บทที่ 5 การตัดสินใจของเอี้ยนซ่านฉี 2

1166 Words
“ส่งมันไปอยู่แนวหน้า” “พี่รอง เปลี่ยนใจคิดดูใหม่เถิด อย่าใช้เหล็กดีทำตะปู อย่าใช้คนดีเป็นพลทหาร” “คนดี? เหตุใดเจ้าจึงปักใจรวดเร็วนัก” “เขาเป็นคนสำคัญ... ของข้า... และก็ของท่าน” องค์หญิงพยายามบอกใบ้สุดฤทธิ์แล้ว ทว่าดาบคมกริบในมือชายหนุ่มกำลังย้ายมาพาดลำคอเชลยตัวผอม สีหน้าของมนต์นภาตื่นตระหนก ผิดกับองค์หญิงตัวน้อยผู้ซึ่งควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่ามาก กิริยาของนางนอบน้อมเยือกเย็นปราศจากความรู้สึก “ข้าดูเป็นเด็กเพ้อเจ้องั้นหรือเพคะ” “ใช่ เจ้าเป็นเด็กเพ้อเจ้อ ฮวาเอ๋อร์ พี่รองถามจริงๆ เถอะ เจ้าเป็นอะไรไป?” เอี้ยนซ่านฉีเคาะกะโหลกน้องสาว สีหน้าเป็นห่วงเป็นใย บางทีความโหดร้ายในสนามรบคงจะกระทบกระเทือนจิตใจองค์หญิงน้อยก็เป็นได้ “ฮวาเอ๋อร์ พี่รองเตือนเจ้าแล้วว่าอย่ามา เจ้าก็ไม่เชื่อ ดูท่าว่าข้าจะทำให้เจ้าล้มป่วยเสียแล้ว เฮ้อ เสด็จพ่อบีบคอข้าตายแน่” “พี่รอง เชื่อข้าสักครั้งเถอะ ข้าไม่ได้ป่วย ข้าสบายดีแล้วก็มีสติสมบูรณ์ อย่างน้อย เอ่อ... อย่างน้อย เอ่อ... ท่านก็ให้เขาติดตามใกล้ชิดไปก่อนก็ได้” “ติดตามข้า?” เอี้ยนซ่านฉีย่อตัวลงให้ระดับสายตาตรงกับน้องสาว พาดสันดาบบนบ่าของตนเองด้วยท่าทีสบายๆ “พี่จ๋าของเจ้าคนนี้คงจะมีฝีมือเก่งกาจมากกระมัง” “ใช่ พี่รอง คนไม่ใช่สัตว์ที่ต้องมีชาติพันธุ์ดีจึงนับว่าดีได้ ท่านยังไม่ได้ดูฝีมือของพี่เสี่ยวเจินเลยสักนิด พี่รองตั้งแง่รังเกียจเช่นนี้ก็เกินไป” องค์หญิงมองไปทางมนต์นภา “ข้าคิดว่าพี่รองจะต้องถูกใจเขา เชื่อข้าเถอะพี่รอง ข้าเห็นกับตามาแล้ว เขาคือคนที่ท่านตามหา” “ขอปฏิเสธ คนตักส้วมของข้ายังดูใช้การได้มากกว่าพี่จ๋าของเจ้า” เขากลั้วหัวเราะเหมือนเพิ่งฟังเรื่องขบขัน ชายหนุ่มเลื่อนสายตาคมกริบไปพิจารณาเจ้าหนุ่มเสี่ยวเจินอีกครั้ง คราวนี้รอยยิ้มใจดีหายวับไป “งาช้างไม่งอกจากปากสุนัข แต่ในเมื่อน้องสาวของข้ายืนกรานเช่นนั้น ข้าก็จะให้โอกาสเจ้าพิสูจน์คำพูดของนาง ก่อนตะวันตกดิน เจ้าจะต้องให้คำตอบข้าว่าทำไมข้าจึงควรไว้ชีวิตเจ้า” “พี่รอง...” “เงียบ ข้ากำลังพูดกับมัน” เอี้ยนซ่านฉีเป็นพี่ชายตัวโตใจดีสำหรับน้องสาวก็จริง แต่สำหรับเรื่องนี้ เขาตามใจนางไม่ได้ “ปกติเจ้าทำอะไรเป็นบ้าง” “เอ่อ...” มนต์นภาบิดตัวไปมาอย่างไม่แน่ใจ “ยืนตัวตรงแล้วสบตาเมื่อข้าถาม!” เสียงตวาดดุดันของคนตัวใหญ่ทำเอานางสะดุ้งโหยง ยืนอกผึ่งผายตามคำสั่งในทันใด “ข้า...” “กระหม่อม” องค์หญิงเตือน “กระ...หม่อม... เอ่อ...” “ตอบให้มันชัดถ้อยชัดคำ อ้อมแอ้มน่ารำคาญ” ว่าแล้วก็กระแทกหมัดเข้าที่ท้อง ไม่หนักไม่เบาแต่ทำให้เครื่องในร้องระงม มนต์นภาจุกจนตาเหลือกแทบทรุดลงไปกองกับพื้น แต่นางรู้ว่าหากนางล้ม คนผู้นี้จะกระทืบซ้ำทันที ร่างบางจึงยืนหยัดไว้สุดชีวิตแม้ว่าจะดูทุลักทุเลก็ตาม “ว่าไง!” มนต์นภาสะดุ้ง กวาดตามองไปรอบๆ เมืองซึ่งบัดนี้แปรสภาพเป็นป้อมปราการรับข้าศึกที่อยู่ภายนอก ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีประปา ไม่มีอินเตอร์เนต ไม่มีอะไรเลยนอกจากสิ่งปลูกสร้างโบราณกับสงครามอันน่าสยดสยอง มนต์นภาคิดถึงวิธีเอาตัวรอดในสภาพคล้ายๆ กันนี้จากวิชาลูกเสือเนตรนารี มีอะไรบ้างหนอที่นางพอจะทำได้ ขณะรอคำตอบ ดาบของแม่ทัพก็เงื้อสูงขึ้นทีละน้อย “กระหม่อมทำอะไรไม่เป็นสักอย่างพ่ะย่ะค่ะ!” มนต์นภาตะโกนเสียงดังฟังชัด น้ำหูน้ำตาไหลพราก ทุกคนที่ได้ยินต่างเงียบ ตามด้วยเสียงด่าลอยมาตามลมว่าไอ้กระสอบหญ้า[1] มนต์นภาหลับตาแน่นปี๋ ใจสั่นริกๆ ตั้งแต่เด็กจนโตนางไม่เคยพิสมัยวิชาลูกเสือเนตรนารีเลยสักนิด ความรู้ที่จำได้อย่างมากก็แค่เอาผ้าพันคอมาม้วนเป็นแท่งแล้วฟาดเล่นกันเผียะๆ ครั้นจะให้ก่อกองไฟหุงข้าว เดินป่าตามเข็มทิศหรือผูกเงื่อนผูกปมอะไร ว้าย นางทำไม่เป็นหรอก พอโตเข้ามหาวิทยาลัย วันๆ ก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในหอ แช่แอร์ จิ้มมือถือเล่นเกมปลูกผักไม่ก็ตามส่องดารา แค่เดินลงจากหอไปซื้อของเซเว่นหน้าปากซอยแล้วเดินกลับมาถูกก็สาธุแล้ว “เอ้า! รีบตอบไปสิว่าเจ้าทำอะไรเป็นบ้าง” องค์หญิงช่วยจนไม่รู้จะช่วยอย่างไรแล้ว “ทำงานในโรงครัวก็ดีนะ หรือจะไปประจำอยู่โรงหมอ เจ้ารักษาม้าได้ใช่ไหม” “กระหม่อม... เป็นแค่นักศึกษา” มนต์นภาพูดไปสะอื้นไป น้ำตาร่วงเผาะ “ทำอะไรไม่เป็นหรอก แค่จะไปเรียนยังต้องให้เพื่อนมารับเลยเพราะกระหม่อมชอบเดินหลงทาง ฮือ...” “เหยาะแหยะสิ้นดี” เอี้ยนซ่านฉีกอดอก “พาตัวองค์หญิงไป แล้วตามหมอทุกคนในเมืองมาตรวจอาการ ศีรษะของนางคงจะถูกกระทบกระเทือน” “พ่ะย่ะค่ะ” “พี่รองฟังข้าก่อน อย่าฆ่าเขาเด็ดขาดนะ” องค์หญิงถูกพาตัวหายไปอีกทางหนึ่ง เหลือเพียงมนต์นภาที่ต้องหาทางเอาชีวิตรอดเพียงผู้เดียว ร่างบางสูดลมหายใจเข้าอย่างระมัดระวัง ไม่กล้าขยับไหวติงใดๆ ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับปีศาจร้าย “เงยหน้าขึ้นเยี่ยงลูกผู้ชาย” กูเป็นลูกผู้หญิง... มนต์นภารวบรวมความกล้า เลื่อนสายตาขึ้นสอดประสาน ดวงหน้าหวานสวยเต็มไปด้วยคำขอร้องวิงวอน ทว่าใบหน้าคมเข้มบึ้งตึงก่อนจะลากคอเสื้อเจ้าหนุ่มตัวแห้งผู้นี้ไปทางด้านหนึ่ง ที่ซึ่งใช้สำหรับเลี้ยงม้าแก่หรือบาดเจ็บจนใช้งานไม่ได้ เขายัดถังไม้ใส่มือให้จากนั้นก็ถีบมนต์นภาเข้าไปในคอกม้า ก่อนจะปิดประตูคอกดังโครม “ที่นี่มีม้าป่วยใกล้ตายอยู่สองตัว หากมันรอดเจ้ารอด หากมันตาย เจ้าก็ตาย” สีหน้าของเขารำคาญเสียเต็มประดา มองมนต์นภาว่าเป็นไอ้พวกหนุ่มหน้ามน ใจเสาะไร้ความสามารถ บอบบางราวกับคุณชายที่โตมาบนตักแม่ อะไรนิดอะไรหน่อยก็หน้าซีดปากสั่นเสียแล้ว “เจ้าจงค้นหาประโยชน์ของตัวเองให้พบก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน และ... หากข้ารู้ว่าเจ้าล่อลวงน้องสาวของข้าอีก ข้าจะสับเจ้าเป็นชิ้นๆ” เมื่อเขากระทืบเท้าจากไป มนต์นภาจึงเข่าอ่อนร่วงลงไปกองบนพื้น เพิ่งรู้ตัวว่ากลั้นหายใจจนหน้าซีด ใจคอเขาจะให้คนอื่นกล้ามถึกอึดเหมือนตัวเองหมดเลยหรืออย่างไร! กูเป็นผู้หญิงว้อย [1] แปลว่าโง่
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD