บทที่ 7
เถียนเวยซีที่เห็นเหตุการณ์ก็แทบจะประคองสติของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ นางยกมือปิดปากด้วยความตกใจ และกรีดร้องออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เพราะกลัวว่าคนรักจะได้รับบาดเจ็บ
ซูเซียวเทียนหยุดม้าของตัวเองลง ก่อนจะหันกลับแล้วออกตัวด้วยความรวดเร็ว และแซงหน้าม้าของไป๋เซียวเยี่ยนที่ยืนนิ่งเพราะเจ้านายของมันยังคงตกใจ และกว่าที่เขาจะดึงสติของตนเองกลับมาได้ ม้าของคู่แข่งก็นำไปไกลแล้ว เขาจึงรีบเร่งม้าตามไปอย่างไม่คิดชีวิต ทว่าก็ไม่ทันเวลา เพราะซูเซียวเทียนได้ถึงเส้นชัยไปก่อนแล้ว
ทันทีที่ชายหนุ่มขี่ม้าเข้าเส้นชัย เสียงโห่ร้องยินดีก็ดังขึ้นเสียงดัง เพราะคนส่วนมากที่อยู่ในนี้ก็เดิมพันฝั่งของเขาอยู่แล้ว และห่างกันเพียงไม่นาน ไป๋เซียวเยี่ยนก็ควบม้าตามมาทัน และหยุดลงข้าง ๆ เขา
เถียนเวยซีที่เห็นว่าการแข่งขันจบลงแล้ว ก็รีบวิ่งเข้าไปหาคนรักด้วยความห่วงใยทันที
“พี่เซียวเยี่ยนเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ” นางเอ่ยถามพลางมองสำรวจร่างกายของคนรักด้วยความเป็นห่วง แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเมื่อครู่ไม่ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเขา
“ข้ามิได้เป็นอันใด ซีเอ๋อร์อย่างได้กังวล” เขาเอ่ยขึ้นเพื่อให้หญิงคนรักสบายใจ แม้จะรู้สึกเสียหน้ากับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นที่จะต้องอับอายจนไม่สามารถสู้หน้าผู้ใดได้
“พี่เซียวเทียนเก่งมากเลยเจ้าค่ะ ยิ่งตอนที่ขี่ม้าเข้าปะทะกับคุณชายไป๋ ท่านยิ่งดูสง่างามสมกับเป็นชายชาตรีมากเลยนะเจ้าคะ” ลู่เหม่ยซานเอ่ยชมเขาอย่างไม่รู้สึกกระดากปาก ทั้งที่สิ่งที่ชายหนุ่มทำเมื่อครู่หาใช่เรื่องที่น่าชื่นชมไม่
ฝั่งของจางเจียวซินได้แต่มองบนให้กับคำพูดของลู่เหม่ยซาน นางไม่เคยคิดเลยว่าจะมีผู้ที่จะกล้าเอ่ยคำนี้ออกมา หลังจากการกระทำของเขาเกือบทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ
“ข้าว่านี่ก็ไม่เช้าแล้ว พวกเราแยกย้ายกันกลับเลยดีหรือไม่ เดี๋ยวคนที่จวนจะเป็นห่วงเอาได้” เถียนเวยซีเอ่ยขึ้นเพื่อคลายความตึงเครียดระหว่างคนทั้งหมด เห็นทีจะต้องแยกย้ายกันเสียที่ มิเช่นนั้นนางเกรงว่าจะเกิดเรื่องแบบเมื่อครู่นี้ขึ้นอีก
“ดี ข้าก็เบื่อที่จะอยู่ที่นี่แล้วเหมือนกัน” ลู่เหม่ยซานเอ่ยขึ้นอย่างไม่ไว้หน้าคนก่อนหน้าเลยแม้แต่น้อย เพราะนางไม่เห็นถึงความสำคัญที่จะต้องญาติดีกับคนพวกนี้เลย
“เช่นนั้นก็แยกย้ายกันเถิด ข้าขอตัวตัว” ซูเซียวเทียนเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรที่จะต้องจัดการแล้ว เขาก็แยกตัวออกมาทันที แต่ก็ไม่วายถูกเกาะติดโดยลู่เหม่ยซานอยู่ดี
“พี่เซียวเทียนรอข้าด้วย ข้าและน้องสาวมารถม้าคันเดียวกับท่าน ท่านลืมไปแล้วหรือ” ลู่เหม่ยซานยังไม่ยอมปล่อยชายหนุ่มไปง่าย ๆ นางลงทุนยอมทำถึงเพียงนี้ จะปล่อยให้เขาหลุดมือไปได้อย่างไร ไม่มีทาง!!
แต่เขาก็ไม่ว่าอะไร ปล่อยให้นางเดินตามอยู่แบบนั้น เพราะเขาดูแล้วว่าอย่างไรนางก็ไม่มีทางปล่อยให้เขาจากไปง่าย ๆ อย่างแน่นอน ไม่รู้ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของนางคืออะไรกันแน่ ถึงได้ยอมทำถึงเพียงนี้ เขาต้องรู้ให้ได้ว่านางต้องการอะไร
ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ต้องยอมไปส่งนางที่จวน เพราะหากไม่ยอมไปส่ง นางก็จะไม่ยอมกลับจวนเองเช่นนั้น และตลอดเส้นทางนางยังคงไม่ยอมปล่อยให้เขาอยู่อย่างสงบ คอยหาเรื่องกลั่นแกล้งเขาอยู่เสมอ จนเมื่อไปถึงจวนของนาง ความสงบของเขาจึงกลับคืนมาอีกครั้ง
ซูเซียวเทียนหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า ตอนนี้เขาไม่รู้เลยว่าควรจะต้องรู้สึกอย่างไร และยังไม่รู้เลยว่านางคิดที่จะทำอันใด เพราะนางเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันที่จะมีใครได้ตั้งตัวได้ แต่ไม่เป็นไร เรื่องเพียงเท่านี้ไม่เกินความสามารถของเขาหรอก เขาลงทุนไม่มากมาย จะไม่ยอมรามือเด็ดขาด
ลู่เหม่ยซานนั่งเหม่อมองออกไปนอกศาลาด้วยสายตาเบื่อหน่าย หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาสามวันแล้ว ที่นางไม่ได้พบหน้าชายอันเป็นที่รัก ช่างคิดถึงเขาเหลือเกิน...
“เห้อ...” หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ ที่นี่แม้จะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่ก็ไม่มีอะไรให้ทำมากมายนัก จึงออกจะน่าเบื่อหน่ายไม่น้อย
“พี่ใหญ่เป็นอันใดหรือ” ลู่ลี่อินที่นั่งมองพี่สาวถอนหายใจออกมาหลายรอบก็ได้แต่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เพราะนางไม่เคยเห็นพี่สาวเป็นเช่นนี้มาก่อน
“ข้ารู้สึกเบื่อนิดหน่อย ที่นี่ไม่มีอันใดทำนอกจากอ่านหนังสือ ปักผ้า แล้วหรือ” นางหันหน้าไปบ่นกับน้องสาวอย่างอดไม่ได้ นางเบื่อยิ่งนักที่ต้องมานั่งอุดอู้อยู่ในจวนเช่นนี้
“แล้วพี่ใหญ่อยากออกไปที่ใดเล่า” นางเอ่ยถาม พลางวางมือจากผ้าที่กำลังปักอยู่
“ไปหาพี่เซียวเทียนได้หรือไม่” นางยังคิดไม่ออกว่าอยากจะทำอะไร หากเป็นไปได้ในตอนนี้นางก็อยากจะพบหน้าของเขา
“ได้สิ” หญิงสาวตอบอยากไม่ลังเล ตอนเด็ก ๆ พวกนางก็ไปที่จวนสกุลซูออกบ่อย เรื่องแค่นี้ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร
“จริงหรือ” นางถามขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ คิดที่จะไปสกุลซูก็ไปได้เลยหรือ ไม่คิดว่าสกุลลู่กับสกุลซูจะสนิทชิดเชื้อกันถึงขั้นสามารถไปที่จวนกันโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าได้
“จริงสิเจ้าคะ ตอนเด็ก ๆ เราก็ไปที่นั่นออกจะบ่อย พี่ใหญ่ลืมไปแล้วหรือ” นางเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ แม้เวลาจะผ่านมานาน แต่ก็มิใช่ว่านานจนไม่สามารถจำเรื่องราวได้ถึงเพียงนั้น
“จริงสิ พอพูดถึงเรื่องนี้ข้าก็อยากจะถามอันใดเจ้าสักประโยค” นางว่าจะถามถึงความสัมพันธ์ของพวกนางและเขาว่าเป็นมาอย่างไรกันแน่ “พวกเราสนิทกับพี่เซียวเทียนมากแค่ไหนหรือ”
“พี่ใหญ่ลืมเรื่องราวต่าง ๆ ไปแล้วจริง ๆ หรือ” ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพี่สาวของนางจะลืมได้ง่ายดายเพียงนี้
“แล้วเหตุใดช่วงหลังมานี้จึงมิค่อยได้เจอกันเลยเล่า” นางจำได้ว่าในนิยายเริ่มเรื่องตอนที่ตัวร้ายอายุได้สิบห้าขวบปี แต่ก็ไม่ได้มีเรื่องราวเหล่านี้อยู่ในนิยาย เรื่องที่สำคัญเพียงนี้นางไม่น่าจะลืมไปได้ หรือว่านางยังอ่านไม่ถึงกัน
“หลังจากที่ท่านทะเลาะกับพี่เซียวเทียน พวกเราก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย จนกระทั่งวันนั้น” นางเอ่ยบอกเรื่องที่ตนเองได้รู้มา
“ทะเลาะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ใช่เจ้าค่ะ วันนั้นพี่ใหญ่ทะเลาะกับพี่เซียวเทียนอย่างรุนแรง แต่ข้าก็ไม่รู้หรอกนะเจ้าคะว่าพวกท่านทะเลาะกันเรื่องอันใด หลังจากนั้นพวกท่านก็เลิกคบหากันไปเลย” นางรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเพียงเท่านี้ เพราะตอนนั้นนางไม่กล้าที่จะไปวุ่นวายเรื่องของพี่สาวมากเท่าใดนัก และตั้งแต่วันนั้นนางก็ไม่ค่อยได้พบกับเขาอีกเลย
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วย!!” นางไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วย แสดงว่านางต้องพลาดอะไรหลาย ๆ อย่างแน่นอน รู้เช่นนี้รีบอ่านนิยายให้จบก็ดี จะได้รู้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไรกันแน่
“ท่านพี่ลืมเรื่องนี้จริง ๆ หรือ” เรื่องแบบนี้ใช่ว่าจะลืมกันง่าย ๆ ตอนแรกนางคิดว่าพี่สาวไม่อยากพูดคุยกับพี่เซียวเทียนเสียอีก แต่ที่ไหนได้กลับลืมเรื่องราวที่ผ่านมาหรอกหรือ
“ไม่หรอก” นางเอ่ยปฏิเสธออกไป ก่อนจะชวนน้องสาวเปลี่ยนเรื่อง “เราไปที่จวนสกุลซูกันเลยดีหรือไม่”
“เจ้าค่ะ แต่ไม่รู้ว่าพี่เซียวเทียนจะอยู่ที่จวนหรือไม่นะเจ้าคะ” ตอนนี้เขากำลังศึกษาอยู่ที่สำนักศึกษา แต่อีกไม่นานก็จะจบและสอบเข้ารับราชการ
“ช่างเถิด ไปก่อนเดี๋ยวค่อยว่ากันที่หลัง” ตอนนี้เพียงแค่ได้เห็นหลังคาจวนเขานางก็ชื่นใจแล้ว
“เช่นนั้นก็ไปกันเลยเจ้าค่ะ” เมื่อตกลงกันได้แล้ว สองพี่น้องสกุลลู่ก็พากันเดินทางไปที่จวนสกุลซูทันที