุกคนได้จนหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งวันนี้ก็เป็นเหมือนทุกวันที่ผ่านมา คือไม่มีตำแหน่งไหนว่างลงเลย แล้วอย่างนี้ความรู้ที่สู้อุตส่าห์ร่ำเรียนมาอีกเมื่อไรจะได้เอามาใช้กันเล่าหนอ หญิงสาวแนบใบหน้าลงบนบอร์ดนั้นอย่างเหนื่อยล้า แล้วก็ได้ยินเสียงพนักงานทักทายเป็นทอดๆ แว่วเข้าหู นั่นทำให้เธอยืดตัวตรงทันที “สวัสดีค่ะ ท่านประธาน” “สวัสดีครับ ท่านประธาน” ท่านประธานอย่างนั้นหรือ...หญิงสาวรีบเงยหน้าชะเง้อมองอย่างสนใจ แต่ก็เห็นเพียงแผ่นหลังกว้างในชุดสูทสากลสีดำสนิทบนร่างสูงใหญ่ที่แต่ละก้าวย่างสง่างามเต็มไปด้วยพลังอำนาจอันน่าประหลาด...ว่าไปตามจริงนอกจากรูปถ่ายที่ติดอยู่บนบอร์ดผู้บริหารแล้วนั้น น้ำพริกก็ไม่เคยเห็นท่านประธานตัวจริงกับใครเขาสักที บอกใครคงไม่เชื่อว่าเธอทำงานที่โรงแรมนี้ย่างเข้าปีที่ห้าแล้ว...ลึกลงไปยังมีความจริงอีกอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครล่วงรู้ แม้กระทั่งตัวเธอเอง น้ำพริกไม่รู้หรอกว่าเหตุใดหัวใจเธอจึงกระตุกไหววูบวาบ ทั้งยังรู้สึกอบอุ่นอย่างแปลกประหลาดทุกครั้งที่มองสบนัยน์ตาคมลึกสีดำสนิทคู่นั้นของท่านประธาน แม้เป็นเพียงการมองผ่านรูปถ่ายของท่านก็ตาม...น่าขันจริง หากจะสรุปว่านี่เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าเธอหลงรูปท่านประธานเข้าแล้ว “น้ำพริก...นั่นใช่คุณหรือเปล่า” เสียงถามทักนี้ดังขึ้นเบื้องหลัง...หญิงสาวหันกลับไปมอง แล้วดวงตาคู่ใหญ่ดำขลับก็เบิกกว้างขึ้น “คุณ!” เธอร้องอย่างไม่เชื่อสายตา “นี่คุณยังอยู่อีกหรือ” อัยกานิ่วหน้ากับคำถามนั้น “ยังอยู่น่ะซี...ยังไม่ตาย” “โธ่...ฉันคิดว่าคุณถูกไล่ออกไปแล้วเสียอีก” ชายหนุ่มมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความทุกข์ร้อนของอีกฝ่ายแล้วนึกอยากหัวร่อเต็มกำลัง...น้ำพริกคงไม่รู้หรอกว่าคนที่จะถูกไล่ออกน่ะเป็นตัวเธอต่างหาก ถ้าไม่ได้เขาช่วยเอาไว้ป่านนี้คงกระเด็นไปนานแล้ว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD