ตอนที่ 3 รักแรกพบ (สินะ)

3006 Words
อัยกานึกถึงเรื่องที่เพิ่งผ่านไปเมื่อสักครู่แล้วได้แต่แปลบหัวใจจี๊ดๆ นี่ถ้าไม่ถูกบังคับแกมข่มขู่แล้วละก็ คนอย่างนายอัยกาไม่มีวันขอโทษใครเด็ดขาดหากว่าไม่ผิด แต่เป็นเพราะคำสั่งของอาหนุ่มคนเดียวเท่านั้น ทำให้ไอ้ฝรั่งขี้เมานั่นยังลอยหน้าอยู่ที่นี่ต่อไปแถมไม่ต้องจ่ายค่าห้องแม้แต่บาทเดียว ส่วนปริชญ์นั้นหรือ พอเสร็จพิธีการขอขมาลาโทษเจ้าฝรั่งบ้ากามแล้วก็เดินลิ่วไม่เหลียวหลังแลมองหลานชายสักนิด...อัยกาจึงได้แต่เดินต้อยๆ ตามหลังห่างๆ จนกระทั่งมาเจอเข้ากับน้ำพริกนี่แหละ “คุณรู้ไหม เมื่อคืนฉันแทบไม่ได้นอนเพราะคิดถึงแต่เรื่องที่เกิดขึ้น แล้วก็กลัวว่าคุณจะถูกไล่ออก” หญิงสาวพูดเร็ว ทั้งจ้องมองหน้าเขาอย่างทึ่งจัด “แต่ผมก็ยังอยู่นี่ไง เห็นไหม” อัยกายิ้ม แล้วพูดเสียงห่วงใย “ว่าแต่คุณเถอะ ต่อไปต้องระวังตัวเองให้มาก คุณอาจไม่โชคดีอย่างคราวนี้ก็ได้” “ฮื่อ...ฉันรู้แล้ว” หญิงสาวรับคำ พร้อมรอยยิ้มขอบคุณเขาอย่างจริงใจ “เอ...ฉันจะตอบแทนคุณยังไงดีนะ” “ไม่ต้องๆ คุณไม่ต้องตอบแทนอะไรผมทั้งนั้น” เขาพูดเร็ว พลางโบกไม้โบกมือวุ่นวาย “ไม่ได้หรอก ฉันจะทำเฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ยังไงกันล่ะ” “ช่างเถอะน่า...อย่าคิดมากเลย” น้ำพริกไม่ใส่ใจ เธอยื่นข้อเสนอทันที “เอาอย่างนี้...ฉันจะเลี้ยงข้าวคุณหนึ่งมื้อ ตกลงไหม” “โธ่...คุณอย่าลำบากเลยน่า น้ำพริก” “ไม่ลำบากหรอก...ให้ฉันเลี้ยงข้าวคุณเป็นการตอบแทนนะ ตกลงนะ” น้ำพริกจับแขนเขาเขย่าเบาๆ อัยกานิ่งไปชั่วขณะ มองสีหน้าและแววตาอ้อนวอนของเธอแล้วให้อ่อนใจทั้งใจอ่อนไปพร้อมๆ กัน...ในที่สุดเขาพยักหน้าหงึกหงักยอมรับข้อเสนอนั้นอย่างไม่อาจบ่ายเบี่ยงได้อีก “ไหนบอกจะเลี้ยงข้าวไง...แล้วนี่อะไร” คนถามทำสีหน้ายุ่งยาก พลางจ้องหน้าจ้องตาอีกฝ่าย “ขนมจีนน้ำยา” อัยกากลอกตาไปมากับคำตอบง่ายๆ ที่ได้รับ... “ยายเขาทำอร่อยมากเลยนะ คุณลองกินซี” น้ำพริกเชิญชวน พลางตักขนมจีนน้ำยาส่งเข้าปากไปอย่างเอร็ดอร่อย ชายหนุ่มมองจานสังกะสีเก่าๆ ที่ถืออยู่ในมือ สลับกับใบหน้าหญิงสาวอย่างชั่งใจ...ขนมจีนน้ำยาหาบเร่ข้างถนน มียายแก่ๆ เป็นเจ้าของ แกวางเก้าอี้ตัวเตี้ยๆ สีสันสดใสสี่ห้าตัวเอาไว้ให้ลูกค้าได้เลือกนั่งกันตามสบาย และที่สำคัญไม่มีเก้าอี้ตัวไหนว่างลงเลย หรือขนมจีนน้ำยาแกจะอร่อยจริงอย่างว่า “คุณมากินบ่อยรึไง” เขาเปรยถาม หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงัก กลืนสิ่งที่อยู่ในปากลงคอไปเร็วๆ แล้วพูด “ฮื่อ...ประจำเลย ถ้าเห็นยายนั่งอยู่ตรงนี้ ฉันจะรีบเข้ามาสั่งกินทันทีเลยล่ะ ประเดี๋ยวไม่ทัน” อัยกาขมวดคิ้วย่น “ไม่ทันอะไร” “ก็ไม่ทันเทศกิจน่ะซี จะอะไรเสียอีกล่ะ” “เทศกิจ?...” “คุณไม่รู้จักเหรอ” หญิงสาวแกล้งถามเสียงซื่อ ขณะที่อัยกาแยกเขี้ยวใส่ทันที น้ำพริกยิ้มๆ แล้วอธิบายน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง “นี่...เคยมีครั้งหนึ่งนะ ฉันกับดาลัดมานั่งกินอย่างวันนี้ล่ะ แหม...กำลังอร่อยเชียว ฉันน่ะกำลังจะสั่งจานที่สอง แต่คุณรู้ไหม อยู่ๆ ได้ยินเสียงนกหวีดดังวี้ดๆ มาแต่ไกล แป๊บเดียวเท่านั้นล่ะเทศกิจโผล่มาเลยสามสี่คนเห็นจะได้ เท่านั้นล่ะวงแตกกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศคนละทางเชียวล่ะ คุณเอ๊ย” “แล้วไง...ถูกจับไหม” เขาถามเสียงเร่งเร้า ลุ้นระทึกไปกับเรื่องที่เธอเล่า หญิงสาวมองหน้าเขา แล้วหัวเราะเสียงใส “ไม่มีทางเสียล่ะ เห็นยายแก่อย่างนั้นเถอะ วิ่งเร็วเสียจนนักกีฬาทีมชาติยังอาย ได้ยินว่ายายหนีเก่ง ไม่เคยโดนจับได้สักที ส่วนคนที่นั่งกินอยู่ต่างก็ถือจานวิ่งตามยายไปเป็นขบวน บางคนบอกวิ่งตามไปจ่ายเงินค่าขนมจีนให้แกก็มี...พูดเรื่องนี้ขึ้นมาทีไรนะ เป็นต้องขำกันทุกที” อัยกานึกอยากขำ แต่ก็ขำไม่ออกเอาเสียเลย เขามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความทึ่งจัด...เรื่องที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน กลับเป็นเรื่องที่เหมือนชาชินสำหรับใครอีกหลายคน “ทำไมยายแกไม่หาทำเลดีๆ แล้วเปิดร้านให้เป็นกิจจะลักษณะเสียล่ะ จะได้ไม่ต้องคอยวิ่งหนีอยู่อย่างนี้” “โธ่...ใครบ้างล่ะอยากเสี่ยงโดนจับทุกวัน” หญิงสาวยิ้มนิดหนึ่ง แล้วหันไปมองยาย “แต่คนจนๆ อย่างพวกเราน่ะ ไม่มีทางให้เลือกมากนักหรอก คุณน่าจะรู้” ชายหนุ่มมองใบหน้าคนพูดอย่างไม่ค่อยเข้าใจ...น้ำเสียงเธอแม้ฟังเรียบนิ่ง แต่แววตาหม่นแสงลงอย่างเห็นชัด ไม่ล่ะ...เขาชอบเวลาน้ำพริกยิ้มมากกว่า เพราะมันน่าเอ็นดูกว่าตั้งเยอะ “ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราต้องรีบกิน แล้วก็ต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงนกหวีดด้วยนะ เกิดอะไรขึ้นจะได้วิ่งหนีทัน” เขาพูดเสียงรื่นเริง พร้อมยิ้มกว้างจนตาหยี แล้วตักขนมจีนน้ำยาส่งเข้าปากเสียเต็มคำ...ลึกลงไปอดไม่ได้ที่จะหวาดหวั่นกับคำบอกเล่าเมื่อสักครู่ ก็เขาน่ะไม่นึกอยากมีประสบการณ์วิ่งหนีเทศกิจอย่างเธอหรอก “เออ...ใช่ล่ะ” อัยกาเงยหน้าขึ้นเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “หือม์?” น้ำพริกทำเสียงถามในลำคอ “ใครน่ะ ดาลัด ได้ยินคุณพูดถึงเมื่อกี้” “อ้อ...เพื่อน” เธอตอบ “เป็นเมดเหมือนกัน เอาไว้จะแนะนำให้รู้จักนะ” ชายหนุ่มพยักหน้าหงักหงักอย่างรับรู้...แล้วต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาจัดการกับขนมจีนน้ำยารสเด็ดโดยไม่มีใครยอมเสียเวลาหันมาพูดจากันอีก “หยุด..หยุดรถก่อน” เสียงนั้นทำให้คนขับเหยียบเบรกทันที...ชายหนุ่มหน้าเข้มผิวคล้ำนั่งอยู่ตอนหน้าคู่คนขับหันมองเจ้าของคำสั่งแวบหนึ่งเหมือนจะตั้งคำถาม ปริชญ์นั่งนิ่งเงียบ ดวงตาคมลึกหรี่ลง ขณะเขม้นมองออกไปนอกตัวรถคันใหญ่สีดำสนิท... เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่รู้จัก หากแต่ชายหนุ่มผิวขาวร่างสูงจำได้แม่นยำทีเดียว แต่อะไรไม่สำคัญเท่าท่าทีที่แสดงออกของทั้งคู่ดูสนิทสนมกันไม่น้อยเลยและชวนให้ข้องใจมากอยู่ “คุณเป้ครับ...” เสียงชายหนุ่มคนสนิทดังขึ้นอย่างเกรงความรู้สึก หลังมองตามสายตาของผู้เป็นเจ้านายและเห็นเช่นเดียวกันนั้น “นายรู้จักเด็กคนนั้นหรือเปล่า” “ไม่รู้จักครับ” คำตอบของคนสนิททำให้ใบหน้าของปริชญ์ดุกระด้างขึ้น เขาหันมาพร้อมเสียงคำสั่งการเฉียบขาด... “ฉันต้องการรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนนั้น...เร็วที่สุด!” รองเท้าหลายคู่หลายขนาดวางกระจัดกระจายอยู่หน้าประตูทางเข้าบ้าน มีกลิ่นบุหรี่โชยออกมาพร้อมเสียงสนทนาจอแจของผู้คน นี่เป็นเครื่องหมายบอกให้รู้ว่านางเพลินพิศตั้งวงไพ่อีกแล้ว ถ้าไม่ออกไปข้างนอก นางก็มักเชิญชวนบรรดาขาไพ่มาตั้งวงเสียที่บ้านนั่นแหละให้รู้แล้วรู้รอด น้ำพริกหันมามองชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าจืดเจื่อนไปเล็กน้อย... “โอ้โฮ...บ้านคุณท่าทางครึกครื้นจัง คนอยู่กันเยอะดีนะ” อัยกาเปรยขึ้น “บ้านฉันอยู่กันแค่ไม่กี่คน นั่นน่ะบรรดาเพื่อนๆ ของน้าเขาล่ะ” เธอบอก ขณะถอดรองเท้าเตรียมเข้าบ้าน พอดีมีเสียงเรียกทักดังขึ้นเบื้องหลัง “กลับมาแล้วเหรอ พี่” “นี่มันกี่โมงกี่ยามกันแล้ว ทำไมเพิ่งกลับบ้านล่ะ น้ำผึ้ง” หญิงสาวไม่ได้ตอบ แต่ย้อนถามเสียงค่อนข้างดุ เด็กสาวที่ชื่อน้ำผึ้งย่นจมูก พลางยักไหล่อย่างเคยชิน “หนูก็ไม่เคยกลับบ้านเร็วอยู่แล้วนี่นา พี่จะถามทำไม” ฟังคำญาติผู้น้องว่าแล้วน้ำพริกต้องถอนหายใจยาว...น้ำผึ้งอายุสิบแปด เรียนพาณิชย์ปีสุดท้าย อีกเทอมเดียวก็จบปวช. หากแต่ยังขาดความรับผิดชอบ และมีนิสัยเป็นเด็ก แม้เธอจะร้องประกาศปาวๆ ว่าตัวเองไม่ใช่เด็กแล้วก็ตาม ที่สำคัญน้ำผึ้งมีแม่คอยส่งเสริมให้ท้ายอยู่ตลอดเวลา ถึงขั้นเป็นลูกรักชนิดทูนหัวทูนเกล้ากันเลยก็ว่าได้ “อุ้ยตาย...มีผู้ชายมาส่งด้วยหรือ พี่” น้ำผึ้งร้องขึ้น พลางทำนัยน์ตาโตวิบวับ และไม่ต้องรอใครเอ่ยแนะนำให้เสียเวลา เสียงเธอก็ดังขึ้นชัดเจนแจ่มแจ๋ว “หนูชื่อน้ำผึ้ง...พี่ชื่ออะไรคะ” เธอถาม พลางจ้องมองชายหนุ่มแปลกหน้าอย่างสนอกสนใจ พร้อมความคิดต่างๆ นานาแล่นพล่านในหัว... ‘เขาหล่อออกปานนี้ คงไม่ใช่แฟนพี่น้ำพริกหรอก เพราะพี่น้ำพริกน่ะออกจะทึ่มทื่อ แล้วก็คร่ำครึน่าเบื่อเหมือนจะตาย แต่ก็นั่นแหละเหมาะสมกันดีออกกับนายทิวามอเตอร์ไซค์รับจ้างคนนั้น’ อัยกาขยับตัวนิดหนึ่ง หลังจากเผลอมองเด็กสาวหน้าตาน่ารัก ท่าทางร่าเริงแจ่มใสและคล่องแคล่ว...น้ำผึ้งเธอทั้งสวยแล้วก็น่ารักมากเหลือเกินในความรู้สึกเขา แต่ดูลักษณะท่าทางไม่หวานอย่างชื่อ ออกจะเปรี้ยวและเปรียวเสียด้วยซ้ำไป “ชื่อไอซ์ครับ” ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ อย่างนึกเอ็นดู “อุ้ย...ชื่อน่ารักจังค่ะ” อัยกายิ้มกว้างกับคำชื่นชมจากแม่สาวน้อย ยังไม่ได้พูดอะไร เสียงใสแจ๋วของเธอก็ดังขึ้นอีกว่า... “พี่ไอซ์เป็นแฟนกับพี่น้ำพริกเหรอ” เมื่อถูกตั้งคำถามตรงประเด็นขนาดนี้ทำให้อัยกาถึงกับยิ้มเก้อกระดาก และอดคิดไม่ได้ว่าเด็กผู้หญิงสมัยนี้ใจกล้าดีแท้ แต่เธอก็พูดจาตรงไปตรงมา ไม่ได้เสแสร้ง ดัดจริตกระบิดกระบวนน่ารำคาญเหมือนพวกผู้หญิงหลายๆ คนที่เขารู้จัก นั่นทำให้น้ำผึ้งดูแตกต่างและน่าสนใจมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว “ไอซ์เขาเป็นเพื่อนทำงานที่เดียวกับพี่” น้ำพริกเป็นฝ่ายตอบข้อสงสัยนั้นเสียเอง เธอมองญาติผู้น้องด้วยสายตาตำหนิ หากแต่น้ำผึ้งทำเมินมองไม่เห็น ซ้ำยังหันไปพูดกับอัยกาด้วยน้ำเสียงแช่มชื่นขึ้นมาก “หนูก็นึกว่าเป็นแฟนกันน่ะซี เพราะไม่เคยเห็นพี่เขาพาผู้ชายมาบ้านสักคน ทั้งๆ ที่ก็แก่จนจะขึ้นคานได้อยู่แล้ว” “น้ำผึ้ง” น้ำพริกเรียกเสียงหนัก ทั้งใบหน้าร้อนซู่...เป็นความจริงว่าเมื่อยกเว้นทิวาไว้คนหนึ่งแล้วนั้น เธอก็ไม่เคยมีเพื่อนชายสักคน เมื่ออัยกามาอย่างนี้จึงกลายเป็นเรื่องแปลกประหลาดไป แต่เขาก็เพียงมาส่งด้วยเห็นว่าเป็นเวลามืดมากแล้วนั่นเอง “พี่ไอซ์เป็นเพื่อนกับพี่น้ำพริกนานหรือยังล่ะ” น้ำผึ้งยังคุยจ้อ ทั้งจ้องหน้าจ้องตาเขาด้วยความสนอกสนใจอย่างไม่ปิดบัง “ก็...ไม่นานเท่าไรนักหรอกครับ” ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ จะให้บอกยังไงกันละว่าเขาเพิ่งรู้จักกับน้ำพริกเมื่อวานนี้เอง ซ้ำยังมีเหตุการณ์บ้าๆ เกิดขึ้นอีกด้วย น้ำผึ้งทำท่าจะคุยอีกยาวเลยทีเดียว ถ้าไม่มีเสียงหนึ่งดังแทรกคั่นการสนทนาเสียก่อน... “ไอซ์ มืดมากแล้วคุณกลับไปเถอะ...ขอบคุณนะที่มาส่ง” อัยกาละสายตาจากเด็กสาวน้ำผึ้งที่มองเขาด้วยความอาวรณ์อย่างเปิดเผย...ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นเขาคงนึกรังเกียจ แต่คนนี้เขากลับมองว่าเธอช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียนี่กระไร...หัวใจเขาช่างแปลกพิกล “งั้นผมกลับก่อน เจอกันที่โรงแรมพรุ่งนี้นะ” อัยกาพูดกับน้ำพริก แล้วเลยมาทางอีกคนพร้อมรอยยิ้มหวานเชื่อม ทั้งน้ำเสียงก็หวานไม่แพ้กัน “น้ำผึ้ง พี่กลับก่อนนะครับ” “แล้วพี่ไอซ์มาอีกนะ น้ำผึ้งจะรอ” อัยกาไม่พูดอะไร หากแต่ยิ้มแก้มแทบปริ...เขาเดินกลับไปตามทางเดิม ขณะในใจยังครุ่นคิดถึงแต่เด็กสาวน่ารักที่เขามีโอกาสได้รู้จัก พร้อมๆ กับไม่ลืมถามตัวเองว่า ‘แล้วนี่จะกลับบ้านยังไงถูกหว่า’ น้ำผึ้งมองตามหลังอัยกาไปด้วยประกายตาฝันๆ... “พี่ไอซ์เขาหล่อเนอะ...นี่ถ้าได้ควงไปอวดเพื่อนๆ ที่วิทยาลัยแล้วละก็ มีหวังพวกมันได้อิจฉาตาร้อนจนไฟลุกพรึบพรับ กรี๊ดกร๊าดกันไปหลายวันเลยเชียวล่ะ อุ้ย...แค่คิดก็สนุกแล้ว” น้ำพริกปรายมองนิดหนึ่งกับประโยคนั้นของญาติผู้น้อง แล้วพูดเสียงนิ่งปกติ “น้ำผึ้ง เข้าบ้านไปได้แล้ว ไป” อีกฝ่ายชักสีหน้าขึ้นมาทันที แล้วกระแทกเสียงว่า “ไหนบอกเป็นเพื่อนกัน พี่หวงก้างหนูเหรอ” “พี่บอกเธอแล้วไงว่าพี่กับเขาเป็นแค่เพื่อนร่วมงานเท่านั้น” หญิงสาวพูดย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอย่างอดทน “ก็ขอให้จริงเถอะ...ถ้าหนูจะเอาพี่ไอซ์เป็นแฟน ถึงตอนนั้นพี่อย่ามาร้องว่าหนูแย่งแล้วกัน” “ไอซ์เขาคงไม่สนใจเธอหรอกกระมัง” น้ำพริกพูดแล้วก็ให้นึกเสียใจเป็นกำลัง อยากกัดลิ้นตัวเองนัก “พี่แน่ใจหรือว่าเขาไม่สนใจหนู” น้ำผึ้งเชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มมาดหมายระบายอยู่ทั่วมุมปาก “พนันกันไหมล่ะ...ไม่เกินเดือนหนูจะเอาพี่ไอซ์มาเป็นแฟนให้ดู” “น้ำผึ้ง นี่เธอ...” น้ำพริกพูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองญาติผู้น้องอย่างไม่เชื่อสายตา ขณะน้ำผึ้งเดินเอื่อยๆ เข้าบ้านไปอย่างสบายอารมณ์...พื้นนิสัยของอีกฝ่ายเป็นเช่นไร มีหรือน้ำพริกจะไม่รู้ น้ำผึ้งเป็นคนหัวรั้น เอาแต่ใจตัวเอง อยากได้อะไรต้องได้แม้สิ่งนั้นเป็นของคนอื่นก็ตาม ยิ่งห้ามปรามก็เหมือนยิ่งยุ นิสัยทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ น้ำพริกอยากคิดเพียงว่าเป็นเพราะน้ำผึ้งยังเด็กอยู่นั่นเอง หากอีกฝ่ายโตขึ้นมีวุฒิภาวะมากกว่านี้ อะไรๆ ที่น่าหนักใจก็คงทุเลาเบาบางลงไปเอง อย่างไรก็ตาม น้ำพริกไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าสิ่งที่วาดหวังอยู่นี้จะกลายเป็นเพียงเครื่องปลอบใจตัวเธอเองเท่านั้นในวันข้างหน้า “เกิดอะไรขึ้นลูก ทำไมกลับมามืดค่ำป่านนี้” คุณอุมาถาม พร้อมเดินเร็วเข้าไปหาลูกชายอย่างเป็นห่วงเป็นใย “ไม่มีอะไรหรอกครับแม่...ก็แค่ขึ้นรถผิดสาย” อัยกาตอบ สีหน้าเขายังทิ้งร่องรอยอารมณ์หงุดหงิดให้ได้เห็น คนเป็นแม่ฟังคำตอบแล้วถึงกับกลั้นหัวเราะ “แล้วลูกไปไหนมาล่ะ ถึงได้ขึ้นรถผิดสายน่ะ” “ไปบ้านเพื่อนครับ” คุณอุมาแปลกใจกับคำตอบนั้น...อัยกากลับมาเมืองไทยไม่นานก็มีเพื่อนแล้วหรือ ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยม แต่เพื่อนทุกคนของลูกชายเธอก็รู้จักเป็นอย่างดี และตอนนี้พวกเขาเหล่านั้นก็ยังอยู่ต่างประเทศทั้งสิ้น “เพื่อนคนไหน...แม่รู้จักไหม” “เพื่อนร่วมงานน่ะครับ” “พนักงานที่โรงแรมน่ะรึ” ผู้เป็นแม่ถามเสียงแปลกใจยิ่งขึ้น ชายหนุ่มพยักหน้า “ครับ...เธอเป็นเมด” “ผู้หญิง?” คุณอุมาจ้องหน้าจ้องตาลูกชายเหมือนจับผิดบางอย่าง “ครับ...ผู้หญิง” อัยกายิ้มๆ ไม่มีร่องรอยความผิดปกติใดให้เห็น “แล้วเป็นยังไง เธอสวยไหม” “สวย แต่ออกจะดูเศร้าๆ ครับ” เขาพูดไปตามความรู้สึก ใช่ล่ะ...น้ำพริกเธอเป็นผู้หญิงสวยสะดุดตามากคนหนึ่ง...สวยแต่เศร้าเหลือเกิน “แล้วลูกชอบเธอหรือเปล่า” “โอ...ถ้าใครไม่ชอบผู้หญิงคนนี้ก็บ้าแล้วครับ” “เธอสวยขนาดนั้นเชียวหรือ” “ทั้งสวย ทั้งน่ารัก แล้วดูนิสัยก็ดีมากๆ เลยล่ะครับแม่” อัยกาพูดเร็ว อีกทั้งน้ำเสียงเอาจริงเอาจังเสียจนคนฟังประหลาดใจ ด้วยคำตอบอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาของลูกชายนี่เองที่ทำให้คุณอุมานิ่งอั้นไปชั่วขณะ... ‘ตอนนี้อัยกาก็เพียงแค่ตื่นเต้นกับสิ่งที่เขาไม่เคยพบเห็น ไม่เคยได้ลงมือทำ และไม่เคยได้รู้จักกับคนที่อยู่ต่างสังคมกับเขาเท่านั้น’ เธอบอกตัวเองทั้งที่สังหรณ์เบื้องลึกบอกให้รู้ว่านี่จะต้องเป็นสาเหตุแห่งความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น...อีกไม่นานนี้หรอก เสียงพูดคุยจอแจค่อยเงียบหายไปทีละน้อย พร้อมๆ กับเสียงลากเท้าออกไปจากบ้านของผู้คนจำนวนร่วมสิบเห็นจะได้ น้ำพริกถอนหายใจยาว ขณะเปิดตู้เย็นขนาดกะทัดรัดที่ใช้งานมาหลายปี เห็นมีผัดผักเหลือติดก้นจานจากเมื่อเช้า นอกนั้นก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันพอให้นำออกมาทำกับข้าวสำหรับมื้อเย็นนี้ได้เลย “หิวแล้ว มีอะไรกินบ้างน่ะ พี่” “มีผัดผักเหลือจากเมื่อเช้า” หญิงสาวตอบ ขณะก้มๆ เงยๆ เลือกหยิบของที่คิดว่าพอกินได้ออกมาจากตู้เย็น “ยี้!” น้ำผึ้งร้อง พลางทำสีหน้ารังเกียจ “ใครจะกินลง...ของเหลือแท้ๆ” “ถ้าอย่างนั้นก็รอก่อน เดี๋ยวพี่จะทำแกงจืด แล้วเธอก็ช่วยพี่หุงข้าวทีซี น้ำผึ้ง” “หนูไม่ชอบกินแกงจืด” น้ำผึ้งว่า พลางกระแทกก้นนั่งบนเก้าอี้อย่างไม่สบอารมณ์ และทำท่าเหมือนไม่ได้ยินประโยคสุดท้ายนั้นด้วย “ถ้าไม่กินแกงจืด ก็ไม่มีอะไรให้กินแล้วล่ะ” น้ำพริกพูดน้ำเสียงอย่างอดทน “พี่ก็ออกไปซื้อของกินมาซี” “พี่ไม่มีเงินหรอก...ให้น้าไปหมดแล้ว” “เอ๊อ!” น้ำผึ้งร้องเสียงฉุนเฉียวขึ้นมาทันใด “ก็แล้วจะให้แกทำไมนะ รู้ๆ อยู่ว่าแม่มีเงินในมือได้ที่ไหน มีเท่าไหร่ก็โน่น...ละลายในวงไพ่หมด อย่างนี้แล้วยังจะให้แกอีก พี่นี่โง่จริงๆ นะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD