บทที่ 6 เริ่มต้นดิ้นรน 2

1147 Words
ทุกเสียงบอกตรงกันว่า มนต์นภาช่างขี้เหร่อะไรเช่นนี้ เทพที่อยู่ฝ่ายเฒ่าจันทราจึงมีแววได้เปรียบกว่า “ติดต่อพระแม่ฉางเอ๋อ[1]ด่วนเลย เฉาะหน้าให้นางสักหน่อย ไม่งั้นแพ้แน่” “เกิดใหม่ง่ายกว่ามั้ง” “มองดูให้ดีๆ ก็สวยนะท่าน อย่าเพิ่งดูแคลนนางสิ พวกท่านก็ดีแต่ตำหนิ ดูพุงของนางสิออกจะน่ารัก ข้าพนันข้างนาง” พระแม่ฉางเอ๋อส่งเสียงตามสายมาจากดวงจันทร์ มนต์นภาเก็บอาการ ทำเป็นหูทวนลม เดินหน้าซ้ายขวาซ้าย คิดเสียว่ากำลังแสดงงิ้วถวายเหล่าเทพ ทันใดนั้นสายฟ้าผ่าเปรี้ยงกลางวันแสกๆ แยกท้องฟ้าเป็นสองส่วน ตามด้วยเสียงฟ้าร้องดังสะเทือนแผ่นดิน พระแม่หนี่วา มหาเทพนารีผู้ประทานกำเนิดมนุษย์เสด็จ! เหล่าเทพทั้งหลายคุกเข่าโดนพลัน พระแม่หนี่วาทรงยิ้มให้มนต์นภาอย่างเอ็นดูก่อนจะเอื้อมพระหัตถ์ลูบผมของมนต์นภา “ข้าพนันข้างเสี่ยวเจิน สามต่อหนึ่ง ลงบัญชีไว้ให้ดีๆ” “ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เทพเสวียนอู่ลงบันทึกเสร็จเรียบร้อย พระแม่หนี่วาก็เสด็จกลับไปโดยไม่ลืมขยิบพระเนตรให้ และทรงแบพระหัตถ์ออกมา มีก้อนดินเหนียวเล็กๆ แปดก้อนอยู่ในนั้นเป็นคำบอกใบ้ เทพเต่าเห็นเข้าก็ดีใจตีลังกาสามตลบ รีบเหาะมากระซิบ “ถ้าเจ้ามัดพระทัยฉีอ๋องได้ พระแม่จะทรงปั้นบุตรของเจ้ากับฉีอ๋องด้วยพระองค์เองเชียวนะ ทรงมีพระเมตตาใหญ่หลวง แบบนี้เราชนะแน่ๆ” “หา?” มนต์นภาตกใจเป็นลมแทบร่วง “เดี๋ยวๆ เดี๋ยวก่อน ข้าก็แค่คุยกับเขาไม่กี่คำ...” “พระแม่หนี่วาทรงให้จางเซียน พระแม่กวนอิม จินฮวาเหนียงเหนียง จู้เซิงเหนียงเหนียงแล้วก็กุ่ยจือหมู่ หมุนเวียนมาประทานบุตรให้เจ้า เจ้าเฒ่าจันทรามันจะต้องร้อนก้นก็คราวนี้แหละ ข้าชนะแน่ๆ” เทพเสวียนอู่ยังคงกระโดดโลดเต้น มนต์นภาจึงแทงศอกใส่ เต่าถึงได้สงบ “เฮ้ย! ไอ้หนุ่มพูดจาบ้าบออะไรอยู่คนเดียววะ หากคิดจะตุกติก เจ้าจะไม่ได้ตายดีแน่” ทหารตัวใหญ่สามคนยืนเฝ้ามนต์นภาชนิดที่เรียกว่าตามติด พวกเขาคิดว่ามนต์นภาแสร้งทำตัวปัญญาทึบ พูดจาพึมพำบ้าบอคนเดียวเพื่อตบตา แต่มนต์นภาบอกเลยว่ากูไม่ได้แกล้งทำค่ะ กูโง่จริง ร่างบางปาดน้ำตาป้อยๆ พลางพนมมือขอให้เทพเสวียนอู่ช่วย “พวกเขาเอาแต่ดุด่าข้าตั้งแต่เช้าแล้ว ท่านเสวียนอู่ ท่านต้องช่วยข้านะ” “อะไรนะ? ข้าไม่ค่อยได้ยิน สัญญาณไม่ค่อยดี” “ท่านช่วยข้าหน่อยเถิดนะ” “หา? ไม่ได้ยินเลย ว่าไงนะ เฮ้ย สงสัยเงินหมด ขอไปเติมบุญก่อนนะ” เทพเสวียนอู่ส่งสัญญาณให้ปีศาจงูคู่หู พวกเทพทั้งหลายก็พากันแล้วหายวับไปทันที มนต์นภาจึงร้องไอ้เต่าเลว ไม่ช่วยไม่ว่าแต่อย่ามาซ้ำเติมจะได้ไหมคะ เมื่อเวลาผ่านไปจนตะวันขึ้นกลางศีรษะ มนต์นภายังคงป้วนเปี้ยนอยู่ในโรงเลี้ยงม้าอย่างไร้จุดหมายโดยที่มีทหารสามคนพร้อมอาวุธเดินตามตลอดเวลา นางยังคิดไม่ออกว่าจะมีอะไรที่ตนสามารถทำได้บ้าง “ไม่คิดจะทำอะไรบ้างเลยรึไงวะไอ้ลูกหมา” “ขะ...ข้าไม่รู้จะทำอะไร” “เจ้าโง่ องค์หญิงบอกว่าเจ้าเก่งนักเก่งหนา ท่านฉีอ๋องก็ทรงต้องการให้เจ้ารักษาม้าให้ดูไงเล่า ถ้าม้าตาย เจ้าก็ตาย” ทหารคนหนึ่งทนเห็นมนต์นภาเอาแต่นั่งๆ ลุกๆ เรื่อยเปื่อยไม่ทำอะไรสักทีจนพวกเขาชักจะรำคาญ “ช่วงนี้ม้าป่วยตายหลายตัวแล้ว ถ้าเจ้าเป็นหมอเก่งอย่างที่องค์หญิงรับสั่ง เจ้าก็น่าจะรักษามันได้สิ” “ขะ...ข้าจะทำอะไรได้เล่า ข้าเคยรักษาสัตว์ที่ไหนกัน” ทหารคนนั้นดึงดาบออกมาขู่ ทำท่าจะฟัน มนต์นภาจึงต้องยอมตอบรับเสียงอ่อย “จะลองดูก็ได้จ้า” อัตตา หิ อัตตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน วิชาความรู้ที่เรียนมาจากมหาวิทยาลัยไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่นัก นางเพิ่งจะเป็นนักศึกษาสัตวแพทย์ปีสอง ยังไม่ได้ลงเรียนวิชาลึกซึ้งพอที่จะรักษาสัตว์ ทว่าสามสิบลิขิตฟ้า เจ็ดสิบต้องฝ่าฟัน มนต์นภารวบรวมแรงฮึด ลุกขึ้นสู้สักตั้งด้วยการหยิบกาวแปลภาษาขึ้นมาดม ดมก็ได้ ทาก็ดี ดมไปดมมาชักจะติด “ไงเพื่อน” มนต์นภาทักม้าตัวที่ยังยืนไหว ท้องของมันบวมโตแทบจะระเบิด “ทะลึ่ง ใครเพื่อนเจ้ามิทราบ ข้าอายุเยอะกว่าพ่อเจ้าเสียอีก” มนต์นภาโดนม้าด่า ถึงกับพนมมือคุย “ท่านม้าอายุเท่าไรจ๊ะ” “ข้าผ่านฤดูหนาวมาสามครั้งแล้ว” จ้า อยู่ดีไม่ว่าดีโดนม้าอายุสามขวบปีนเกลียว ถ้าเทียบแล้วม้าวัยสามขวบจะมีอายุเท่ากับคนอายุยี่สิบสามปี ถือว่าวัยกำลังห้าว มนต์นภาจึงเบิ้ดกะโหลกพี่ม้าไปหนึ่งดอกงามๆ โทษฐานลามปามบิดามารดา เมื่อผูกมิตรด้วยความรุนแรงเสร็จเรียบร้อยแล้ว มนต์นภาจึงจับเข่าคุยจริงจัง “พี่ม้าป่วยเป็นอะไร ไม่สบายตรงไหน บอกมาเร็วๆ” “ตาบอดหรือไง ไม่เห็นหรือว่าท้องข้าบวม ปวดจะตายอยู่แล้ว” เจ้าม้าร้องโอดโอย แข้งขาสั่นแทบยืนไม่ไหวแต่ยังเถียงคำไม่ตกฟาก มนต์นภาในฐานะนักศึกษาสัตวแพทย์ผู้กวาดเกรดเอฟทุกวิชาจึงแสยะยิ้ม เจ้าม้าเอ๋ย แม่จะทะลวงไส้ให้อย่างดีเลยจ้า “ก่อนท้องบวม พี่ม้ากินอะไรเข้าไปบ้าง หรือว่าค่อยๆ เริ่มบวม แล้วมีเลือดออกด้วยรึเปล่า” มนต์นภาเริ่มวินิจฉัยอาการแบบตามมีตามเกิด ทหารที่เฝ้าจับตาดูนักโทษต่างมองหน้ากันไปมาเพราะเจ้าหนุ่มที่ชื่อเสี่ยวเจินคนนี้นั่งคุยกับม้าแบบเอาจริงเอาจัง คนถามหนึ่งคำ ม้าก็ร้องฮี้ๆ ตอบหนึ่งคำ พวกเขาจึงพากันคิดว่าไอ้หนุ่มเสี่ยวเจินจะเป็นพวกสติไม่ดีเสียแล้ว “พวกเขาบอกว่าม้าของท่านแม่ทัพท้องบวมตายด้วยโรคระบาด พี่ม้าไปสัมผัสแตะต้องม้าตัวที่ป่วยมาก่อนใช่ไหม” “มันไม่ใช่โรคระบาดสักหน่อย เจ้าโง่เอ๊ย มีคนเอาข้าวโพดแช่น้ำมาให้พวกข้ากินต่างหาก” เจ้าม้าตอบเสียงระโหย “พอกินแล้วก็ปวดท้อง โอย” “แบบนี้ก็แย่สิ ใครเอามาให้กินเหรอ” [1] เทวีแห่งดวงจันทร์ ผู้ประทานความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD