๑
เสียงกระดิ่งที่ประตูดังขึ้น ร่างสูงก้าวเท้าเข้ามาและมองหาเจ้าของร้านดอกไม้แห่งนี้ ก่อนที่จะพบว่าเธอกำลังวุ่นอยู่กับการจัดดอกไม้อยู่
“สวัสดีค่ะ ร้านดอกไม้พฤกษา ยินดีต้อนรับ..”
“พี่นที! มาทำอะไรคะ”แก้วกานต์เอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตามประสา นทีธรวางกล่องอาหารลงที่เคาท์เตอร์จ่ายเงิน และยืนกอดอกมองเธอ
ตอนนี้เป็นเวลาเลิกงาน ชุดที่เขาใส่จึงไม่ใช่ชุดข้าราชการแต่เป็นชุดกางเกงยีนส์และเสื้อยืดสีขาว พร้อมกับเสื้อคลุมสียีนส์
“เราคุยกันแล้วไงว่าเธอจะไม่ทำอะไรเลี่ยน ๆ แบบนี้อีก”
“เลี่ยน? อะไรเลี่ยนเหรอคะพี่นที”แก้วกานต์ทำท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ ทั้ง ๆ ที่ใจจริงเธอรู้อยู่แล้วว่าตัวเองทำอะไรไปให้นทีธรทาน
“เธอวาดรูปหัวใจใส่ไป อย่าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้”
“แหะ ๆ มันก็น่ารักดีออกค่ะ อีกอย่างข้าวข้างใน แก้วทำเป็นรูปน้องหมีด้วยนะ ออกจะเหมาะ”
“ยายแก้ว”
“ขา~”
“ฉันล่ะ เหนื่อยกับเธอจริง ๆ ”นทีธรถอนหายใจออกมา เด็กคนนี้ช่างพูดไม่รู้เรื่อง แต่เขาก็ไม่ได้ถือสาอะไรมากเพราะเห็นว่าเป็นน้องสาวที่เล่นด้วยกันตั้งแต่เด็ก ๆ อีกอย่างแก้วกานต์ก็ทำอาหารอร่อยดี รับไว้ก็ไม่เสียหายอะไร
“โอเคค่ะ แก้วจะไม่ทำอีกแล้วก็ได้ ว่าแต่พรุ่งนี้พี่นทีอยากทานอะไรคะ แก้วทำแบบเดิม ๆ ไป จะเบื่อไหม”
“เอาอะไรก็ได้ ใส่มาเถอะ ฉันทานได้หมดนั่นแหละ ไปล่ะ”
“อ้าว พี่นที! เดี๋ยวก่อนค่ะ!“แก้วกานต์เอ่ยเรียกนทีธรไว้ ชายหนุ่มหันกลับมามองก็พบว่าแก้วกานต์หยิบเอาดอกกุหลาบสีขาวยื่นมาให้นทีธรหนึ่งดอก ความยาวของก้านดอกกุหลาบทำให้ดอกกุหลาบดอกนั้นแตะไปที่จมูกของนทีธร
“อะไรของเธอเนี่ย เอาดอกกุหลาบมาจุ่มหน้าฉันทำไม”นทีธรขมวดคิ้วมองดูดอกกุหลาบ
“แก้วให้”
“ให้ทำไม”
“เอาไปเถอะน่า พี่นทีรู้ไหมคะ ว่าดอกกุหลาบสีขาวมีความหมายว่าอะไร”
“ไม่รู้ แล้วก็ไม่อยากรู้ด้วย แค่นี้ใช่ไหม ฉันจะได้ไป”นทีธรตัดบท
เขาดึงดอกกุหลาบสีขาวจากมือแก้วกานต์มา
“โหย! พี่นี่ชอบขัดมุกแก้วอยู่เรื่อยเลย!”
“นี่ เล่นเป็นเด็กไปได้ ฉันจะไปแล้ว”
“เหอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะทำของที่ไม่ชอบไปให้ทานซะเลยดีไหมเนี่ย”
แก้วกานต์ตะโกนตามหลังนทีธรออกมา
ภายในรถ ชายหนุ่มวางดอกกุหลาบสีขาวลงที่เบาะคนนั่ง
ทำไมจะไม่รู้ รู้สิ กุหลาบสีขาวหมายถึง ความรักที่จริงใจ บริสุทธิ์ ถ้าได้ดอกกุหลาบสีนี้จากใคร มันแทนความในใจของคน ๆ นั้นว่า รักนี้ไม่มีเจตนาร้ายแอบแฝง ไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ
ดอกกุหลาบเป็นดอกไม้พื้นฐานที่ผู้คนจะชอบให้เวลาจะสารภาพรักกับใครสักคน ดอกกุหลาบย่อมมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ถ้าเขาไม่รู้เรื่องรอบตัวก็ควรจะพิจารณาตัวเองแล้วล่ะ
ที่เขาพูดไปแบบนั้นเพราะเขาแค่ไม่อยากฟังในสิ่งที่แก้วกานต์กำลังจะบอก เขาพยายามทำตัวให้ปกติกับแก้วกานต์ให้มากที่สุด ไม่ว่าแก้วกานต์จะแสดงออกมายังไงก็ตาม
เป็นพี่น้องกันก็ดีอยู่แล้ว อย่าไปถึงขั้นนั้นเลย
“ครับพี่เพลิง”เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในขณะที่เขากำลังขับรถกลับที่พัก
เป็นสายจากอัคนีเองที่โทรเข้ามา “ไง วันนี้มาทานข้าวที่บ้านไหม”
“เมื่อเช้าผมไปมาแล้ว”
“พี่เห็นแล้ว ทะเลาะอะไรกับคุณนายเขาล่ะ พี่เรียกก็ไม่ได้ยิน”
“ขอโทษครับ ตอนนั้นผมรีบกลับลงมาทำงานน่ะ เลยไม่ได้ยินที่พี่เรียก”นทีธรเลี่ยงที่จะไม่ตอบเรื่องที่เขากับคุณนายจันทราพูดกันเมื่อเช้า
เขากลัวเรื่องมันจะลามกลับไปเรื่องเก่า เลยไม่พูดเสียดีกว่า
“ไม่เป็นไร แล้วว่ายังไง จะมาทานข้าวที่บ้านไหม”
“คงไม่ล่ะครับ ผมอยากพักผ่อนหน่อย เดี๋ยวกลับไปนี่ก็จะไปหาดูหนังฟังเพลงแล้วก็นอนแล้ว”
“โอเค แต่อาทิตย์หน้าวันเกิดหลานนะ ตาพายุกับยายปรางพูดถึงอานทีทุกวัน”พูดถึงลูกทั้งสองคน “จริงสิ พักนี้ผมไม่ได้เจอหลานเลย ไม่พลาดแน่นอนครับพี่”พอพูดสัพเพเหระกันจบ อัคนีก็วางสายไป
“กลับมาแล้วค่ะ”แก้วกานต์เอ่ยบอกกับรวีวัณที่กำลังนั่งเย็บผ้าอยู่
“มาแล้วเหรอ ที่ร้านเป็นยังไงบ้างล่ะ”รวีวัณถามคำถามแบบนี้กับ
แก้วกานต์ทุกครั้งที่เธอกลับมาจากร้าน
หญิงสาวยิ้มแป้นแล้วเข้ามากอดผู้เป็นแม่
“คิดถึงพ่อกับแม่มากเลย”
“ถามอีกอย่างตอบอีกอย่างนะเรา”รวีวัณทำเป็นเสียงดุใส่ลูกสาว แต่ก็ยิ้มให้อย่างเอ็นดู “ก็เหมือนเดิมค่ะ ลูกค้าก็น่ารักเหมือนเดิม~”
“เหนื่อยไหม ให้พ่อกับแม่ไปช่วยไหมลูก”อัสนีพูดขึ้น เขาเพิ่งกลับมาจากหาปลา ความจริงครอบครัวก็ไม่ได้ลำบากอะไร ที่อัสนีทำเพราะลูกสาวให้นั่งให้นอนอยู่แต่บ้าน เขาจึงไม่มีอะไรทำ ทำให้เขาออกไปหาปลามาไว้ทำกินก็แค่นั้น
เห็นลูกสาวเป็นเหมือนเด็กกะโปโลแบบนี้ แต่แก้วกานต์เป็นคนเก่ง
เธอสามารถทำงานได้เองโดยไม่ต้องพึ่งใคร และสิ่งที่น่าดุที่สุดคือ เธอไม่เคยเอ่ยปากขอให้อัสนีและรวีวัณช่วยแม้แต่ครั้งเดียว
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพ่อ แก้วทำได้ สบาย!”
“สบายแต่เห็นกลางค่ำกลางคืน นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ทุกคืน”รวีวัณดุลูกสาว
“นิดหน่อยน่ะค่ะ มันไม่ได้ลำบากอะไรเลยนะ สนุกจะตาย”
“เอาเถอะ มีอะไรให้พ่อกับแม่ช่วยก็บอก อย่าเก็บไว้คนเดียวเข้าใจไหม”คนเป็นพ่อพูดขึ้น แก้วกานต์ตอบรับและขอตัวไปอาบน้ำอาบท่า จะได้มานั่งทานข้าวกับครอบครัว
สิ่งที่เธอเครียดมันไม่ได้หนักหนาอะไรสำหรับเธอ แต่สำหรับคนเป็นพ่อแม่ ไม่มีใครอยากเห็นลูกเครียดกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ หรอก เห็นลูกเหนื่อยแค่นิดเดียวก็พร้อมจะช่วยแล้ว
ที่เธอหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ทุกวัน เป็นเพราะเธอต้องทำบัญชีและตรวจบัญชีเอง เธอไม่อยากให้ใครทำให้ เห็นเป็นแบบนี้ก็ไว้ใจคนยาก (อยู่) เหมือนกัน
เอาเถอะน่า พ่อกับแม่ก็เครียดไปตามประสา เธอพยายามบอกพวกท่านแล้ว แต่ก็ตามนั้นแหละ คนเป็นพ่อแม่ย่อมเป็นห่วงลูกเสมอ
หลังจากที่ทานข้าวเสร็จ แก้วกานต์ก็เอาดอกไม้ใส่แจกันที่เพิ่งทำความสะอาดเสร็จ ขึ้นวางบนหิ้งที่ต่ำลงมาจากหิ้งพระ
เธอจุดธูปหนึ่งดอกละพนมมือไหว้ก่อนจะปักลงที่หน้ารูป
“วันนี้พี่นทีมาหาแก้วที่ร้านด้วยล่ะพี่นัย”
“แก้วดีใจมากเลย ถึงแม้ว่าเขาจะมาเพื่อดุแก้วก็ตาม แหะ ๆ ”
“แต่! แก้วไม่ได้ไปแกล้งพี่เขานะคะ พี่นัยอย่าดุแก้วอีกคนล่ะ”
“แต่จะว่าไป..พรุ่งนี้วันเกิดพี่นัยแล้วนี่น่า อืม..เดี๋ยววันนี้แก้วรีบนอนดีกว่า จะได้ตื่นเช้า ๆ ไปทำกับข้าวใส่บาตรให้พี่ แล้วตอนเย็นแก้วจะรีบปิดร้านเพื่อมาฉลองกับพ่อแม่ให้พี่ด้วย! ดีใจใช่ไหมล้า~ แต่พี่ก็คงเฉย ๆ ไปแล้วล่ะ ใช่ไหม? เพราะแก้วทำแบบนี้ทุกปีอยู่แล้วนี่เนอะ”
.....
“แก้วคิดถึงพี่นะ”