ตอนที่ 2 สามีเปลี่ยนไป

1222 Words
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าลืมสบู่จึงเดินไปฝั่งครัวที่สูงเพียงอก “นิด เอาสบู่มาให้อ้ายแหน่” (นิด เอาสบู่ให้พี่หน่อย) “อยู่ในขันใต้ล่างเฮียน” (อยู่ในขันตรงใต้ถุนบ้าน) “โอ๋ อ้ายลืม” (อ้อ พี่ลืม) “บ่อค่อยได้อาบน่ำกะเลยลืม” (ไม่ค่อยได้อาบน้ำก็เลยลืม) มาวินไม่ตอบโต้อะไรเมื่อรู้ว่าเจ้าของร่างนี้ขี้เกียจแค่ไหน ร่างสูงอ้วนเดินอุ้ยอ้ายไปตามทางเดินดินร่วนที่ลาดต่ำลงไปหาลำน้ำ ฝั่งซ้ายเป็นต้นยาสูบฝั่งขวาเป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่มีรอยใช้จอบขุดอยู่ครึ่งหนึ่ง ไม่ถึงยี่สิบเมตรก็ถึงลำน้ำที่ทอดยาวขนานกับเรือนของเขา ท่าน้ำมีแผ่นไม้เรียงกันไว้สามแผ่นยกสูงด้วยเสาสี่ต้น ระดับน้ำลดลงไปจนเหลือครึ่งเสา มาวินเดินลัดเลาะไปตามริมฝั่งจนเห็นลานหิน เขาจึงถอดเสื้อชุดม่อฮ่อมสีกรมท่าออกพาดไว้ตามกิ่งไม้เหลือเพียงกางเกงผ้าบางสีเข้มขาสั้นอีกตัว สายตาก้มลงสำรวจร่างกายตัวเอง แล้วรู้สึกหนักใจจนบอกไม่ถูก หน้าอกของเขาใหญ่กว่าหน้าอกของผู้หญิงหลายร้อยคนด้วยซ้ำ ตอนเดินผ่านกระจกในบ้านเขาแอบชำเลืองมองใบหน้าตัวเองพอผ่าน ๆ แค่นั้นก็ยังรู้สึกใจหายวาบยอมรับตัวเองแทบไม่ได้ ร่างนี้อายุแค่ยี่สิบห้าแต่หน้าไปไกลจนเกือบจะถึงสามสิบห้าแล้ว “สิลดจังได๋ไหว ถ่าบ่อลดบ่อได้ตายดีแท่” (จะลดน้ำหนักอย่างไรไหว ถ้าไม่ลดไม่ได้ตายดีแน่ ๆ) มาวินพ้อกับตัวเองเมื่อเห็นสังขารตน เขาค่อย ๆ เดินลงแม่น้ำพร้อมกับสบู่หนึ่งก้อน เกิดมาเพิ่งเคยใช้ชีวิตสมถะแบบนี้ คิดถึงน้ำอุ่นในห้องน้ำหรูกับครีมอาบน้ำกลิ่นหอม ๆ แล้วเศร้าใจ อาบน้ำถูตัวเสร็จก็ว่ายน้ำกลับไปกลับมาจนเหนื่อยหอบ ขึ้นจากน้ำก็เช็ดตัวแล้วสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ ซักเสื้อผ้าด้วยสบู่ก้อนนั้นแล้วค่อยเดินกลับ รู้สึกรำคาญที่รองเท้าแตะคีบมันลื่นซ้ายทีขวาทีเพราะเท้าเปียกเหยียบดินมาด้วย ไม่คิดว่าต้องมาใช้ชีวิตติดดินแบบนี้ ตากผ้าไว้กับราวไม้ไผ่ข้างเรือนฝั่งตะวันตก ก้าวเท้าจะเดินมาขึ้นเรือนก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นบ้านหลังเล็กเสาเอียงไปทางทิศใต้จนเกือบจะถึงสามสิบองศา เจ้าของร่างเดิมกับภรรยาอยู่มาได้อย่างไรตั้งหลายปี อำนาจส่ายหัวแล้วเดินขึ้นเรือน นิตยาก็เตรียมกับข้าวไว้รอแล้ว เขาเดินออกไปทางฝั่งครัวแล้วนั่งลงเบา ๆ แบบที่ไม่เคยเป็น นิตยาสังเกตท่วงท่าของสามีที่ดูเปลี่ยนไป ปกติเขาเดินลงส้นเท้าหนักจนเรือนสะเทือนไปทั้งหลัง แต่ครั้งนี้เบากว่าครั้งไหน ๆ มาก เขารู้จักย่องเท้าเบาเป็นด้วยหรือ สายตามองอาหารตรงหน้าแล้วก็ต้องอึ้งไปสักพัก เมื่อเห็น ไข่เป็ดต้ม ผักลวกและปลาร้าสับหรือแจ่วบองที่เขาก็รู้จัก เพราะตอนทำงานอยู่กรุงเทพฯก็มีลูกน้องที่เป็นคนอีสาน และพ่อกับแม่ของเขาก็ชอบกิน “เอาน่ำปลาให่อ้ายแหน่” (เอาน้ำปลาให้พี่หน่อย) “บองปลาแดกเค็มบ่อพอเบาะ” (ปลาร้าสับเค็มไม่พอเหรอ) นิตยาสงสัยว่าทำไมเขาถึงอยากได้น้ำปลาอีก “บ่อแมน มื่อนี่อ้ายบ่ออยากบองปลาแดก” (ไม่ใช่ วันนี้พี่ไม่อยากกินปลาร้าสับ) เขาขอเวลาทำใจอีกสักหน่อย ปลาร้าต้มสุกใส่ส้มตำหรือใส่แกงเขาพอกินได้ แต่ปลาร้าดิบมาเป็นตัว ๆ แบบนี้เขาสู้ไม่ไหว นิตยาทำหน้างงเพราะปกติผู้ชายคนนี้ไม่เคยปฏิเสธเรื่องอาหารการกิน มีอะไรกินจนเรียบทุกอย่าง แต่ก็ยอมลุกไปหยิบมาให้เขา มาวินปอกไข่ต้มใส่ถ้วยใช้มือบิครึ่งให้ไข่แดงยางมะตูมไหลออกมาแล้วเหยาะน้ำปลาใส่ จากนั้นปั้นข้าวเหนียวมาจิ้ม แบบนี้เขาคงลดน้ำหนักได้ไม่ยาก แต่อาจจะตายก่อนเพราะไม่มีแรง แต่แบบนี้ก็อร่อยไปอีกแบบ นิตยาสังเกตสามีกินข้าวอย่างเงียบ ๆ เขากินแค่ผักลวกกับไข่ต้มจริง ๆ ไม่แตะปลาร้าสับแม้แต้คำเดียว ปกติเห็นฉีกปลาร้ากินเป็นตัว ๆ แถมท่าทางกินยังสงบเสงี่ยมกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่เคี้ยวเสียงดัง ไม่มุมมาม ข้าวเหนียวที่เคยกินคำเท่ากำปั้นก็ลดลงมาเหลือคำเล็กเท่าไข่นกกระทา มาวินกินข้าวอิ่มก่อนภรรยา เสร็จแล้วเขาเดินไปล้างมือไม่ได้ล้างลงข้างตัวเหมือนเช่นทุกครั้ง จากนั้นเดินลงไปนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ด้านล่างตรงนั้นมีแคร่ไม้ไผ่ค่อนข้างเก่าวางอยู่ ทุกย่างก้าวของเขานิตยามองตามด้วยความรู้สึกแปลก ๆ เขาไม่สูบบุหรี่หลังรับประทานอาหารเสร็จ ไม่ขากถุยเหมือนที่เคยทำ พูดเพราะกว่าเดิมหลายเท่า “คือเปลี่ยนไปหลายแท่วะ” (ทำไมเปลี่ยนไปเยอะจัง) เก็บถ้วยชามเสร็จจึงเดินลงเรือนตามสามีไป เธอใช้ผ้าคลุมหน้าแล้วสวมหมวกปีกทับ จากนั้นเดินไปถือเอาจอบเดินตรงไปยังแปลงดินที่เจ้าตัวขุดค้างไว้ มาวินมองภรรยาจำเป็นแล้วถอนหายใจ เขาจะทำอย่างไรดี คิดไปคิดมาจึงตัดสินใจเดินไปหยิบจอบเล่มใหญ่ที่สอดไว้ใต้ถุนบ้านแล้วเดินตามภรรยาไป เขารู้ว่าร่างเดิมของผู้ชายคนนี้ไม่เคยทำอะไรเลยไม่รู้ว่าเขากล้านอนเอาเปรียบผู้หญิงขนาดนี้ได้อย่างไร “อ้ายขุดซอย” (พี่ขุดช่วย) “ฮะ! เจ้าว่าอิหยังนะ” (ฮะ! พี่ว่าอะไรนะ) นิตยาถามด้วยความประหลาดใจ ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนถึงตอนนี้เขาดูแปลกไปจากเดิมมาก หรือเขาจะคิดได้แล้วจริง ๆ แต่มันไม่เร็วไปหน่อยหรือ “อ้ายสิขุดซอย” (พี่จะช่วยขุด) นิตยามองหน้าขึ้นท้องฟ้าแล้วเอ่ยขึ้น “ฝนกะบ่อตกเด้ล่ะ” (ฝนก็ไม่ตกนี่นา) ตั้งแต่อยู่กับเขามาร่วมปีอำนาจไม่เคยลุกขึ้นมาช่วยเธอทำงานเลยแม้แต่ครั้งเดียว ที่เธอยอมทนอยู่ด้วยเพราะอย่างน้อยก็มีเขาอยู่เป็นเพื่อนไม่ต้องนอนกลัวผีเหมือนสี่ปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะแต่งงานกับเขา มาวินไม่ได้สนใจกับคำที่เธอพูด ตั้งหน้าตั้งตาขุดดินทั้งที่เขายังใช้จอบไม่ค่อยถนัดนัก เกิดมาจนอายุสามสิบแล้วเคยใช้จอบที่ไหน “เอาหมวกไปใส่” (เอาหมวกไปใส่) นิตยาถอดหมวกของตนยื่นให้เขา เพราะสงสารคนตัวอ้วน ยืนตากแดดไม่ทันไรเหงื่อก็ไหลท่วมตัว “นิดใส่โลด” (นิดใส่เถอะ) “ข่อยมีผ้าด้ามอยู่” (ฉันมีผ้าขาวม้าอยู่) มาวินปรายตามองเธอแวบหนึ่งแล้วรับหมวกปีกจากเธอมาสวมแล้วทำงานต่อ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD