บทที่ 8
ซูเซียวเทียนที่กำลังพักผ่อนอยู่ในเรือนอย่างสบายใจ ก็ต้องแปลกใจเมื่อบ่าวรับใช้ที่เรือนของมารดามาแจ้งว่ามีคนมาพบ
“คุณชายใหญ่ขอรับ ฮูหยินให้มาแจ้งว่า มีคนมาขอพบ รออยู่ที่เรือนใหญ่ขอรับ”
“ผู้ใดหรือ” เขาได้แต่ถามขึ้นอย่างแปลกใจ เหตุใดจึงไม่รออยู่ที่เรือนหน้า เข้ามาที่เรือนใหญ่ได้อย่างไร หรือจะเป็นคนสนิทของเขา
“บ่าวมิทราบขอรับ”
เมื่อได้ยินก็ได้แต่โบกมือไล่ให้บ่าวรับใช้ออกไปก่อน เพราะเขาคงต้องแต่ตัวให้เรียบร้อยเสียก่อน
แต่เมื่อมาถึงเรือนใหญ่ก็ต้องแปลกใจหนักเข้าไปอีก เพราะได้ยินเสียงหัวเราะของมารดาดังมาแต่ไกล
“ฮ่า ๆ ซานเอ๋อร์กับอินเอ๋อร์ช่างอารมณ์ขันยิ่งนัก วันหลังก็มาหาป้าบ่อย ๆ นะลูก เจ้าลูกชายของป้าพอโตขึ้นก็ไม่สนใจป้าอีกเลย” เวินเย่เจา ฮูหยินใหญ่ของจวนซู บ่นให้หญิงสาวทั้งสองฟัง ช่วงหลังมานี่เขาไม่ค่อยสนใจนางเลย
ด้านซูเซียวเทียนที่ได้ยินชื่อของคนที่มาขอพบก็ได้แต่นิ่งอึ้ง ไม่คิดว่านางจะบุกมาหาเขาถึงที่จวน
“ท่านแม่” เขาเดินเข้าไปใน ก่อนจะทักทายมารดาด้วยท่าทีนอบน้อม
สองพี่น้องที่เห็นชายหนุ่มปรากฏตัว ก็ลุกขึ้นทักทายเขาด้วยท่าทีที่สุภาพ “พี่เซียวเทียน”
“มาได้แล้วหรือเจ้าตัวดี หากแม่มิให้คนไปเรียก เจ้าคิดจะมาหาแม่บ้างหรือไม่” ทันทีที่บุตรชายปรากฏตัว ผู้เป็นแม่ก็บ่นออกมาทันที
“ข้ากำลังเตรียมตัวสอบ ท่านแม่อย่างดุข้าเลยนะขอรับ” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน พลางเดินเข้าไปกอดมารดาด้วยท่าทางที่น่ารักทันที
ลู่เหม่ยซานได้แต่มองภาพเหล่านั้นอย่างไม่เชื่อสายตา นางไม่เคยคิดเลยว่าตัวร้ายในนิยายแบบเขาจะมีท่าทีเช่นนี้ด้วย
“พี่เซียวเทียนไม่มีเวลาให้ท่านป้า แต่ไปมีเวลาให้สตรีอื่นเจ้าค่ะ” นางเอ่ยขึ้นอย่างอดหมั่นไส้ไม่ได้ บอกว่าไม่มีเวลา แต่วันนั้นนางยังเห็นตามเถียนเวยซีอยู่เลย
“นั่นไง เจ้าก็เป็นเสียแบบนี้” เวินเย่เจาหันไปมองบุตรชายตาแข็ง นางก็พอจะได้ยินมาบ้างว่าตอนนี้บุตรชายของนางไปชอบพอสตรีผู้หนึ่งอยู่ แต่ดูเหมือนว่านางจะมีคนรักอยู่แล้ว
“เปล่านะขอรับ วันนั้นเจอกันโดยบังเอิญ” เขาบอกมารดา พลางมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาคาดโทษ มาที่จวนเขาไม่นาน ก็จะทำให้มารดาโกรธเขาแล้วหรือ
“จริงนะ” นางมองบุตรชายด้วยสายตาจับผิด แต่นางก็ไม่ได้คิดที่จะต่อว่าอะไรจริงจัง
“จริงขอรับ” เขาส่งยิ้มไปให้มารดา เพื่อหวังให้มารดายอมใจอ่อน แต่วันนั้นเขาได้ไปดักรอคนผู้หนึ่งอยู่จริง ๆ และนางก็ได้ไปตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้ แต่เรื่องราวกลับผิดคาดไปนิดหนึ่ง แต่ก็อยู่ในขอบเขตที่เขาคิดเอาไว้
“แม่แก่แล้วอยากจะพักผ่อนสักหน่อย พวกเจ้าออกไปคุยเล่นกันที่ศาลาเถิด” นางเอ่ย ก่อนจะหันไปมองเด็กทั้งสองคนด้วยความเอ็นดู ไม่รู้ว่านานเท่าใดแล้วที่นางมิได้เห็นภาพเช่นนี้
“ท่านป้ายังมิแก่นะเจ้าคะ ใบหน้ายังดูอ่อนเยาว์อยู่เลย” เมื่อได้ที ลู่เหม่ยซานก็ประจบประแจงแม่สามีในอนาคตทันที ยิ่งได้ผู้ใหญ่สนับสนุน ความฝันของนางก็อยู่อีกไม่ไกล
"ฮ่า ๆ ช่างปากหวานเสียจริงเจ้าเด็กคนนี้" นางหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ติดจะเขินอายอยู่หน่อย ๆ ถูกชมซึ้ง ๆ หน้าแบบนี้ ผู้ใดจะไม่เขินบ้าง
“เช่นนั้นพวกเราไม่รบกวนท่านป้าแล้วเจ้าค่ะ พวกเราขอตัวลา” ลู่ลี่อินเอ่ยลา และพากันลุกขึ้นทำความเคารพผู้อาวุโส ก่อนจะพากันออกไปด้านนอก เพื่อให้นางได้พักผ่อน
“เราจะไปที่ใดกันดีเจ้าคะ” เมื่อออกมาจากเรือนใหญ่ ลู่เหม่ยซานก็ไม่ปล่อยให้เขาได้มีโอกาสหนี รีบเปิดบทสนทนาทันที
“ไปนั่งเล่นที่ศาลากันดีหรือไม่” ลู่ลี่อินเสนอ ตอนเด็ก ๆ นางจำได้ว่าศาลากลางน้ำที่จวนซูงดงามยิ่งนัก
“ได้สิ” เขาไม่ได้คิดที่จะปฏิเสธ และพาทั้งสองเดินไปที่ศาลาหลิงเหลียน
“วันนี้พี่เซียวเทียนมิได้ออกไปไหนหรือเจ้าคะ” นางไม่ปล่อยให้เวลาให้เสียเปล่า ชวนเขาพูดคุยด้วยท่าทีสนิทสนม ในเมื่อในอดีตสองคนนี้เคยรู้จักกัน นางจะทำท่าทีสนิทสนมก็คงจะไม่แปลกอันใด
“ไม่ ข้ากำลังอ่านหนังสืออยู่” เขาตอบไปตามตรง เพราะอีกไม่นานก็จะถึงเทศกาลสอบแล้ว จากนี้เขาคงไม่มีเวลาออกไปที่ใดสักพัก
“ดีเลย ข้ามาแล้วท่านจะได้พักผ่อน” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างลอยหน้าลอยตา ไม่ได้คิดเลยว่าสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่นั้นเป็นการรบกวนเขา
ซูเซียวเทียนได้แต่มองหน้าหญิงสาวอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน หากเป็นคนอื่นที่ได้ยินประโยคนี้จะต้องรีบขอตัวกลับมิใช่หรือ จะได้ไม่เป็นการรบกวนคนที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสือ
หญิงสาวที่ได้พึ่งเคยมาศาลากลางน้ำก็ได้แต่ตกตะลึง ไม่เคยคิดเลยว่าจวนซูจะมีวิวทิวทัศน์ที่งดงามถึงเพียงนี้ “ที่จวนซูงามถึงเพียงนี้ เห็นทีวันหน้าต้องมาบ่อย ๆ เสียแล้ว” หญิงสาวเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ
“ใครอนุญาตกัน” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างไม่ไว้หน้า หากนางมาที่จวนบ่อย ๆ แล้วต่อไปเขาจะทำเช่นไรเล่า
“หากท่านมิให้ข้ามา ข้าไปขออนุญาตท่านป้าก็ได้” แม่จะถูกปฏิเสธออกมาตรง ๆ แต่หญิงสาวก็มิได้คิดย่อท้อ คำปฏิเสธเพียงเท่านี้ไม่สามารถทำให้นางเปลี่ยนใจได้หรอก
ซูเซียวเทียนไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ทำเพียงแค่เดินไปนั่งลงที่โต๊ะในศาลา แต่ก็ไม่วายถูกลู่เหม่ยซานตามมานั่งลงข้าง ๆ
“แล้ววันนี้เราจะทำอันใดกันดีหรือเจ้าคะ” หญิงสาวถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นางจะต้องทำให้เขาหันมามองนางให้ได้ นางจะใช้โอกาสที่เขากำลังอ่านหนังสืออย่างหนักมาค่อยดูแลเขาที่จวน เขาไม่หลงรักนางตอนนี้ จะไปหลงรักนางตอนใดเล่า หญิงสาวได้แต่คิดเพ้อเจ้อคนเดียวในใจ
“แล้วเจ้าสองคนมาที่จวนซูมีธุระอันใดกันเล่า” เขาแต่ตอบ แต่เลือกที่จะถามนางกลับ เพราะเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนี้พวกนางทั้งสองมาทำอันใดที่จวนเขา
“พวกข้าเพียงแค่คิดถึงเรื่องราวในวัยเด็ก จึงอยากมาเที่ยวเล่นเหมือนตอนที่ยังเป็นเด็ก ๆ เท่านั้น” ลู่ลี่อินที่เงียบมาตั้งแต่ต้น ก็ได้เปิดปากขึ้น ด้วยกลัวว่าพี่สาวจะเอ่ยอะไรที่ไม่เข้าท่าออกมาอีก
“เรื่องในวัยเด็ก...” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงปกติ “มีอันใดให้น่าจดจำกัน”
เมื่อทั้งสองได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่เงียบไป เพราะไม่คิดว่าเขาจะเอ่ยคำนี้ออกมา
“เอ่อ...” ลู่ลี่อินที่พยายามคิดหาทางออก แต่ก็ช้าไปกว่าพี่สาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“ใช่ อดีตมีอันใดให้น่าจดจำกัน มิสู้มาสร้างความทรงจำในวันข้างหน้าไม่ดีกว่าหรือ” นางไม่รู้ว่ามีอดีตมีเรื่องอะไรที่ทำให้ทั้งสองผิดใจกัน แต่นางจะต้องลบบาดแผลนั้นออกให้ได้ และทำให้เขายอมเปิดใจให้นางให้ได้!!