น้ำตาลเปิดประตูเข้าไปเห็นคุณแม่นั่งหายใจเหนื่อยหอบอยู่ตรงนั้น มือของแม่ข้างหนึ่งกุมตำแหน่งของหัวใจ ก่อนจะพูดออกมาอย่างยากลำบากว่า
"ตาล ตาลช่วยแม่ด้วย แม่หายใจไม่ออก" พูดออกมาอย่างยากลำบากเหมือนว่ากำลังจะหมดสติ น้ำตาลรีบเปิดหน้าต่างและตะโกนเรียกคุณหมอปริญที่ยืนอยู่ตรงฟุตบาทหน้าบ้านทันที
"ช่วยด้วยค่ะ คุณหมอช่วยด้วย" หมอปริญแหงนหน้าขึ้นมาเห็นน้ำตาลร้องเรียกน้ำตาอาบแก้ม เขารีบวิ่งขึ้นมาดูทันที
"ช่วยคุณแม่ด้วยค่ะคุณหมอ" เขาวิ่งกลับขึ้นมาบนบ้านเห็นน้ำตาลที่อุ้มลูกอยู่ในมือ เด็กชายหน้าตาน่ารักกำลังร้องจ้าเพราะว่าตกใจ ในตอนนี้หัวใจของคุณหมอหนุ่มมันเกิดกระตุกไม่รู้ตัว เด็กคนนี้ เขามองหน้าของข้าวตังอยู่เนิ่นนาน หน้าตาทำไมออกลูกครึ่งเหมือนเขาเลย
"ช่วยแม่ตาลด้วยค่ะ"เธอเข้าไปนั่งข้าง ๆ คุณแม่แต่ไม่กล้าทำอะไร
"ถอยออกไปก่อน ผมดูให้เอง"
"ยา ยาคุณแม่ของคุณอยู่ไหน" ด้วยประสบการณ์เขารู้ทันทีว่าคุณแม่ของน้ำตาลเป็นอะไร
"ยาอะไรคะ" น้ำตาลไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาหมายถึงยาอะไรเพราะแม่ของเธอมีแต่ยาบำรุง ที่ได้มาจากหมอเมื่อวาน
"ยาแก้โรคหัวใจของแม่คุณไง" ว่าแล้วก็มองไปรอบ ๆ ห้อง เห็นถุงยาวางอยู่ที่หัวเตียง ชายหนุ่มเทถุงยาออกมาทั้งหมด มีแต่ยาบำรุง ไม่มียาแก้โรคหัวใจ
"บ้าฉิบ! เปิดหน้าต่างออกให้หมด จับตัวคุณแม่นั่งนิ่ง ๆ ผมจะลงไปเอายา" คุณหมอปริญสั่งเธอและรีบวิ่งลงไปที่รถของเขาทันที ก่อนจะกลับมาด้วยยาที่ใช้รักษาโรคหัวใจ วารุณีได้ยาอมที่ใต้ลิ้น เป็นการกู้ชีพเบื้องต้นก่อนจะนำส่งโรงพยาบาล พอถึงโรงพยาบาลร่างของวารุณีถูกเข็นเข้าห้องฉุกเฉินทันที เขาพาเธอมาที่โรงพยาบาล H hospital ของเขา และได้รับการตรวจอย่างละเอียดโดยคุณหมอปริญ โรงพยาบาล H hospital เป็นโรงพยาบาลทีมีเครื่องมือทันสมัย ใหญ่ที่สุด และแพงที่สุดในย่านนี้แต่น้ำตาลไม่มีทางเลือกอื่นใด เพราะตอนออกมาคุณแม่ของเธอเริ่มอ่อนแรงจนแทบหมดสติอยู่ตรงนั้น ท่านแน่นหน้าอกหายใจไม่ทัน ตะเกียกตะกายออกมาที่ประตู แต่ยังมาไม่ถึงล้มลงไปเสียก่อน น้ำตาลอุ้มลูกน้อยนั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน เธอหอบสิงโตตัวโปรดของน้องข้าวตังมาด้วย ลูกชายของเธอเลยไม่ร้องไห้งอแง
"คุณแม่ของคุณเป็นไงบ้างครับ" นายแพทย์อนาวินเดินเข้ามาถามเธอ ในขณะที่น้ำตาลกำลังอุ้มลูกอยู่นั้น เขาได้รับโทรศัพท์จากนายแพทย์ปริญ เลยรีบลงมาดู บังเอิญว่ามันเป็นเวลาเลิกงานที่เขากำลังจะกลับบ้านพอดี
"คุณหมอพาเข้าไปตั้งนานแล้วค่ะ ยังไม่ออกมาเลย"
"คุณไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ พี่ปริ้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เขาต้องช่วยเหลือคุณแม่ของคุณได้แน่นอน" คุณหมออนาวินบอกกับเธอ เขาอยากอยู่เป็นเพื่อน แต่คุณย่าของเขาก็รอที่บ้านเหมือนกัน
"ผมต้องไปร่วมงานวันเกิดคุณย่าก่อนนะครับ คุณไม่ต้องห่วงนะ พี่ปริ้นรักษาได้แน่นอน" เขาปลอบใจเธออีกครั้งก่อนจะเดินออกไป
"เดี๋ยวก่อนค่ะคุณหมอ คือเรื่องขนมที่ตาลไม่ได้ส่ง" เธอยังเป็นห่วงเรื่องขนมของเขา เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ไม่มีใครไปส่งขนมให้เลย คุณหมอปริญพอมาถึงก็เข็นคุณแม่ของเธอเข้าห้องฉุกเฉินทันที น้ำตาลนั่งรออยู่ตรงนี้มาเป็นชั่วโมง ยังไม่เห็นใครเดินออกมาเลย
"คุณไม่ต้องเป็นห่วง มันเป็นอุบัติเหตุผมเข้าใจ แล้วผมก็สั่งเค้กจากโรงแรมมาแทนแล้วครับ" เขาบอกอย่างใจดี อุบัติเหตุอย่างนี้ไม่ใช่ความผิดของใคร
"ผมไปก่อนนะแล้วจะโทรหา" น้ำตาลมองตามอย่างซาบซึ้งคุณหมออนาวินเป็นคนที่ใจดีมาก แล้วพี่ชายของเขาล่ะ จะใจดีเหมือนกันหรือเปล่า เธอมองเข้าไปในห้องฉุกเฉินที่เขาเร่งช่วยชีวิตคุณแม่ของเธออยู่ น้ำตาลภาวนาขอให้คุณแม่รอดปลอดภัย และขออย่าให้ค่ารักษามันแพงจนเธอจ่ายไม่ไหวเลย เพราะโรงพยาบาลนี้เลื่องลือในด้านค่ารักษาที่แพงมหาโหด แล้วเธอจะเอาที่ไหนมาจ่ายค่ารักษาให้คุณแม่ของเธอ
ไม่นานคุณแม่ของน้ำตาลก็ถูกเข็นออกจากห้องฉุกเฉินในลักษณะที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ เธอกำลังจะวิ่งตามไปแต่พยาบาลเรียกเอาไว้ก่อน
"ญาติคนไข้เชิญพบคุณหมอค่ะ" พยาบาลคนนั้นเรียกเธอไปพบกับนายแพทย์ปริญ
น้ำตาลอุ้มข้าวตังตามพยาบาลไปพบคุณหมอปริญในห้องทำงานของเขา คุณหมอหนุ่มส่งผลตรวจและฟิล์มเอกซเรย์ให้เธอดูและอธิบายว่า
"คุณแม่ของคุณเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบแบบเฉียบพลัน อาการค่อนข้างรุนแรง ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นอาการที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา ผมต้องทำการผ่าตัดเท่านั้น แต่ญาติคนไข้ต้องเซ็นยินยอม"
"ผ่าตัดเหรอคะ"
"ใช่เป็นทางเดียวที่จะทำให้คุณแม่ของคุณรอดเป็นปกติ ผมจะทำการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ และต้องทำอย่างเร่งด่วน ถ้าช้ากว่านี้คุณแม่ของคุณอาจจะเสียชีวิต"
"แล้วค่าใช้จ่ายเท่าไรคะ" เธอแทบไม่มีเสียงในลำคอ คุณแม่ป่วยโรคร้ายแรงขนาดนี้ เธอไม่เคยรู้เลย และเมื่อเช้าท่านช่วยทำขนมตั้งแต่ตีสี่จนถึงบ่ายโมง มิน่าหละท่านถึงช็อก น้ำตาลสะอื้นออกมาทันที คุณหมอหนุ่มมีแววตาไหววูบเล็กน้อย แต่เขาจ้องมองคนตัวเล็กที่อยู่ในตักของเธอมากกว่า หน้าตาอย่างนี้ ผมอย่างนี้เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์คิดว่าน่าจะเป็นลูกชายของเขา ขาดก็แต่ผลตรวจดีเอ็นเอเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องยืนยัน
"คุณจะยินยอมให้เรารักษาหรือเปล่า" เขาเอ่ยถามเธออีกครั้ง
"ตาลไม่มีเงินค่ะ"
"เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง ผมรักษาให้คุณได้ แต่เราต้องมีข้อตกลงกัน"
"อะไรคะ?" เธอมองหน้าเขาอย่างค้นคว้า ในตอนนี้เองเธอพึ่งสังเกตเห็นว่าคุณหมอหนุ่มจ้องลูกชายตัวเล็กของเธอไม่วางตา น้ำตาลรีบเอาลูกซุกอกตามสัญชาตญาณของเธอ
"ผมขอตรวจดีเอ็นเอเด็กคนนี้ และถ้าเขาเป็นลูกของผมจริง ผมขอสิทธิ์ความเป็นพ่อ"
"ยังไงนะคะ" น้ำตาลเริ่มหวาดหวั่น เขาจะมาขอกันง่าย ๆ ได้ยังไง เธออุ้มท้องมาคนเดียว เลี้ยงคนเดียวตั้งแต่แบเบาะ เขาไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีลูก
"ถ้าเด็กคนนี้เป็นลูกของผมจริง ผมขอสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตร"
"คุณอยากมีลูก" เธอถามอย่างแปลกใจ แต่มันไม่ใช่เขาหรอกที่อยากมีลูก คุณย่าของเขาต่างหากที่อยากมีหลานไว้สืบสกุลและเด็กคนนี้ก็เป็นผู้ชาย
"ใช่ผมอยากมีลูก และผมขอสิทธิ์ขาดในการเลี้ยงดู" หมายความว่าเขาขอเป็นผู้ปกครองเด็กโดยที่ไม่ได้อุ้มท้อง โดยที่ไม่ได้เบ่งคลอดออกมา
"ไม่ได้หรอกค่ะ เด็กคนนี้เป็นลูกของตาล ตาลรัก ตาลท้อง ตาลเลี้ยงดูเขามาอย่างลำบาก ตาลจะไม่ยกให้ใครทั้งนั้น" เธอร้องไห้จนตัวโยนอย่างกลั้นไม่อยู่ แม้จะรู้จักเขาเพียงไม่นาน แต่ไม่คิดว่าเขาจะเป็นผู้ชายเห็นแก่ตัวขนาดนี้ คิดพรากได้แม้กระทั่งลูกของเธอ
"สิบล้าน ผมจ่ายให้คุณสิบล้านเพื่อแลกกับสิทธิ์ขาดในการดูแลข้าวตัง" เธอแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง คนอย่างเขาคงชินกับการตีราคา นอนกับเธอก็ตีราคาค่าตัว แล้วยังจะมาตีราคาความเป็นแม่ของเธออีก
"ตาลไม่ขายค่ะ ถึงตาลจะจนแค่ไหน ตาลก็ไม่มีวันขายลูกกิน!"
"ก็ตามใจคุณ ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องกล่าวคำว่าเสียใจ"
เขาหมายความว่า ถ้าเธอไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา เขาก็คงช่วยอะไรไม่ได้ คงต้องถอดเครื่องช่วยหายใจ ออกจากร่างของแม่เธอ