ลู่เหม่ยซานมาใช้ชีวิตในโลกนิยายได้เกือบเจ็ดวันแล้ว หลังจากวันนั้นนางไม่ได้ออกไปที่ไหนอีกเลย เพราะแม้ว่านางจะพยายามหลีกเลี่ยงบรรดาตัวเองในนิยายมากแค่ไหน ก็ไม่เป็นผล และที่สำคัญนิยายเรื่องนี้นางยังอ่านไม่จบ นางไม่รู้เลยว่าเรื่องราวหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร
“เห้อ...” หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจกับตัวเอง คิดว่ามาอยู่ในนิยายเรื่องนี้จะดีเสียอีก แต่จะว่าดีมันก็ดีแหละ ไม่ต้องทำงานก็มีเงินใช้สบาย ๆ ไม่ต้องดิ้นรนเหมือนในชีวิตจริง
“ไม่ได้ ข้าจะมาอยู่เฉย ๆ แบบนี้ไม่ได้ ร่างกายนี้เป็นของข้าแล้ว ข้าจะไม่ยอมให้มันเป็นไปตามเนื้อหาในนิยายเด็ดขาด” นางจะไม่เข้าไปวุ่นวายกับพระเอกและนางเอกอีก ปล่อยให้ทั้งสองได้แต่งงานใช้ชีวิตกันไป เพียงเท่านี้เนื้อเรื่องในนิยายก็จะสมบูรณ์ แล้วนางก็จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนิยายเรื่องนี้อีก
“พี่ใหญ่!!” ลู่ลี่อินเดินเข้ามาหาผู้เป็นพี่สาว พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี เพราะหลังจากวันที่ออกไปเดินเล่นที่ตลาดด้วยกัน นางและพี่สาวก็ดูจะสนิทกันมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่นางอยากให้เกิดมากที่สุดในชีวิตของนาง และตอนนี้ไม่ว่านางอยากจะได้หรืออยากจะทำอะไร พี่สาวของนางก็มักจะตามใจอยู่เสมอ
“อินเอ๋อร์ มาหาพี่มีอันใดหรือ” นางหันไปถามน้องสาวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ที่ผ่านมาก็มีน้องสาวคนนี้แหละที่ช่วยนางคลายเหงาได้บ้าง มิเช่นนั้นนางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอะไรเพื่อในตัวเองคลายเบื่อ
“ข้าได้ยินมาว่ามีร้านอาหารมาเปิดใหม่ เราลองไปทานกันดีหรือไม่เจ้าคะ” ลู่ลี่อินมองพี่สาวอย่างมีความหวัง เพราะหลายวันแล้วที่นางไม่ได้ออกไปด้านนอก
“อืม ไปสิ” จะเก็บตัวแบบนี้ไปก็ไร้ประโยชน์ และที่สำคัญ นางก็ยังไม่ได้เจอหน้าของชายในดวงใจเลยสักครั้ง นางจะต้องหาทางไปเจอเขาให้ได้ และความหวังของนางก็ต้องฝากเอาไว้ที่น้องสาวผู้นี้แล้ว หญิงสาวได้แต่คิดแผนร้ายในใจ
“ท่านพี่จะไปเปลี่ยนชุดหรือไม่” นางมองชุดของพี่สาว พลางเอ่ยถาม เพราะดูแล้วชุดนี้ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก
“ไม่ล่ะ พี่จะออกไปชุดนี้เลย” นางไม่สนใจว่าคนด้านนอกจะมองนางอย่างไร เพราะทุกวันนี้ก็ไม่มีผู้ใดอยากคบหากับนางอยู่แล้ว แล้วนางจะต้องสนใจคำของคนเหล่านั้นทำไม
“เจ้าค่ะ”
เมื่อตกลงกันได้แล้ว สองพี่น้องก็พากันออกไปที่ร้านอาหาร แต่เมื่อมาถึงก็พบว่า ร้านอาหารถูกคนจองเอาไว้หมดแล้ว หากอยากจะลองทาน ก็ต้องมาวันหลัง
“เราน่าจะออกมากันให้เร็วกว่านี้” ลู่ลี่อินเอ่ยขึ้นอย่างเสียดาย นางอุตส่าห์ตั้งใจออกมาทานอาหารร้านนี้โดยเฉพาะ แต่คิดไม่ถึงว่าจะเต็มเร็วถึงเพียงนี้
“วันหน้าเราค่อยมาใหม่ก็ได้ ส่วนวันนี้เราก็ไปทานที่ร้านอื่น” นางเอ่ย พลางดึงน้องสาวออกไปจากตรงนี้ แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อน้องสาวเอ่ยทักทายบุรุษหน้าตาดีผู้หนึ่ง
“พี่เซียวเทียน!!” ลู่ลี่อินเอ่ยเรียกชายหนุ่มเสียงดัง จะว่าไปก็หลายปีแล้วที่นางไม่ได้พบกับเขา
ลู่เหม่ยซานที่ได้ยินแบบนั้นก็รีบหันหน้าไปมองน้องสาวทันที เพราะนางจำได้ว่าชื่อนี้เป็นชื่อของตัวร้ายในนิยายมิใช่หรือ เมื่อเห็นว่าน้องสาวมองเข้าไปด้านในร้านอาหาร นางก็ค่อย ๆ เบนสายตาไปทางที่น้องสาวมองอยู่ ก็พบเข้ากับบุรุษหน้าตาดีผู้หนึ่งที่กำลังมองมาทางพวกนางอยู่
ทันทีที่ดวงตาทั้งสองคู่สบกัน หัวใจของนางก็สั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตอนนี้หัวใจของนางเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาเสียให้ได้ ดวงตาคมกริบคู่นั้นราวกับสามารถพรากชีวิตของนางไปได้ ตอนนี้นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง รู้เพียงแค่ว่าบุรุษตรงหน้านี้ช่างดึงดูดนางอย่างไม่อาจห้ามได้
“พี่ใหญ่ เราเข้าไปหาพี่เซียวเทียนดีหรือไม่เจ้าคะ” ลู่ลี่อินหันไปเอ่ยกับพี่สาว แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับ นางจึงได้เพิ่มเสียงให้ดังขึ้น “พี่ใหญ่!!”
เมื่อได้สติ หญิงสาวก็รีบหันไปเอ่ยกับน้องสาวด้วยท่าทีปกติ “มีอันใดหรือ”
“ข้าบอกว่าเราเข้าไปหาพี่เซียวเทียนดีหรือไม่เจ้าคะ บางทีเราอาจจะโชคดี ได้ทานอาหารร้านนี้ก็ได้” จะว่าไปก็นานแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้พูดคุยกับเขา
“เจ้ารู้จักเขาหรือ เหตุใดจึงเรียกชื่อกันราวกับสนิทสนมเช่นนี้” หญิงสาวถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ เพราะในนิยายก็ไม่ได้มีบอกไว้ว่าทั้งสองสกุลรู้จักกัน หรือว่านางพลาดอะไรไป
“พี่ใหญ่เหตุใดจึงพูดเช่นนี้ พี่ใหญ่จำพี่เซียวเทียนมิได้หรือ” หญิงสาวถามขึ้นอย่างประหลาดใจ มิใช่ว่าพี่สาวนางจำเรื่องในอดีตมิได้หรอกนะ
“เอ่อ...” ยังไม่ทันที่นางจะได้คิดอะไร น้องสาวก็เอ่ยตัดบทเสียก่อน
“ช่างเถิด ๆ นั่งไง พี่เซียวเทียนเดินมาทางนี้แล้ว” นางชี้ให้พี่สาวดู นางคิดว่าอย่างไรวันนี้นางก็ต้องได้ทานอาหารร้านนี้อย่างแน่นอน
“พี่เซียวเทียน” ลู่ลี่อินเอ่ยทักทายชายหนุ่มที่พึ่งเดินมาถึงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทำให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ จำต้องเอ่ยทักทายเขาไปด้วย
“พวกเจ้าสองคนมาทานอาหารที่ร้านนี้หรือ” ชายหนุ่มเอ่ยถาม เขาเห็นพวกนางตั้งแต่เดินเข้ามาในร้านแล้ว จึงได้เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง เขาจึงได้รู้ว่าพวกนางตั้งใจมาทานอาหาร แต่มาช้าไป จึงทำให้ไม่มีที่ว่าง
“ใช่เจ้าค่ะ แต่พอดีวันนี้ออกมาช้าไป จึงทำให้ต้องมาใหม่วันหลัง”
ลู่เหม่ยซานยืนฟังทั้งสองสนทนากัน โดยที่ในหัวของนางตอนนี้ไม่ได้รับรู้เลยว่าสองคนนั้นพูดคุยเรื่องอะไรกัน นางรู้เพียงแค่ว่าตอนนี้นางไม่สามารถละสายตาไปจากใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้านี้ได้เลย ยิ่งได้เห็นใบหน้านี้ของเขา ทำให้นางรู้ได้เลยว่า เขาคือคนที่นางตามหามาทั้งชีวิต เพราะตอนที่อ่านนิยายนางก็หลงรักเข้าจนไม่อาจถอนตัวได้แล้ว แล้วตอนนี้เขามายืนอยู่ตรงหน้าของนางแบบนี้ นางจะสามารถหักห้ามใจตัวเองได้อย่างไร
“เช่นนั้นหากไม่รังเกียจ จะร่วมโต๊ะกับข้าหรือไม่” ซูเซียวเทียนปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ และพยายามไม่สนใจสายตาของคนตรงหน้า ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดนางจึงได้มองเขาด้วยสายตาที่แปลกไปเช่นนี้ เพราะทุกครั้งที่เจอหน้าเขา นางมักจะมองเขาด้วยสายตาเฉยชา หรือไม่ก็มองผ่านเขาไป ราวกับเขาคือคนที่ไร้ตัวตน
“พี่ใหญ่ว่าอย่างไรเจ้าคะ” เมื่อได้ยินคำชวนของชายหนุ่ม นางก็กันไปถามความคิดเห็นของพี่สาวทันที เพราะหากพี่สาวนางไม่อยากไป นางก็คงต้องตามใจพี่สาว
“ห้ะ” หญิงสาวละสายตาจากชายหนุ่มตรงหน้า แล้วหันมาถามน้องสาวอย่างไม่เข้าใจ เพราะนางไม่ได้ฟังคำสนทนาของทั้งสองเลย
“พี่เซียวเทียนชวนเราไปทานอาหารด้วยกัน พี่ใหญ่จะไปหรือไม่” นางเอ่ยถามพี่สาวอีกครั้ง พลางมองนางด้วยอย่างไม่เข้าใจ เพราะตั้งแต่เมื่อครู่แล้วที่พี่สาวของนางดูแปลกไป
“ไปสิ” นางพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ แต่ในใจได้แต่กรีดร้องออกมาอย่างดีใจ เพราะนางจำได้ว่าในนิยายตัวร้ายและนางร้ายในเรื่องไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันเลยสักครั้ง เมื่อมีโอกาสดี ๆ แบบนี้นางจะปล่อยไปได้เช่นไร นางคิดไม่ผิดจริง ๆ เลยที่เข้าหาน้องสาวผู้นี้ ดูสิเพียงไม่นานก็พานางมาพบกับชายในดวงใจ ไหนจะได้ร่วมทานอาหารกับเขาอีก
ซูเซียวเทียนที่ได้ยินคำตอบรับของนางก็ได้แต่ตกตะลึง ไม่คิดว่านางจะตอบตกลงง่ายดายขนาดนี้ เพราะเขาและนางก็ไม่ได้พูดคุยกันมานานมากแล้วตั้งแต่...
เห้อ... ช่างเถิด เขาไม่อยากจะรื้อฟื้นความหลังเพราะว่าเขาไม่อยากที่จะจดจำเรื่องนั้นอีก