บทที่ 11
หลังจากที่สองพี่น้องสกุลลู่จากไปไม่นาน ซูเซียวเทียนก็กับเข้าไปที่เรือนของตนเอง ก่อนจะหยุดลงที่โต๊ะหนังสือแล้วลงมือเขียนจดหมายเพื่อส่งถึงคนผู้หนึ่ง
“ฉีหยาง นำจดหมายฉบับนี้ไปส่งให้นาง หมากตัวนี้ถึงเวลาที่จะต้องลงกระดานแล้ว” เขาเอ่ยสั่งบ่าวรับใช้ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ขอรับ” ฉีหยางรับจดหมายมาไว้ในมือ ก่อนจะรีบออกไปทำตามคำสั่งของเจ้านายทันที
เรื่องนี้คงต้องถึงเวลาจัดการอย่างจริงจังเสียแล้ว
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ลู่เหม่ยซานมักจะชวนน้องสาวมาที่จวนสกุลซูอยู่บ่อยครั้ง แม้บางวันจะมาได้เพียงครู่เดียวนางก็มา ขอเพียงได้เห็นหน้าของเขาทุกวันนางก็พอใจแล้ว และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่นางมาเล่นที่จวนสกุลซู โดยวันนี้มีฮูหยินของจวนสกุลลู่เดินทางมาด้วย
ผู้อาวุโสทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ด้วยเพราะว่าไม่ได้พบหน้ากันมานาน
“ฮ่า ๆ จะว่าช่วงหลังมานี้เรามิค่อยได้พบหน้ากันเลยนะเจ้าคะ” หลินลี่ฟางเอ่ยขึ้น พร้อมกับใบหน้าที่เศร้าลง หากพี่หญิงฟานยังอยู่ อะไร ๆ คงจะดีกว่านี้
“ใช่ ก็ตั้งแต่... น้องหญิงฟานจากไป” เวินเย่เจาเอ่ยขึ้นพลางมองไปยังลู่เหม่ยซานด้วยความสงสาร มารดาจากไปตั้งแต่ยังเล็ก นางคงจะโดดเดี่ยวไม่น้อย
ลู่เหม่ยซานที่ได้ยินแบบนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่กำลังเอ่ยถึงนั้นหมายถึงมารดาของตน นางจึงได้แสร้งฝืนยิ้มออกมา
“เอาล่ะ ๆ พวกเจ้าทั้งสองออกไปนั่งเล่นที่ศาลาเถิด ป้าจะให้คนไปเรียกพี่เซียวเทียนของพวกให้” เมื่อเห็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยของหญิงสาว นางจึงเอ่ยขึ้นเพื่อคลายความดึงความสนใจของเด็กสาว
“เจ้าค่ะ” ทั้งสองตอบรับแล้วเดินออกไปนั่งเล่นที่ศาลาหลังเดิมทันที ท่าทีที่เศร้าสร้อยในตอนแรกของหญิงสาวได้เปลี่ยนไปทันที ราวกับเมื่อครู่มิได้มีเรื่องที่ทำเสียใจเลยแม้แต่น้อย
ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่านางไม่ได้มีความผูกพันหรือรับรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของมารดาผู้นี้เลย นางจึงไม่ได้นึกเสียใจอะไร
ลู่ลี่อินที่เห็นว่าพี่สาวไม่ได้เศร้าใจเหมือนตอนที่อยู่ในห้องก็มิได้คิดที่จะถาม เพราะนางไม่อยากให้พี่สาวต้องมาคิดถึงเรื่องที่ทำให้เสียใจอีก
ทั้งสองรอได้ไม่นาน ซูเซียวเทียนก็เดินมาถึงศาลา แต่ยังไม่ทันที่สองพี่น้องจะได้เอ่ยทักทาย เขาก็เป็นฝ่ายเอ่ยออกมาก่อน
“พรุ่งนี้เราจะออกไปเที่ยวนอกเมืองกัน” เขาบอกนางด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง พลางเดินไปนั่งลงยังที่นั่งที่ว่างอยู่
“จริงหรือเจ้าคะ” ลู่เหม่ยซานเอ่ยถามขึ้นอย่างดีใจ เขาใจดีถึงขั้นจะพานางออกไปเที่ยวเล่นนอกเมืองเชียวหรือ
“ดีจริงเจ้าค่ะ มิได้ออกไปเที่ยวเล่นนอกเมืองกันนานแล้ว” ลู่ลี่อินเอ่ยขึ้นอย่างมีความสุข เพราะว่าที่จวนของนางไม่มีบุรุษที่โตพอจะพาพวกนางออกไปเที่ยวเล่นได้เลย พวกนางจึงต้องอาศัยให้เขาพาออกไปเที่ยวที่นอกเมือง ตั้งแต่เขาและพี่สาวของนางทะเลาะกัน นางก็ไม่ได้ออกไปนอกเมืองอีกเลย
“จริง เตรียมตัวให้พร้อมรวมถึงเรื่องที่เจ้ารับปากข้าเอาไว้ด้วย” เขาเอ่ยบอก ก่อนที่ประโยคหลังจะหันไปเอ่ยกับลู่เหม่ยซานโดยตรง พรุ่งนี้แผนการของนางคงจะได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง รวมถึงแผนการของเขาด้วย
“ได้!!” ลู่เหม่ยซานที่ได้ยินประโยคหลังของเขา รอยยิ้มที่มีในตอนแรกได้หายไปทันที ที่แท้ก็พานางออกไปนอกเมืองก็เพราะเถียนเวยซีออกไปท่องเที่ยวนี่เอง มิเช่นนั้นเขาคงไม่เอ่ยปากชวนนางเช่นนี้
“หวังว่าเจ้าจะทำสำเร็จนะ” เขายกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ถึงเวลาที่นางจะต้องแสดงฝีมือแล้ว
“สำเร็จแน่นอน” นางเอ่ยขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจ นางไม่มีทางให้เขาเข้าใกล้นางในดวงใจของเขาได้หรอกหรอก มีนางเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะสามารถใกล้ชิดเขาได้ นางยังยืนยันคำเดิม
“ดี” เขาเอ่ยออกมาอย่างพอใจ
ลู่ลี่อินได้แต่มองทั้งสองพูดคุยกันอย่างไม่เข้าใจ นี่นางพลาดเรื่องอะไรไปหรือ
“อินเอ๋อร์ วันนี้พวกเราก็กลับจวนเร็วหน่อย เพราะต้องกลับไปเตรียมของที่จวน” นางหันไปเอ่ยกับน้องสาวอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปถามชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้วยความสงสัย “เราจะไปเที่ยวนอกเมืองกันกี่วันหรือ”
“วันเดียวเท่านั้น” นางคิดว่านางสามารถออกจากจวนไปเที่ยวเล่นข้างนอกได้หลายวันหรือ ยิ่งไม่มีบิดามารดาไปด้วยยิ่งเป็นการยากที่จะไปนอนค้างข้างนอก
“เสียดายจัง เราออกไปสักสองสามวันมิได้หรือ” นางบ่นออกมาอย่างรู้สึกเสียดาย นานทีจะได้ออกไปเที่ยวเล่นเช่นนี้ ไปเสียหลายวันหน่อยก็มิได้
“ไม่เหมาะสมเจ้าค่ะ พวกเรายังไม่แต่งงาน และที่สำคัญท่านพ่อกับท่านแม่มิได้ไปด้วย” ลู่ลี่อินเอ่ยบอกพี่สาวอย่างคนตกใจ ช่างประหลาดเสียจริงพี่สาวผู้นี้ เรื่องแบบนี้ก็ลืมไปแล้วหรือ
“เช่นนั้นวันหน้าเราชวนท่านพ่อออกไปดีหรือไม่” วิวทิวทัศน์ในสมัยนี้คงจะงดงามไม่น้อย นางต้องมีโอกาสได้เห็นสักครั้ง
“ดีเจ้าค่ะ” หญิงสาวยิ้มหวานให้พี่สาวเห็นด้วย นางก็อยากจะออกไปเที่ยวเล่นนอกเมืองเช่นกัน
พูดคุยกันต่อได้ไม่นาน พวกนางก็ต้องเดินทางกลับจวน เพราะหลินลี่ฟางพูดคุยกับฮูหยินใหญ่จวนซูเสร็จแล้ว
เมื่อถึงจวนลู่เหม่ยซานและน้องสาว ต่างก็แยกย้ายกันไปเตรียมของที่จะใช้ออกไปเที่ยวนอกเมืองในวันพรุ่งนี้
รุ่งเช้า ลู่เหม่ยซานตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น วันนี้จะเป็นวันที่นางได้ร่วมเที่ยวเล่นกับเขา ช่างมีความสุขเสียจริง
เมื่อจัดการตัวเองและเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว หญิงสาวก็เดินไปเรียกน้องสาวตั้งแต่เช้า เพราะนางนั้นไม่สามารถทนรอเฉย ๆ ในห้องได้อีกต่อไป
“พี่ใหญ่ นี่ไม่เช้าไปหรือเจ้าคะ” ลู่ลี่อินบ่นออกมาเบา ๆ พลางนั่งมองดูสาวใช้ทำผมตัวเองผ่านกระจก นางยังไม่ทันที่จะแต่งตัวเสร็จเลย ผู้เป็นพี่สาวก็บุกมาหาที่เรือนแล้ว
“ข้าคงจะดีใจไปหน่อยที่ได้ออกไปเที่ยวเล่นนอกเมือง” นางยิ้มออกมาด้วยความเคอะเขิน จะให้นางบอกหรือว่านางดีใจที่ได้ออกไปเที่ยวเล่นกับผู้ชาย และไม่สามารถห้ามความตื่นเต้นของตนเองได้
“เจ้าค่ะ ๆ แต่ไม่รู้ว่าพี่เซียวเทียนจะมารับพวกเราเวลาใด” เมื่อวานเพียงแค่นัดหมายกันเท่านั้นว่าจะออกไปเที่ยวนอกเมือง แต่ยังไม่ทันได้นัดหมายเวลากันเลย และดูเหมือนพวกนางจะลืมเรื่องนี้กันไปเลย เพราะพวกเขามั่วแต่พูดคุยกันเรื่องที่นางไม่เข้าใจ
“ข้าว่าเขาคงจะมาเร็ว ๆ นี่แหละ” นางเองก็ลืมถามเวลากับเขาเช่นกัน เพราะมั่วแต่ดีใจเกินไปหน่อย
“ท่านพูดเพื่อเร่งข้าหรือ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างขบขัน พี่สาวของนางทำตัวเป็นเด็ก ๆ ไปได้ นางก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าพี่สาวก็มีมุมเช่นนี้เหมือนกัน
“ข้าเปล่านะ” แม้จะเอ่ยขึ้นแบบนั้น แต่ก็ไม่ยอมนั่งลงแต่โดยดี พลางยืนจ้องน้องสาวที่กำลังแต่งตัวด้วยความกดดัน ทำให้สาวใช้ที่กำลังทำผมให้นางมือไม้สั่นไปด้วย เพราะเรื่องความร้ายกาจของนางทุกคนต่างรู้ดี หากทำให้นางไม่พอใจก็จะด่าทอ ไม่ก็ลงไม้ลงมือ แต่ดีหน่อยที่คุณหนูใหญ่มิได้อารมณ์รุนแรงเหมือนแต่ก่อน
“เอาล่ะ ๆ ข้าเสร็จแล้ว” นางมองสำรวจตัวเองอีกครั้นในกระจก จากนั้นจึงหันไปเอ่ยกับพี่สาว “เราไปกันเลยหรือไม่”
“ไป ๆ รถม้ารออยู่ที่หน้าประตูจวนแล้ว” ตอนนี้นางเตรียมความพร้อมหมดทุกอย่าง ขอเพียงเขามาถึงจวนก็สามารถออกเดินทางได้
ลู่ลี่อินได้แต่ส่ายหน้าให้กับการเตรียมความพร้อมของพี่สาว ไม่รู้ว่าจะตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น
สองพี่น้องรอได้ไม่นาน ซูเซียวเทียนก็มาถึง ทั้งหมดก็พากันเดินทางไปที่ลำธารโดยมีรถม้าสองคัน ลู่เหม่ยซานก็แอบเสียใจอยู่ไม่น้อยที่เตรียมรถม้าเอาไว้ มิเช่นนั้นนางคงมีข้ออ้างที่จะนั่งรถม้าคันเดียวกับเขา
ลำธารที่พวกเขาจะไปอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก และสถานที่แห่งนี้ก็จะมีเหล่าคนหนุ่มสาวออกมาเที่ยวบ่อย ๆ เดินทางได้ไม่นาน รถม้าก็หยุดลงที่ริมลำธาร ก่อนที่ทุกคนจะพากันลงมาชมวิวทิวทัศน์ด้านล่าง
“งดงามมาก” ลู่เหม่ยซานเอ่ยออกมา พลางสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ไม่ได้รับอากาศบริสุทธิ์แบบนี้มานานแล้ว
“พี่ใหญ่ ดูลำธารสิเจ้าคะ งามยิ่งนัก” ลู่ลี่อินชี้ให้พี่สาวดู และยิ้มออกมาอย่างมีความสุข นางไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้พี่สาวของนางเปลี่ยนไป แต่นางชอบที่พี่สาวเป็นแบบนี้มากกว่า หากเป็นไปได้นางก็อยากให้พี่สาวเป็นเช่นนี้ตลอดไป
“งดงามมากจริง ๆ” นางเอ่ยออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง จึงพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ “เจ้าอยู่ตรงนี้ไปก่อนนะ เดี๋ยวพี่ขอไปคุยกับพี่เซียวเทียนก่อน”
นางเดินเข้าไปหาเขาด้วยความสับสน ไหนเขาบอกว่าเถียนเวยซีจะมาที่ลำธารแห่งนี้ แต่นางไม่เห็นว่าที่นี่จะมีผู้ใดสักคน หรือว่าเขาจะเอาเรื่องนั้นมาอ้าง แล้วพานางออกมาท่องเที่ยว เมื่อคิดได้แบบนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างเขินอาย ไม่คิดว่าเขาจะใส่ใจนางถึงเพียงนี้
นางเดินเข้าไปหาเขาที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ต้นไม้อยู่ด้วยรอยยิ้มที่หวานหยดย้อย แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยถามอะไร เสียงรถม้าก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง
นางหันไปมองทางต้นเสียงอย่างช้า ๆ และพบว่ารถม้าที่กำลังวิ่งมาทางที่พวกนางอยู่ก็คือรถม้าสกุลไป๋!!
นี่คนพวกนั้นมาจริง ๆ หรือ เช่นนั้นเรื่องที่นางคิดเมื่อครู่ก็... เป็นนางที่คิดเข้าข้างตัวเองสินะ
“นั่นไง คนที่พวกเรากำลังรอมาถึงแล้ว” เขาเอ่ยขึ้นพลางละสายตาจากหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ พลางลุกขึ้นมาพูดคุยกับหญิงสาวที่ยื่นอยู่ตรงข้าม
“หึ กำลังรออยู่เลย คิดว่าข่าวของท่านจะมั่วเสียแล้ว” นางเค้นหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยันตนเอง นางก็หลงเข้าข้างตัวเองเสียตั้งนาน
“แผนการของเจ้าจะเริ่มขึ้นเมื่อใดเล่า”
“เริ่มตอนนี้แหละ!” นางตอบออกไปอย่างอารมณ์เสีย ให้นางมีความสุขกับการคิดไปเองนานกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้
“แต่ข้ายังไม่รู้เลยนะว่าแผนการของเจ้าคืออันใด” นางบอกเขาเพียงแค่ว่าให้หาโอกาสมาพบคนเหล่านี้ด้วยความบังเอิญ แผนการอื่น ๆ เขาล้วนไม่รู้อะไรเลย
“ท่านแค่ไหลตามน้ำเท่านั้น แล้วรอชมความสามารถขอข้าก็พอ” นางจะบอกเขาได้อย่าง หากบอกเขาก็รู้น่ะสิว่านางคิดจะทำอะไร
“ได้ ข้าจะรอชมความสามารถของเจ้า”