บทที่ 6
เมื่อมาถึงลานขี่ม้า รถม้าก็หยุดลงที่หน้าทางเข้า ทุกคนที่มาที่นี่จะต้องเดินเข้าไปด้านใน ไม่ว่าจะมีฐานะอะไรก็ตาม
ซูเซียวเทียนลงจากรถม้าเป็นคนแรก ตามด้วยลู่ลี่อินที่มีสาวใช้คอยประคองลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง แต่เมื่อถึงคิวที่ลู่เหม่ยซานจะต้องลงบ้าง ชิงชิงสาวใช้ข้างกายของนางก็เข้าไปยืนข้างรถม้า เพื่อรอรับเจ้านาย แต่จนแล้วจนรอดหญิงสาวที่อยู่บนรถม้าก็ไม่ยอมลงมาเสียที
“คุณหนู ลงมาได้แล้วเจ้าค่ะ ยืนอยู่แบบนั้นมันอันตรายนะเจ้าคะ” นางเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง เกิดม้าเกิดพยศขึ้นมาจะเกิดอันตรายเอาได้
“พี่เซียวเทียน มาช่วยประคองข้าได้หรือไม่ ข้ากลัว” นางแสร้งทำท่าทีหวาดกลัวที่ดูเพียงตาเดียวก็รู้ว่าเสแสร้ง แต่นางหาได้สนใจไม่ เพราะอันดับแรกตอนนี้คือต้องเข้าไปอยู่ในสายตาของเขาก่อน ไม่ว่าจะต้องเสแสร้งแกล้งทำมากเท่าใดก็ตาม แล้วเขาจะจำขึ้นใจเลยทีเดียว
“เสแสร้ง”
“ท่านพูดกับข้าแรงไปหรือไม่” แม้จะเตรียมใจรับคำด่าเอาไว้แล้วบ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะด่าออกมาตรง ๆ แบบนี้
“หรือไม่จริง?”
“สรุปแล้วจะมาประคองข้าหรือไม่” นางเลือกที่จะไม่ถกเถียงกับเขา เพราะมันจะดูไม่งาม
“หึ!” เขาหัวเราะออกมาในลำคออย่างเบื่อหน่าย แต่ก็ยอมทำตามคำขอของนางอย่างง่ายดาย เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน เหตุใดจึงไม่สามารถปฏิเสธนางได้เลย
เขาเดินไปหยุดลงข้างรถม้า ก่อนจะยื่นมือออกไปประคองนางลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง หญิงสาวที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มกว้างออกมา ในที่สุดแผนการแรกของนางก็ผ่านไปด้วยดี นางจะต้องดึงความสนใจของเขามาที่นางให้ได้ จากนี้แผนการต่อไปของนางก็คงจะง่ายขึ้นมาก
ซูเซียวเทียน อย่างไรท่านก็ไม่มีทางหนีข้าไปได้แน่นอน ท่านจะต้องมาสยบอยู่แทบเท้าของข้า เพียงแค่คิดก็มีความสุขแล้ว ฮ่า ๆๆๆ หญิงสาวได้แต่คิดแผนการชั่วร้ายในหัว โดยไม่รู้เลยว่าเขาเองก็มีแผนการร้ายเช่นกัน
“ในเมื่อมิให้สตรีขี่ม้า แล้วคุณหนูจางจะชวนเรามาที่นี่ทำไม” ลู่เหม่ยซานถามขึ้นอย่างค่อยไม่เข้าใจเท่าใดนัก หรือว่าสถานที่แห่งนี้มีอะไรให้ทำมากกว่าขี่ม้ายิงธนูหรือ
“คนหนุ่มสาวมักจะมานัดพบกันที่นี่ และมีกิจกรรมอื่น ๆ ให้ทำอีกมากมาย มิใช่มีเพียงขี่ม้ายิ่งธนูเท่านั้น” พี่ใหญ่ก็เคยมาที่นี่มิใช่หรือ เหตุใดต้องถามในสิ่งที่คนรู้อยู่แล้วด้วย แม้ลู่ลี่อินแม้จะไม่เข้าใจเจตนาของพี่สาว แต่นางก็ยอมตอบแต่โดยดี
“อ๋อ... ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” นางพยักหน้าอย่างเข้าใจ ยังมีอีกหลายอย่างที่นางต้องเรียนรู้ นางมองไปรอบ ๆ บริเวณจนไปสะดุดตาเข้ากับสนามแข่งม้า ที่ตอนนี้กำลังมีคนประลองกันอยู่ “มีประลองม้าด้วยหรือ น่าสนใจยิ่งนัก”
ยังไม่ทันที่ผู้ใดได้เอ่ยอะไรต่อ ทั้งสามก็เดินมาถึงบริเวณที่กลุ่มของเถียนเวยซียืนรออยู่ แต่ลู่เหม่ยซานก็ไม่สนใจ เอ่ยถามซูเซียวเทียนต่อ
“ท่านเคยลงประลองหรือไม่”
ซูเซียวเทียนเมื่อได้ยินคำถาม ก็ปรายตามองนางครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ไม่”
“เหตุใดจึงไม่เคยเล่า” บุรุษมิใช่ชอบการประลองอะไรแบบนี้หรือ
“ข้าไม่มีเหตุผลที่จะต้องประลองกับผู้ใด” เรื่องการประลองไม่เคยอยู่ในหัวของเขาเลยสักครั้ง และที่สำคัญเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องประลองไปเพื่อเหตุใด
ลู่เหม่ยซานเมื่อได้ยินแบบนั้นก็คิดแผนการดี ๆ ออก นางอยากจะเห็นฝีมือของเขาด้วยตาของนางเองสักครั้ง หญิงสาวขยับเข้าไปใกล้ ๆ พลางเอ่ยกระซิบให้ได้ยินกันเพียงสองคน “ท่านไม่เคยคิดที่จะประลองเพื่อนางในดวงใจเลยหรือ”
“เจ้าอยากให้ข้าลงประลองหรือ” หลังจากได้ยินคำพูดของนาง เขาก็รู้ได้เลยทันทีว่านางต้องการที่จะให้เขาทำอะไร
“ข้าให้ท่านช่วยสอนข้าขี่ม้า ข้าก็มีสิทธิ์รู้มิใช่หรือว่าท่านมีฝีมือมากแค่ไหน” นางหาสารพัดข้ออ้างเพื่อให้ได้เห็นฝีมือของเขา เพราะนางก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ว่าที่สามีของนางมีฝีมือมากเพียงใด หญิงสาวได้แต่คิดเองเออเองในใจ
“แล้วเจ้าอยากให้ข้าประลองกับผู้ใดเล่า”
คนทั้งหมดได้แต่ยืนมองทั้งสองคุยกันอย่างสนิทสนม ก็ได้แต่เกิดข้อสงสัยขึ้นในใจ ด้วยไม่มีใครรู้เลยว่าทั้งสองไปรู้จักและสนิทสนมกันตอนไหน เพราะที่ผ่านมาทั้งสองแทบจะไม่เคยกันพูดคุยต่อหน้าผู้อื่นเลย
“คุณชายไป๋ต้องการที่จะประลองม้าหรือไม่เล่า” นางไม่ตอบเขา แต่เลือกที่จะหันไปถามบุรุษที่ยืนอยู่ตรงข้าม นางก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าระหว่างพระเอกและตัวร้าย ผู้ใดจะมีฝีมือร้ายกาจมากกว่ากัน แต่นางคิดว่าอย่างไรว่าที่สามีของนางก็ต้องเป็นผู้ชนะ
เมื่อได้ยินคำท้าทายของลู่เหม่ยซาน ชายหนุ่มก็นิ่งเงียบไป เขารู้ดีว่าฝีมือของตนนั้นไม่สามารถสู้กับซูเซียวเทียนได้เลย แต่เขาจะไม่มีทางเสียหน้าต่อหน้าคนรักของเขาอย่างแน่นอน เขาคิดไว้แล้วว่านางจะต้องมีแผนร้าย และแผนการนั้นก็คงไม่พ้นร่วมมือกับซูเซียวเทียนอย่างแน่นอน
“ข้าจะลงประลอง”
“พี่เซียวเยี่ยน!!” เถียนเวยซีร้องขึ้นอย่างตกใจ เพราะในเมืองหลวงทุกคนต่างรู้ดีว่าไม่มีผู้ใดสามารถสู้กับซูเซียวเทียนได้ นางไม่ได้กลัวว่าเขาจะแพ้ แต่นางกลัวว่าเขาจะได้รับอันตรายจากการแข่งครั้งนี้
“ดี เช่นนั้นก็แยกย้ายกันไปเตรียมตัวเถิด” เขายกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ จากนี้ก็จะได้รู้เสียทีว่าบุรุษผู้นี้มิได้มีดีอะไรเลย
ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปเตรียมตัว โดยที่ลู่เหม่ยซานและน้องสาวเดินตามซูเซียวเทียนไป ทำให้จางเจียวซินมองตามอย่างแปลกใจ เพราะหากเป็นเมื่อก่อนลู่เหม่ยซานต้องตามติดไป๋เซียวเยี่ยนมิใช่หรือ
“เหตุใดนางจึงแปลกไปเช่นนี้” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ เพราะนางดูแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด หรือนางมีแผนการอะไรในใจกัน
“แบบนี้ก็ดีแล้วมิใช่หรือ นางจะได้ไม่ต้องมายุ่งวุ่นวายกับพวกเราอีก” เถียนเวยซีเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีอ่อนโยน เพราะนางก็เหนื่อยที่จะคอยรับมือกับสตรีผู้นั้นแล้ว มิสู้ต่างคนต่างอยู่แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือ
“เป็นแบบนั้นก็ดีนะสิ ข้าละกลัวว่านางจะมีแผนการร้ายมากกว่า ยิ่งไปอยู่กับคุณชายซูเช่นนั้นยิ่งไว้ใจไม่ได้” นางว่าสองคนนั้นจะต้องมีแผนการอย่างแน่นอน เพียงแค่นางยังไม่รู้ว่ามันคืออันใดกันแน่ เพราะคนอย่างลู่เหม่ยซานจะไม่ยอมรามือง่าย ๆ เช่นนี้หรอก
“ช่างเถิด พวกเรามาเอาใจช่วยพี่เซียวเยี่ยนดีกว่า เพราะไม่รู้ว่าคุณชายซูจะคิดทำการอันใดหรือไม่” ตอนนี้นางห่วงแค่เพียงเรื่องเดียวคือคนรักของนางจะได้รับอันตรายหรือไม่
จางเจียวซินได้แต่พยักหน้าอยากไม่พอใจ นางจะต้องรู้ให้ได้ว่าลู่เหม่ยซานคิดทำการใดกันแน่
หลังจากเตรียมตัวกันเสร็จ ซูเซียวเทียนและไป๋เซียวเยี่ยนก็ลงไปที่ลานประลองทันที การประลองในครั้งนี้เป็นที่สนใจของทุกคนที่อยู่ที่นี่เป็นอย่างมาก เพราะทุกคนยังไม่เคยเห็นฝีมือในการประลองของซูเซียวเทียนเลยสักครั้ง ครั้งนี้ถือว่าพวกเขาโชคดียิ่งนัก
การประลองเริ่มขึ้นอย่างดุเดือด คนที่มาชมการประลองก็พากันพูดถึงแต่เรื่องนี้ และพากันลงเดิมพันกันอย่างสนุกสนาน
“ข้าว่าอย่างไรคุณชายซูก็ชนะอย่างแน่นอน” ชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ เพราะเขาเคยเห็นฝีมือของคุณชายซูมาแล้ว ช่างร้ายกาจยิ่งนัก
“ข้าว่าคุณชายไป๋ต้องเป็นผู้ชนะ คุณชายอันดับหนึ่งจะแพ้ได้อย่างไร” เขาไม่เชื่อหรอกว่าไป๋เซียวเยี่ยนจะพ่ายแพ้ให้กับซูเซียวเทียน
การแข่งขันยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและดุเดือด ทั้งสองยังไม่มีทีท่าว่าใครจะเป็นผู้ชนะ ทว่าเมื่อดูจากการขี่ม้า การบังคับม้าดูเหมือนว่าฝั่งของซูเซียวเทียนจะเป็นฝ่ายได้เปรียบกว่ามาก เพราะเขายังคงดูสบาย ๆ ต่างจากไป๋เซียวเยี่ยนที่ตอนนี้แทบจะทรงตัวไม่ได้
การแข่งขันดำเนินมาถึงรอบที่สองก็ยังคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น และจะแข่งกันทั้งหมดห้ารอบ เถียนเวยซีและสหายต่างก็จ้องเหตุการณ์ในสนามไม่วางตา เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของคนรัก
ส่วนทางด้านของลู่เหม่ยซานและน้องสาวก็ไม่ได้มีท่าทีกังวลแต่อย่างใด ตอนนี้แม้จะมองเพียงตาเดียวก็รู้อยู่แล้วว่าอย่างไรซูเซียวเทียนต้องเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน นางมั่นใจในตัวของเขา
แต่ในระหว่างการแข่งขันก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เมื่อซูเซียวเทียนเร่งม้าแซงไป๋เซียวเยี่ยนขึ้นไป จนเขาไม่สามารถตามทัน จึงทำให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นเสียงดังรอบ ๆ สนาม แต่ยังไม่ทันที่เสียงฮือฮาครั้งแรกจะสิ้นสุด เสียงฮือฮารอบสองก็ดังขึ้นยิ่งกว่าเดิม
นั่นก็เป็นเพราะซูเซียวเทียนที่นำไปก่อนนั้นหยุดลงอย่างกะทันหัน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหันหน้ามาเผชิญหน้ากับไป๋เซียวเยี่ยนที่กำลังขี่ม้าตรงเข้ามา
"นั่นเขาคิดจะทำอันใด อีกเพียงรอบเดียวก็จะชนะแล้วเชียว" ทุกคนต่างไม่เข้าใจการกระทำของเขาเลยแม้แต่คนเดียว เพราะอีกเพียงนิดเดียวก็จะชนะอยู่แล้ว เหตุใดจึงได้หยุดลงกะทันหันแบบนั้น
ทันทีที่ไป๋เซียวเยี่ยนใกล้เข้ามาถึง เขาก็สั่งให้ม้าออกตัวทันที ม้าที่ได้รับคำสั่งก็ออกตัวด้วยความรวดเร็ว ไม่ได้สนใจคู่แข่งที่กำลังตรงมาทางนี้เลยแม้แต่น้อย
ไป๋เซียวเยี่ยนเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบสั่งให้ม้าตัวเองหยุดทันที เพราะคิดไม่ถึงว่าเขาจะกล้าทำถึงขั้นนี้ เสียงกรีดร้องของสตรีดังลั่นสนามด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าจะต้องมาเห็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวเช่นนี้
ชายหนุ่มที่เห็นภาพตรงหน้าก็ได้แต่ยกยิ้มขึ้นอย่างร้ายกาจ ก่อนจะเบี่ยงม้าของตัวเองออกก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายขึ้นจริง ๆ