บทที่ 10
ลู่เหม่ยซานที่กลับมาจากจวนซู ก็เอาแต่นั่งคิดหาวิธีการที่จะทำให้ซูเซียวเทียนได้เข้าใกล้เถียนเวยซี แม้ลึก ๆ แล้วนางจะรู้สึกขัดใจกับเรื่องที่กำลังทำอยู่ แต่จะให้นางทำอย่างไรเล่า ในเมื่อนางได้รับปากเขาเอาไว้แล้ว หากไม่ทำตาม เขาจะยังเชื่อใจและยอมให้นางเข้าใกล้อีกหรือ
“เห้อ...” นางนั่งเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าที่มืดสนิท ช่างเหมือนกับความมืดมนในชีวิตของนางเสียจริง
“คุณหนู นี่ก็ดึกมากแล้ว มานอนเถิดเจ้าค่ะ” ชิงชิงที่เห็นเจ้านายยังคงไม่มีทีท่าว่าจะนอน นางจึงเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“หากเจ้าง่วงก็นอนก่อนเลย ข้าขอคิดอะไรสักครู่” หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ นางจะต้องคิดแผนการให้ได้ภายในคืนนี้ มิเช่นนั้นในวันพรุ่งนี้นางจะไม่มีข้ออ้างที่จะไปพบเขา
“เจ้าค่ะ” แม้ปากจะตอบออกไปเช่นนั้น แต่ชิงชิงก็ไม่ได้ไปนอนตามที่พูด เพราะว่านางเป็นบ่าว จะนอนก่อนเจ้านายได้อย่างไร
ลู่เหม่ยซานนั่งคิดต่อไปอีกสักพัก แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก จนในที่สุดนางก็ต้องยอมแพ้ แล้วจึงตัดสินใจเข้านอน
“คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ค่อยมาคิดต่อพรุ่งนี้แล้วกัน” หญิงสาวได้แต่เอ่ยขึ้นอย่างปลงตก ก่อนจะเดินไปนอนลงที่เตียงของตนเอง
เช้าวันรุ่งขึ้นนางก็ยังไม่ยอมแพ้ นางตื่นขึ้นมาแต่เช้า เพื่อมาคิดหาแผนการต่อ ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ก็คือนางจะต้องหาวิธีให้เขาพิชิตใจสตรีที่เขาชมชอบ แต่วิธีนั้นจะต้องไม่ได้ผล และที่สำคัญต้องไม่ให้เขารู้ว่า ที่แผนการล่มก็เป็นแผนการของนางเช่นกัน แค่คิดก็ปวดหัวเสียแล้ว
หญิงสาวนั่งคิดอยู่สักพักก็คิดแผนการอะไรดี ๆ ออก จึงได้ไปชวนน้องสาวให้ไปที่จวนซูด้วยกัน เพราะหากนางไปคนเดียวจะดูไม่ดี
ลู่ลี่อินก็ยอมตกลงไปกับพี่สาวอย่างว่าง่าย เพราะแม้จะอยู่ที่จวนนางก็ไม่ได้ทำอันใดอยู่แล้ว
“เราจะไปจวนซูกันทำไมหรือเจ้าคะ” แม้จะยอมตกปากรับคำอย่างว่าง่าย แต่ในใจของนางก็เกิดความสงสัยอยู่ดี
“พี่มีธุระที่ต้องปรึกษาหารือกับพี่เซียวเทียนเสียหน่อยน่ะ” นางก็ไม่ได้คิดที่จะปิดบังน้องสาว แต่เรื่องพวกนี้อย่างให้นางรับรู้เลยจะดีกว่า ปล่อยให้นางเป็นคนดีเช่นนี้น่ะดีแล้ว
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” หญิงสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ สุดท้ายแล้วทั้งสองคงได้ปรับความเข้าใจกันแล้ว จึงได้กลับมาพูดคุยกันเหมือนแต่ก่อน หญิงสาวได้แต่คิดคนเดียวในใจ
เมื่อมาถึงจวนซู ทั้งสองก็ตรงไปหาฮูหยินของจวนเป็นอันดับแรก ก่อนจะพากันออกมานั่งรอซูเซียวเทียนที่ศาลากลางน้ำเหมือนเดิม
ซูเซียวเทียนที่กำลังนั่งจ้องหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ เมื่อบ่าวมาแจ้งว่าคุณหนูสกุลลู่มาที่จวน ก็ละสายตาออกจากหนังสือที่อ่าน พลางมองออกไปยังทิศทางเดียวกับศาลาที่พวกนางอยู่
“"คุณชาย คุณหนูลู่มาขอพบขอรับ”
“อืม” ในที่สุดก็มาเสียที ชายหนุ่มได้แต่เอ่ยคนเดียวในใจ เพราะก่อนหน้านี้ แม้ท่าทีของเขาดูเหมือนจะตั้งใจอ่านหนังสือ แต่ภายในหัวของเขาตอนนี้มิได้ซึมซับเนื้อหาของมันเลยแม้แต่น้อย เอาแต่เฝ้าคิดว่าวันนี้นางจะมาตามที่พูดเอาไว้หรือไม่
เขาลุกขึ้นแล้วเดินไปพร้อมกับหนังสือในมือ เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่านางจะมีแผนการอะไร ที่ทำให้เขาได้เข้าใกล้เถียนเวยซี
“พี่เซียวเทียน” สองพี่น้องสกุลลู่ เมื่อเห็นเจ้าของจวนเดินมา ก็ลุกขึ้นทักทายด้วยท่าทีนอบน้อม
“ตามสบายเถิด” เขาเอ่ย พลางนั่งลงเก้าอี้ที่ว่างอยู่
“พี่เซียวเทียนกำลังอ่านหนังสืออยู่หรือเจ้าคะ” ลู่ลี่อินเอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นหนังสือในมือของชายหนุ่ม
“ใช่ อีกไม่นานก็จะสอบแล้ว”
“แล้วพวกเรามาวันนี้ จะรบกวนหรือไม่” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจ ด้วยกลัวว่าการมาในครั้งนี้จะทำให้เขาเสียเวลา
“ไม่รบกวนหรอก” ลู่เหม่ยซานไม่ยอมให้เขาได้ตอบ นางเป็นคนตอบแทนเขาเอง จากนั้นจึงเอ่ยบอกให้น้องสาวออกไปเดินเล่นข้างนอกก่อน เพราะนางมีเรื่องสำคัญที่จะเอ่ยกับซูเซียวเทียน
“อินเอ๋อร์ เจ้าออกไปเดินชมนกชมไม้ในสวนก่อนเถิด พี่มีเรื่องจะสนทนากับพี่เซียวเทียนสักครู่”
“เจ้าค่ะ” ลู่ลี่อินก็ได้แต่รับปากอย่างว่าง่าย เพราะพี่สาวได้บอกก่อนจะมาที่จวนซูแล้วว่ามีธุระสำคัญกับผู้เป็นเจ้าของจวน
เมื่อเห็นว่าน้องสาวเดินออกไปไกลแล้ว ลู่เหม่ยซานก็พูดขึ้นทันที
“ข้าคิดแผนการที่จะทำให้ท่านได้ใกล้ชินคุณหนูเถียนได้แล้วนะเจ้าคะ” นางเอ่ยบอกเขาด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์
“เจ้ามีแผนการอันใด” ยิ่งได้เห็นท่าทีของนาง เขาก็ยิ่งอยากจะรู้ว่านางจะมีแผนการดี ๆ อะไร
“ท่านให้คนคอยไปตามสืบว่าพวกเขาจะไปเที่ยวเล่นที่ใดบ้าง เมื่อรู้วันและเวลาที่แน่ชัด เราก็จะไปพบพวกเขาที่นั่นโดยบังเอิญ” หญิงสาวเอ่ยขึ้น พลางยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ มีเพียงแค่คนฉลาดเช่นนางเท่านั้นแหละที่จะคิดได้
“แล้วอย่างไรต่อ” เขานั่งฟังอย่างตั้งใจ
“จากนั้นข้าจะหาโอกาสให้ท่านได้อยู่กับนางสองต่อสอง” นางเอ่ยอย่างช้า ๆ เพื่อเป็นการชักจูงให้เขาเคล้มตามในสิ่งที่นางเอ่ย
“แล้วหากไม่เป็นไปตามที่เจ้าคาดการณ์เอาไว้เล่า”
“ข้าเชื่อว่าแผนการของข้าต้องได้ผลอย่างแน่นอน” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ นางมั่นใจว่าอย่างไรแผนการนี้ก็ต้องไม่สำเร็จอย่างแน่นอน เพราะนางจะเป็นคนพังมันเอง หญิงสาวได้แต่ยกยิ้มอย่างร้ายกาจเพียงคนเดียวในใจ
“มั่นใจเช่นนั้นก็ดี!” เขาเอ่ยขึ้นอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยไล่นางเมื่อเห็นว่าหมดธุระแล้ว “หากไม่มีอันใดแล้วเจ้าก็กลับไปเสียเถิด”
“ได้อย่างไร ข้าพึ่งมาเพียงแค่ครู่เดียวก็จะไล่ข้าไปแล้วหรือ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยอม หากไล่นางกลับเช่นนี้ แล้วความสัมพันธ์ของนางและเขาจะพัฒนาไปได้อย่างไร
“แล้วเจ้าจะอยู่ทำไม” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง หากนางยังอยู่ต่อเขาคงไม่ได้อ่านหนังสืออย่างแน่นอน
“อยู่ให้กำลังใจท่านอย่างไรเล่า” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างเขินอาย แม้นางจะหน้าหนา แต่เมื่อต้องเอ่ยเรื่องเช่นนี้นางก็รู้สึกเขินอายอยู่ไม่น้อย
ซูเซียวเทียนที่ได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้ตอบอะไร ยังคงก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อไป และยกยิ้มขึ้นอย่างรวดเร็ว แบบที่ไม่มีผู้ใดทันที่จะสังเกต
ลู่เหม่ยซานเมื่อเห็นว่าตกลงกันได้เรียบร้อยแล้ว ก็ให้บ่าวที่รออยู่บริเวณทางเข้าไปเรียกน้องสาวเข้ามาในศาลา รอได้ไม่นาน บ่าวรับใช้ก็กลับมารายงาน
“ตอนนี้คุณหนูรองลู่กำลังเตรียมของว่างกับฮูหยินใหญ่ขอรับ”
“เช่นนั้นก็ช่างเถิด อีกประเดี๋ยวก็คงจะกลับมา” หญิงสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะโบกมือไล่บ่าวรับใช้ออกไปจากบริเวณนี้ ได้อยู่กับเขาสองต่อสองอีกหน่อยก็คงจะดี
ลู่เหม่ยซานนั่งมองหน้าเขาอยู่เงียบ ๆ พลางแย้มรอยยิ้มออกมาอย่างมีความสุข หากเป็นไปได้ นางก็อยากอยู่ข้างกายของเขาเช่นนี้ตลอดไป
“ท่านชอบนางมากเลยหรือ” หญิงสาวเอ่ยทำลายความเงียบ นางอยากรู้ว่านางมีความหวังมากเพียงใด แต่ถึงจะไม่มีความหวังเลยแม้แต่น้อย นางก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้อย่างแน่นอน
“แล้วเจ้าเล่า รักคุณชายไป๋มากขนาดยอมทำทุกอย่างเพื่อเขาเลยหรือ” เขาไม่ตอบ แต่เลือกที่จะถามนางกลับเช่นกัน เขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าไป๋เซียวเยี่ยนมีน้ำหนักในใจของนางมากเพียงใด
หญิงสาวเลือกที่จะไม่ตอบเขาเช่นกัน ทั้งสองต่างจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของกันและกัน เพื่อมองหาความจริงในตาคู่นั้น แต่ก่อนจะมีผู้ใดเอ่ยอะไรออกมา ลู่ลี่อินก็เข้ามาพอดี
“พี่ใหญ่เรียกหาข้ามีอันใดหรือ"” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่ได้สังเกตท่าทีของพี่สาวและชายหนุ่มที่นั่งอยู่ในศาลาเลยแม้แต่น้อย
“เปล่าหรอก พี่คุยธุระกับพี่เซียวเซียนเสร็จแล้ว จึงเรียกเจ้าเข้ามานั่งในศาลาด้วยกัน” นางเอ่ยบอกน้องสาว พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนใบหน้าของน้องสาวอย่างเบามือ
“อ่อ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างเข้าใจ ก่อนจะหันไปสั่งสาวใช้ให้นำของว่างมาวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นจึงเอ่ยกับพี่สาวด้วยท่าทีเอาใจ “ข้าไปทำของว่างกับท่านป้ามา ท่านลองชิมดูสิ”
ลู่เหม่ยซานมองน้องสาว พลางยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู “น้องสาวของพี่เก่งที่สุดเลย” จากนั้นจึงหยิบของว่างที่น้องสาวทำขึ้นมาชิม ก่อนจะเอ่ยชมอย่างไม่ขาดปาก
“อร่อยยิ่งนัก”
ทั้งสามนั่งอยู่ในศาลาจนเกือบเย็น โดยมีซูเซียวเทียนนั่งอ่านหนังสือของเขาไป และมีสองพี่น้องนั่งคุยกันอยู่ข้าง ๆ อย่างมีความสุข จนเมื่อเห็นว่าถึงเวลาที่ควรกลับจวนแล้ว ทั้งสองจึงขอตัวกลับ โดยมีองครักษ์ของจวนซูไปส่งเช่นเดิม