เรื่องทวงรักรุ่นพี่วิศวะ
เขียนโดย นามปากกาแอดมินตัวกลม
+++++++++++++++++++++++++++
เรื่องนี้เป็นภาคต่อที่มาจากเรื่อง พิษรักนายวิศวะ
ซึ่งเป็นภาคของพี่แบดซ์ กับ น้องแสนดี สองเรื่องนี้สามารถอ่านแยกได้ไม่งงค่ะ แต่ถ้าจะให้ฟินครบเครื่องต้องไปอ่านภาคของพ่อแม่นะคะ จะได้รู้ว่าพ่อแม่เขาสุดแค่ไหน
+++++++++++++++++++++++++++++
ดึกดื่นค่ำคืนแบดซ์ที่นั่งตรวจงานอยู่ในห้องทำงานถึงกับต้องถอดแว่นสายตาออกเพื่อพักสายตาของเขา พร้อมกับเอนตัวไปที่เก้าอี้ทำงานเพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย เพราะช่วงนี้เขาทำงานหนักมากเกินไปแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนเลยก็ว่าได้
เมื่อมองดูเวลาก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว ชายวัยกลางคนถอนหายใจออกมา เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะนั่งทำงานเลยเวลานอนมามากมายถึงเพียงนี้
เสียงรถยนต์ที่ขับเข้ามาทำให้เขาหันไปมองที่นอกหน้าต่าง
แบดซ์ลุกขึ้นไปยืนดูที่ระเบียง ก็เห็นว่าคงจะเป็นใครไปเสียไม่ได้ถ้าไม่ใช่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขานั่นเอง
"กว่าจะกลับมาได้นะพ่อตัวดี ไปทำอะไรมาดึก ๆ ดื่น ๆ ขนาดนี้ จะว่าไปก็ว่าไม่ได้เพราะตอนที่เราเป็นหนุ่มเราก็แบบนี้นี่นา" แบดซ์บ่นอุบอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น และไม่วายหัวเราะให้กับความคิดของตัวเอง และเพียงไม่นานที่คนที่เขาเอ่ยถึงก็เดินเข้ามาในห้องทำงานของเขานั่นเอง
"พ่อยังไม่นอนเหรอครับเนี่ย" ชายหนุ่มที่ไม่ว่าจะมองยังไงมันก็ไม่ต่างกับแบดซ์ที่ส่องกระจกมองตัวเองเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วนัก
ก็จะไม่ให้คิดว่าเหมือนตัวเองได้ยังไงก็ในเมื่อเจ้าลูกชายเพียงคนเดียว หัวแก้วหัวแหวนของบ้านที่ตอนนี้โตเป็นหนุ่มในวัย 22 ปีแล้วนั้นไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ที่ได้เขามาเต็ม ๆ ทั้งผิวพรรณก็ได้คนเป็นแม่อย่างแสนดีที่ขาวหมดจดไม่ต่างกับคนที่อาบน้ำวันละร้อยรอบก็ว่าได้
อีกท้้งริมฝีปากยังสีชมพูระเรื่อ ไม่ต่างจากคนที่ทาลิปกลอสเลยก็ว่าได้ อีกทั้งเจ้าลูกคนนี้ยังเชื้อไม่ทิ้งแถว
เพราะมันดันไปทำสีผมสีบรอนส์เหมือนกับเขาตอนเป็นหนุ่มไม่มีผิด คิดมาถึงตรงนี้ทำเอาแบดซ์ได้แต่ยิ้มออกมา เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องราวในอดีตนั่นเอง
"พ่อ พ่อครับใจลอยไปไหนเนี่ย อย่าบอกนะว่าแอบไปมีกิ๊กผมจะฟ้องแม่ !! "
คำพูดนี้ทำเอาหนุ่มใหญ่ถึงกับตื่นจากภวังค์ ก่อนจะหุบยิ้มและหันไปมองหน้าลูกชายเพียงคนเดียวอย่างเอาเรื่อง
"สาบานได้ว่านั่นปาก ? " แบดซ์ถึงกับเอียงคอมองลูกชายเพียงคนเดียวของเขา ที่ตอนนี้เอาแต่ยืนพิงประตูห้องด้วยท่าทางที่กวนประสาทเป็นที่สุด ถ้าเป็นสมัยวัยรุ่นคงเรียกว่าท่าทางการยืนของลูกชายนั้น ไม่ต่างกับยืนอ้อนตีนเป็นอย่างมาก
"ก็เรียกพ่อตั้งนานใจลอยไปไหน แล้วนี่ทำไมยังไม่นอนครับ" โจชัวเอ่ยถามพ่อก่อนจะเดินเข้าไปในห้องทำงานของพ่อเขานั่นเอง
"ถ้านอนแกจะเห็นพ่อเหรอ โจชัว " คราวนี้ผู้เป็นพ่อถามอย่างยียวนกวนประสาทไม่ต่างกัน เรียกว่าสองคนพ่อลูกคู่นี้ต่างก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากันเป็นอย่างมาก
"พ่อนี่ลูกนะ"
โจชัวถึงกับร้องออกมาเสียงดังลั่นก่อนจะเดินไปสวมกอดผู้เป็นพ่อ และอ้อนพ่อไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อย เพราะนอกจากจะกอดแล้วนั้นเขายัหอมผู้เป็นพ่ออย่างไมรู้สึกอายสักนิด
"ก็อยากมากวนพ่อทำไมล่ะ พ่อจะบอกให้นะก่อนที่พ่อจะหยุด พ่อเคยสุดมาก่อน"
แบดซ์พูดและหัวเราะเสียงดังลั่น แต่ต้องรีบหยุดเพราะคนที่เดินเข้ามาในห้องทำงานตอนนี้กำลังกอดอกยืนมองสองพ่อลูกกอดกันกลม
"หัวเราะอะไรกันเสียงดังลั่นคะเนี่ย พ่อลูกคู่นี้แล้วดูกอดกันนี่มันอะไร " แสนดีเอ่ยถามทั้งสองคนก่อนที่โจชัวจะรู้งานรีบผละจากพ่อไปกอดแม่ของเขาในทันที
"แม่ครับ แม่ยังไม่นอนเหรอครับนี่ก็ดึกมากแล้วนะครับ"
"ไม่ต้องมาอ้อนแม่เลย ไปไหนทำไมกลับเอาป่านนี้ "
คราวนี้แสนดีถามลูกชายอย่างเอาเรื่องทำเอาโจชัวถึงกับกลืนน้ำลายลงคอ และทำเป็นหาว
"ลูกคงง่วงแล้ว ให้ลูกไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะที่รัก "
แบดซ์รีบหาทางช่วยลูกชายของเขา
"ถ้าง่วงก็ต้องกลับตั้งแต่หัวค่ำ ไม่ใช่กลับมาเวลานี้แล้วบอกง่วง !! "
"ก็ได้ๆ ไปงานวันเกิดเพื่อนมาครับแม่เลยกลับดึก "
"แล้วกินอะไรมาหรือยัง ถ้ายังแม่จะไปทำให้กิน"
"คุณ ลูกเราโตแล้วนะให้เขาหากินเองเถอะ เมื่อกี้ยังดุลูกอยู่เลย" แบดซ์รีบเบรกแสนดีเอาไว้
"หุบปาก !! เมื่อกี้นี้ยังเข้าข้างลูกอยู่เลย"
"เดี๋ยวๆ อย่าทะเลาะกันครับทั้งพ่อและแม่เลย เอาเป็นว่าพ่อกับแม่ไปนอนทั้งคู่เลยครับ ดึกแล้วนะพ่อกับแม่ต้องพักผ่อน" ว่าแล้วโจชัวก็เดินไปจูงมือพ่อและแม่ของเขา ก่อนจะพาท่านทั้งสองคนไปที่หน้าห้องนอน
"ฝันดีนะครับ พ่อ ฝันดีนะครับแม่"
โจชัวหอมแก้มของพ่อและแม่ของเขาคนละที โดยที่ไม่มีความเขินอายเลยสักนิด
แน่ล่ะ เพราะทั้งแบดซ์และแสนดีปลูกฝังลูกในเรื่องของความรักที่มีให้คนในครอบครัวมาตั้งแต่เล็กแล้ว
"เหมือนกันนะลูก"
แสนดีหอมแก้มลูกและสวมกอดเอาไว้แน่น ก่อนที่ทั้งสองจะผละออกจากกันและแยกย้ายกันไปในที่สุด