บทที่ 6 เริ่มต้นดิ้นรน
“กินซะแล้วไปทำงาน แต่งตัวอุจาดตาจริง ถุย!”
ทหารจากโรงครัวคนหนึ่งนำอาหารมาส่งให้ที่คอกม้า วางกระแทกโครมจนชามกระฉอก จากนั้นก็เดินจากไปด้วยกิริยากุ๊ย มนต์นภาเข้าใจดีว่าเมื่อต้องมาอยู่ต่างที่ต่างผู้คน อะไรนิดอะไรหน่อยก็ควรจะอดทน แต่มนต์นภาน้ำตาร่วงเผาะอยู่ข้างม้าป่วยสองตัว ตัวหนึ่งยืนโงนเงนท้องบวมเหมือนลูกโป่ง ส่วนอีกตัวท้องบวมโตนอนพังพาบ
เขาบอกให้นางค้นหาประโยชน์ของตัวเองให้เจอ นางจะทำอะไรได้เล่า?
มนต์นภาเป็นคนง่ายๆ หิวง่าย กินง่าย อ้วนง่าย การทะลุมิติมาพร้อมน้ำหนักส่วนเกินห้ากิโลกรัมไม่ใช่เรื่องตลก แต่ก็ช่างเถอะ เมื่อเทียบกับยักษ์ปักหลั่นน่ากลัวคนนั้นแล้ว น้ำหนักห้ากิโลก็ถือว่าจิ๊บจ้อยไปเลย แต่ทว่าน้ำหนักของนางจะลดลงแน่ เมื่อกับข้าวที่วางตรงหน้ามีเพียงข้าวต้มหนึ่งชามกับเต้าหู้ยี้ก้อนเท่าปลายนิ้ว ถึงจะไม่น่ากินแค่ไหน แต่ถ้าไม่อยากหิวก็ต้องกิน
“เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านมาแล้วจ้า” เทพเต่าปรากฏตัวลอยบนก้อนเมฆสีทอง คราวนี้เทพเสวียนอู่มาในรูปโฉมใหม่ ไม่สวมเสื้อ แต่สวมถุงน่องตาข่ายกับรองเท้าแตะหูคีบ
“ถามจริงๆ เถอะท่านเสวียนอู่ แฟชั่นของท่านได้ต้นแบบมาจากไหน”
เทพเต่าเบะปาก “เบเบ๋ช่างมีตาแต่ไร้แวว เทพอย่างป๋าไม่เคยทำตามใคร ป๋าคือผู้นำสไตล์ นี่คิดเองเลือกเอง เห็นแบบนี้ป๋าเป็นนายแบบมาก่อนนะ”
“นายแบบเสื้อหมาอ่ะเหรอ”
พูดจบก็โดนเต่าโบก “ขี้เหร่แล้วยังปากเสียอีก เดี๋ยวป๋าไม่รักเลยนี่”
นี่ขนาดรักนะ... มนต์นภาคิดอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ชาติที่แล้วนางต้องทำเวรทำกรรมร้ายแรงไว้กับเต่าเป็นแน่ โคตรพ่อโคตรแม่เต่าตัวนี้ถึงได้ตามวอแว มนต์นภาจึงนั่งพนมมือพับเพียบแล้วกราบงามๆ สามครั้ง นอบน้อมถ่อมตน “ท่านเต่าผู้นำแฟชั่นเจ้าขา ผู้น้อยผิดไปแล้ว ต่อไปจะไม่พูดจาระคายหูท่านอีก ได้โปรดเถิด พาผู้น้อยกลับบ้านเถิดนะเจ้าคะ”
“ไอ้เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักอดทนเลย ลำบากนิดๆ หน่อยๆ ก็ร้องงอแงแล้ว เฮ้อ ท่องเอาไว้สิ มีผัวๆๆๆ”
“เบ้าหน้าของผู้น้อยดูอยากมีผัวมากเลยเหรอ” มนต์นภาร้องไห้โฮ “พาผู้น้อยกลับบ้านเถอะ ฮือๆ”
“เดี๋ยวได้ผัว รับรองจะไม่ยอมกลับบ้านแน่นอน ป๋ามั่นใจ ช่วงนี้สวรรค์กำลังน่าเบื่อ พวกเทพไม่มีอะไรทำ ก็ได้เจ้านี่แหละที่ทำให้สวรรค์กลับมาคึกคัก”
“คึกคัก? คึกคักอย่างไร”
“เดี๋ยวก็รู้ ดูนั่นสิ มีใครมาหาเจ้าแน่ะ” การที่มนต์นภาได้รับบททดสอบจากแม่ทัพหนุ่ม ทำให้เทพเสวียนอู่ตื่นเต้นที่สุด เพราะมนต์นภาจะยิ่งมีโอกาสใกล้ชิดแม่ทัพเอี้ยนซ่านฉีมากขึ้นไปอีก แต่ร่างบางพนมมือขึ้นจบหน้าผาก อย่าได้เจอะได้เจอเขาอีกเลยจะดีกว่า สาธุ
ผู้ที่มารอพบมนต์นภาคือเทพไฉ่เสินเอี๋ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ทรงแวะมาเยือนหน้าโรงเลี้ยงม้า เที่ยวด้อมๆ มองๆ ไปจนกระทั่งเจอะมนต์นภา เทพไฉ่เสินเอี๋ยกระทืบเท้าดังปัง “เจ้านี่เอง ตัวซวย ซวยเสียจนสวรรค์เสียสมดุล“
“ขอบคุณที่บอกค่ะ”
“ข้าต้องไล่เคราะห์ของเจ้าออกไปเสียบ้าง จงรับโชคลาภจากข้าเพื่อถ่วงดุล พร้อมนะ เอ้ารับ!” ว่าแล้วเทพไฉ่เสินเอี๋ยก็เสกถังน้ำมนต์ สาดเข้าใส่มนต์นภาโครมใหญ่ ตามด้วยผงทองหนึ่งกระสอบใหญ่ซึ่งเกาะตามเนื้อตัวคันยิบๆ
“ส่วนนี่ ของฝากจากพระแม่เทียนโหว[1]” เทพไฉ่เสินเอี๋ยควักผ้าวิเศษสีแดงแป๊ดมาผูกคอให้ “รับรองว่าตกน้ำไม่มีทางจม เฮงๆ”
เทพแห่งโชคลาภเคาะคทาหยกใส่หน้าผากนาง ชิตังเมโป๊กๆ อีกสามที มนต์นภาเริ่มจะเวียนศีรษะหนักขึ้น แต่มันยังไม่จบเพียงเท่านั้น นางเพิ่งจะเดินผ่านเทพพิทักษ์ประตูเมืองซึ่งเป่าควันธูปใส่นางเพื่อไล่สิ่งชั่วร้าย แต่พอเจอเทพเสวียนอู่ซึ่งเกาะอยู่บนไหล่ของนาง เทพพิทักษ์ประตูก็ร้องทักคุยกันสนุกสนาน น้ำลายแตกฟองฟอด
“ป๋าเข้าใจหาเด็กนะ ไปขุดเจอจากรูไหน ขี้เหร่ชะมัด”
“ไอ้พวกมีตาแต่ไร้แวว บอกเลยว่าเด็กป๋าสวยระดับนางงาม”
“เวทีไหน”
“ธิดาลำไยประจำตำบล” เทพเสวียนอู่สืบประวัติมนต์นภามาหมดแล้ว ตอนอนุบาลสามเคยขึ้นเวทีประกวดธิดาลำไย คว้าตำแหน่งขวัญใจร้านชำได้ขนมปังปี๊บเป็นรางวัล เทพพิทักษ์ประตูเมืองร้องอู้หู แจ่มจริงๆ ยิ่งเจอสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำทิศอย่างมังกรเขียว พยัคฆ์ขาวและหงส์แดงมาร่วมวงสนทนา เสียงหัวเราะก็ยิ่งดังสะเทือนจนหลังคาโรงเลี้ยงม้าลั่นไหวทั้งที่ไม่มีลมพัด
“เจ้าลงพนันข้างไหน”
“ก็ต้องข้างเจ้าสิเจ้าเต่าดำ” มังกรเขียวลงขันพนันสามหมื่นเหรียญทอง ทำราวกับกำลังจั่วไพ่ “ข้าทุ่มหมดตัว พนันว่านางจะชนะใจฉีอ๋องได้”
มังกรเขียวอยู่ข้างเทพเต่า แต่หงส์แดงกับพยัคฆ์ขาวส่ายหน้า “ยากเอาการนะ ด้ายแดงของฉีอ๋องยังผูกติดอยู่กับคุณหนูจ้าวหลานไม่ใช่รึ”
“เออ นั่นสิ ฮ่าๆ แต่เดี๋ยวก็รู้ นังหนูอยู่ที่นี่ ส่วนคุณหนูจ้าวหลานอยู่ที่ไหนละ” เทพเสวียนอู่ตบหน้าผากหัวเราะเหมือนไม่มีอะไรทุกข์ร้อน ข่มพวกที่ลงขันพนันข้างเฒ่าจันทราให้ลังเล
คุณหนูจ้าวหลาน...
มนต์นภาไม่เคยพบผู้หญิงคนนี้จึงนึกสนใจ ในขณะเดียวกันเสียงพูดคุยของสัตว์เทพก็ยังคงดำเนินต่อไป
“ใครสวยกว่ากัน?” หงส์แดงสยายปีกพลางถามด้วยน้ำเสียงหยิ่งๆ เทพเต่าจึงตอบด้วยน้ำเสียงหยิ่งกว่าสองเท่า ตบได้ก็จะตบ
“ต่างกันราวกับหุบเหวนรกกับสวรรค์ชั้นฟ้าเลยล่ะ อ้อ สวรรค์ชั้นฟ้าก็คือเสี่ยวเจินของป๋านะ”
“เชอะ ข้าว่ากลับกันมากกว่า แถมนางโง่งมเหมือนเจ้าเสียด้วย”
“อ้าว พูดแบบนี้มาเดี่ยวกันตัวต่อตัวมั้ยจ๊ะ ป๋าจะถอนขนไก่ต้มน้ำแกงซะเลย”
“ไอ้เต่าพาล เจ้าแน่จริงก็เข้ามาสิวะ”
“จัดให้” เต่าตีกับหงส์นัวเนีย มนต์นภาทำเป็นไม่เห็นไม่ได้ยิน สองขาเดินวนเวียนเพื่อหาวิธีเอาตัวรอด แต่นางก็แทบจะเป็นลมเมื่อเจอยุวเทพหล่าจา[2]ลอยบนกงล้อไฟ กับเทพจงขุย[3]นั่งบนหลังคา พร้อมพรั่งด้วยคณะเจ็ดเทพธิดาที่ลอยลงมาจากสวรรค์ แม้แต่ในสระน้ำ พระแม่เหอเซียนกู[4]ก็ยังแอบเมียงมองอยู่ใต้ใบบัว ทุกพระองค์พากันมาร่วมชุมนุมโดยมิได้นัดหมายเพื่อยลโฉมหน้าหญิงผู้เป็นเครื่องพนันของปวงเทพ แทงได้แทงเสียกันดังเซ็งแซ่
[1] คนไทยรู้จักในนาม เจ้าแม่ทับทิม คุ้มครองชาวเรือ
[2] โอรสของเทพหลี่จิ้ง คนไทยรู้จักในนาม เทพนาจา
[3] เทพปราบปีศาจ
[4] เทพธิดาแห่งดอกบัววิเศษ หนึ่งในคณะโป๊ยเซียน