บทที่ 4

1741 Words
บทที่ 4 ทั้งสามเดินเข้าไปในร้านอาหารพร้อมกัน โดยที่ลู่เหม่ยซานดูจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในนี้ แม้ทั้งสองคนที่เดินเข้ามาพร้อมกันจะเกิดความสงสัย แต่ก็ไม่มีผู้ใดคิดที่จะเปิดปากถาม เพราะน้อยครั้งนักที่นางจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุขเช่นนี้ แต่ทันทีที่หญิงสาวก้าวเท้าเข้ามาในห้อง รอยยิ้มของนางก็หุบลงอย่างกะทันหัน เพราะคนที่นั่งอยู่ในห้องคือคนที่นางไม่อยากพบหน้ามากที่สุด เถียนเวยซี ไป๋เซียวเยี่ยน ไหนจะตัวน่ารำคาญเช่นจางเจียวซินนั้นอีก ความสุขที่นางมีในตอนแรกได้หายไปในพริบตา นางไม่เข้าใจบุรุษผู้นี้เลยจริง ๆ อยากได้คนรักของเขา แต่ไม่เคยพยายามทำให้ตนเองได้อยู่กับนางในดวงใจสองต่อสองเลยสักครั้ง ไม่ว่าจะทำอะไรหรือชวนนางไปไหน ต้องมีไป๋เซียวเยี่ยนไปด้วยตลอด แล้วเช่นนี้จะพิชิตใจนางได้อย่างไร “หากพี่เซียวเทียนบอกว่ามีคนอื่นอยู่ด้วยข้าคงไม่มา” หญิงสาวหันไปเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงแง่งอน ทำให้คนในห้องตกใจอยู่ไม่น้อย รวมถึงตัวของคนที่ถูกเอ่ยถึงด้วยเช่นกัน เขาไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะได้ยินนางเรียกชื่อเขาออกมากปากของนางอีกครั้ง ทำให้ชายหนุ่มถึงกับไปไม่เป็น ทำให้ลู่ลี่อินต้องเอ่ยขึ้นเพื่อทำให้สถานการณ์ดีขึ้น “ช่างเถิดพี่ใหญ่ เราก็ไม่ต้องไปสนใจผู้อื่น หรือท่านอยากจะออกไปจากที่นี่” “ไม่ ข้าจะอยู่ที่นี่” นางมีโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดเขาถึงเพียงนี้ นางไม่มีทางที่จะปล่อยไปง่าย ๆ เพราะมีคนที่น่ารำคาญหรอก “เช่นนั้นก็นั่งลงเถิด อีกไม่นานอาหารคงมา” ซูเซียวเทียนปรับใบหน้าและน้ำเสียงให้กลับมาเป็นปกติเช่นเดิม พยายามซ่อนความรู้สึกของตนเองเอาไว้ให้ลึกที่สุด เขาไม่มีทางที่จะพลาดให้นางอีกอย่างแน่นอน ลู่เหม่ยซานเมื่อเห็นว่าที่นั่งข้าง ๆ ของซูเซียวเทียนยังคงวางอยู่ นางก็ตัดสินใจนั่งลงข้าง ๆ เขาโดยที่ไม่ต้องหยุดคิดเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่แปลกใจ เพราะว่าที่นั่งข้าง ๆ ไป๋เซียวเยี่ยนก็ยังว่างอยู่ หากเป็นปกติ นางจะต้องเลือกนั่งข้าง ๆ บุรุษผู้นั้นมิใช่หรือ ภายในห้องอาหารตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีผู้ใดคิดที่จะเปิดบทสนทนาเลยแม้แต่คนเดียว เพราะไป๋เซียวเยี่ยนก็ไม่ชอบใจเหมือนกันที่เขาต้องมานั่งร่วมโต๊ะกับบุรุษที่แสดงออกชัดเจนว่าชอบคนรักของเขา แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อนางอยากลองทานอาหารที่ร้านนี้ เขาจึงต้องจำใจยอมร่วมโต๊ะกับบุรุษผู้นี้ ไหนจะมีสตรีที่คอยหาเรื่องนางมาร่วมวงอีก อาหารมื้อนี้ถือเป็นมื้อที่แย่ที่สุดในชีวิตเขาเลยก็ว่าได้ “หลังจากเราทานอาหารเสร็จ เราไปที่สนามขี่ม้ากันดีหรือไม่” จางเจียวซินที่ทนรับแรงกดดันภายในห้องไม่ได้ก็หันเอ่ยปากชวนสหาย นางอยากจะออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด ไม่อยากอยู่ร่วมกับสตรีผู้นี้ต่อแม้เพียงเสี้ยวเดียว “ดีเลย ข้าก็มิได้ไปที่นั่นนางแล้วเหมือนกัน” แต่กลับผิดคาด ผู้ที่เอ่ยตอบหาใช่สหายของตนไม่ แต่คือคนที่กำลังมาเกี้ยวสหายของนางนั่นเอง “คุณชายซูจะไปด้วยหรือเจ้าคะ” นางไม่อยากให้สหายของนางและพี่เซียวเยี่ยนต้องมาผิดใจกันเรื่องนี้ แต่นางก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เพราะได้เอ่ยปากไปแล้ว หากจะปฏิเสธก็จะเป็นการเสียมารยาท “ข้าไปด้วยมิได้หรือ” เขาเลิกคิ้วถาม เขารู้ดีว่าหากไม่อยากกินอาหารร้านนี้ พวกนางก็คงไม่มีทางยอมมาร่วมโต๊ะกับเขาง่าย ๆ อย่างแน่นอน “เอ่อ...” นางไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี จึงหันไปขอความช่วยเหลือจากสหาย “ได้เจ้าค่ะ ตอบแทนที่คุณชายซูให้พวกเรามาร่วมโต๊ะด้วย” เถียนเวยซีเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงสุภาพ นางอยากรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเขาเอาไว้ เพราะเขาเองก็ค่อยช่วยเหลือและดีกับนางอยู่ไม่น้อย จึงไม่อยากให้ผิดใจ จนไม่สามารถคบหากันเป็นสหายได้ “ดีเลย ข้าก็อยากไปเหมือนกัน” ลู่เหม่ยซานไม่ยอมให้คนเหล่านั้นได้เอ่ยอะไรกันไปมากกว่านี้ นางไม่มีทางยอมให้ซูเซียวเทียนได้อยู่ใกล้สตรีผู้นั้นอีก นางจะขัดขวางอย่างสุดความสามารถเลยคอยดู “เจ้าจะไปทำไม ไม่มีใครชวนเจ้าเสียหน่อย” จางเจียวซินเอ่ยขึ้นอย่างไม่ชอบใจ หากสตรีผู้นี้ไปด้วยคงหมดสนุกแล้วจริง ๆ “พี่เซียวเทียนไม่มีคนชวนยังไปได้เลย เหตุใดข้าจะไปมิได้” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างลอยหน้าลอยตา เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครหน้าด้านเกินนางหรอก “แต่ข้ามิให้เจ้าไปด้วย” ยางไม่ยอมให้ลู่เหม่ยซานไปด้วยเด็ดขาด “ได้ ข้ามิไปกับเจ้า” นางเอ่ยขึ้นอย่างว่าง่าย จางเจียวซินที่เห็นแบบนั้นก็ยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ แต่รอยยิ้มของนางก็ต้องแข็งข้าง เมื่อได้ยินประโยคถัดไป “พี่เซียวเทียนข้าขอไปกับท่านได้หรือไม่” ลู่เหม่ยซานหันไปร้องขอคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทางออดอ้อน แต่เมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล นางจึงขยับตัวเข้าไปใกล้เข้ามากขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะยื่นมือเข้าไปจับที่ชายเสื้อของเขา พลางเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู และมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง “นะพี่เซียนเทียน ให้ข้าไปกับท่านด้วยนะเจ้าคะ” “ด... ได้” ซูเซียวเทียนที่ไม่สามารถต้านทานคำขอร้องของนางได้ ก็เอ่ยปากตอบรับไปอย่างไม่รู้ตัว “ขอบคุณพี่เซียวเทียนนะเจ้าคะ” หญิงสาวยกยิ้มขึ้นอย่างผู้ชนะ นางรู้ว่าในที่แห่งนี้ไม่มีผู้กล้าทำแบบนางอย่างเด็ดขาด เพียงแค่นี้ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว นางได้แต่ยกยิ้มร้ายในใจ “เช่นนั้นเราออกไปกันเถิดเจ้าค่ะ” ลู่ลี่อินเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง จึงเอ่ยชวนทุกคนออกไปจากห้องแคบ ๆ นี่ แม้ทุกคนจะยังงุนงงกับท่าทางที่เปลี่ยนไปของลู่เหม่ยซาน เพราะบุรุษที่นางคอยตามติดต้องเป็นไป๋เซียวเยี่ยนมิใช่หรือ เหตุใดนางจึงเปลี่ยนไปได้มากมายขนาดนี้ แต่ทุกคนก็ยอมออกไปจากตรงนี้ ถึงจะยังสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้นก็ตาม “พี่เซียวเทียน ข้าไปรถม้าคันเดียวกับท่านได้หรือไม่” แม้จะออกมาจากห้องแล้ว แต่ลู่เหม่ยซานก็ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสได้หลุดลอยไปง่าย ๆ วันนี้นางจะตามติดเขาทั้งวัน เขาจะไม่มีทางสลัดนางออกไปได้อย่างแน่นอน “รถม้าของเจ้าก็มีมิใช่หรือ จะไปกับข้าทำไม” เขามองการกระทำของนางอย่างงุนงง ตั้งแต่ที่เขารู้จักนางมา นางไม่เคยแสดงท่าทีเช่นนี้กับเขามาก่อน นางไม่สบายหรือว่านางเป็นอะไรไป “ก็ข้าอยากไปกับท่านนิ” นางยังคงเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยอม นางไม่มีทางยอมแพ้เขาอย่างเด็ดขาด “คุณชายซู เดี๋ยวเราไปเจอกันที่ลานขี่ม้าเลยนะเจ้าคะ” เถียนเวยซีอาสาเป็นคนที่จะมาเอ่ยบอกพวกเขาเอง เพราะเจียวซินก็ไม่ลงรอยกับคุณหนูลู่ ส่วนพี่เซียวเยี่ยนก็ไม่ถูกกับคุณชายซู จึงมีเพียงนางเท่านั้นที่สามารถรับหน้าที่นี้ได้ “แล้วเจอกันที่ลานขี่ม้า” เขาส่งยิ้มหวานไปให้นาง แต่ก็ไม่วายโดนสตรีที่อยู่ตรงหน้าขัดขวาง “เสร็จธุระแล้วก็กลับไปเสียสิ คนรักของเจ้ารออยู่” ทันทีที่ลู่เหม่ยซานเอ่ยจบ รอยยิ้มบนใบหน้าของทั้งสองก็แข็งค้างไปทันที จากนั้นเถียนเวยซีก็เดินกลับไปรวมกลุ่มกับคนรักและสหายทันที “เหตุใดเจ้าต้องมาขัดขวางข้าด้วย” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นเสียงเข้ม เขาอุตส่าห์มีโอกาสได้อยู่กับนางโดยที่ไม่มีไป๋เซียวเยี่ยนแล้วเชียว “นางมีคนรักอยู่แล้ว เหตุใดท่านต้องไปสนใจนางด้วยเล่า” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างไม่หวาดกลัว คิดว่าเพียงแค่ทำเสียงแข็งใส่แล้วนางจะกลัวหรือ “ขนาดไป๋เซียวเยี่ยนมีคนรักอยู่แล้วเจ้ายังไม่สนใจเลย แล้วเหตุใดข้าต้องสนใจด้วยเล่า” ที่ผ่านมานางทำยิ่งกว่าเขาเสียอีก เหตุใดจึงกล้ามาสอนเขาเรื่องพวกนี้ “นั่นมันเรื่องในอดีต” ทุกอย่างที่ผ่านมานางจะถือว่าทุกอย่างคืออดีต และไม่เกี่ยวข้องกับนาง “เรื่องพึ่งผ่านมาไม่ถึงสิบวันเลยด้วยซ้ำ” เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่านางจะเอ่ยคำนี้ออกมา เขาได้ข่าวว่าก่อนหน้านี้เพียงไม่นาน นางพึ่งถูกไป๋เซียวเยี่ยนไล่กลางตลาด เพราะจะเข้าไปทำร้ายเถียนเวยซี แต่วันนี้นางกลับบอกว่าทุกอย่างคืออดีต “แล้วอย่างไร เรื่องทุกอย่างที่ผ่านมาก็ถือเป็นอดีต” นางจะไม่ยอมรับความผิดใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแค่นางยืนกราน ก็ไม่มีผู้ใดสามารถทำอะไรนางได้แล้ว “คงจะเป็นเช่นนั้น เรื่องทุกอย่างเป็นอดีต วันนี้เจ้าจึงได้ลืมทุกอย่างไปจนหมดสิ้น” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยอย่างไม่อาจปิดบังได้ จากนั้นจึงเดินไปขึ้นรถม้า โดยที่ไม่เอ่ยอะไรออกมาอีก
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD