บทที่ 4 ข้าชื่อเสี่ยวเจิน
เมื่อองค์หญิงน้อยพูดจบ เขาก็ถีบใส่มนต์นภาในร่างเสี่ยวเจินโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง
“เฮ้อ... ข้าบอกเจ้าแล้วว่าให้วิ่งเข้าไปกอดจูบเลย แบบนี้ๆๆ”
มนต์นภาถูกจับตัวกลับเข้าเมืองในสภาพสลบเหมือด ยามหัวค่ำเทพเสวียนอู่กลับมาอีกครั้ง คราวนี้มาในรูปเต่าตัวใหญ่ขึ้น เข้มขึ้นเพราะเปลี่ยนเสื้อฮาวายเป็นชุดสูทสีขาวผูกไทเรียบร้อย มนต์นภาเห็นท่าทางเอาการเอางานของเทพเต่าเช่นนั้นจึงเบาใจขึ้น แต่พอเจ้าเต่าหันกระดองให้เท่านั้นแหละ มนต์นภาถึงได้สังเกตเห็นข้อความตัวบักเอ้กแปะอยู่
‘ป๋าเสวียนอู่ ผู้คุ้มครองเจินเม่ย’
“เท่ใช่ไหม”
“เท่วัวตายควายล้มเลยจ้า” มนต์นภาไม่พูดอะไรเพราะไม่มีอะไรจะพูด นางโดนถีบสลบ ตอนนี้จุกท้องไม่หายเลยด้วยซ้ำ แต่เทพเสวียนอู่ยิ้มปลิ้มราวกับว่าจับคู่ให้หนุ่มสาวมาพบกันหวานชื่นเสียเต็มประดา ถ้านางหลุดออกไปได้เมื่อไหร่ล่ะก็ นางจะหงายกระดองเต่าเอาไปย่างกิน!!
“เฮ้ย คุยกับใครวะ!” ทหารเฝ้ายามร้องด่า
“ปะ...เปล่า”
“จับมันแขวน” มนต์นภาในร่างชายบอบบางถูกจับมัดแขวนบนต้นไม้ ห้อยต่องแต่งน้ำตาตกใน เดี๋ยวก็โดนถีบเดี๋ยวก็โดนแขวน ร่างบางคอตก มีลูกให้บอกลูก มีหลานให้บอกหลาน อย่าริอ่านขอพรสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด
ที่นี่เป็นเมืองใหญ่ ก่อกำแพงสูงโดยมีหอบัญชาการบนกำแพงทั้งสี่ด้าน คบไฟบนเชิงเทินกำแพงเมืองสว่างไสว แว่วเสียงเพลงกล่อมเด็กลอยผ่านความมืด มีทหารลาดตระเวนเป็นกลุ่มๆ อย่างเข้มงวด ลานกว้างใกล้ๆ กันนั้นมีกลุ่มทหารบาดเจ็บนอนเรียงรายส่งเสียงร้องโอดโอย กลิ่นเลือดกลิ่นยาต้มปะปนจนแยกไม่ออก อีกทั้งพื้นที่นอนนั้นสกปรกจนน่ากลัวว่าแผลจะติดเชื้อ แต่พวกเขาไม่มีทางเลือก ถัดไปเป็นโรงเลี้ยงม้าและโรงเก็บของอะไรสักอย่าง
“พี่ชาย... พี่... ปล่อยฉัน เอ่อ... ปล่อยข้าเถอะ ข้าไม่ใช่คนร้ายจริงๆ”
“หุบปาก! ถ้าขืนพูดมากข้าจะเย็บปากเจ้า” มนต์นภาทั้งปวดทั้งเมื่อยไปหมดจนกระดูกร้องลั่น หายใจก็ไม่ออก แต่ถ้าไม่อยากเดือดร้อนไปมากกว่านี้ก็ไม่ควรทำตัวมีปัญหา ดังนั้นจึงพยายามทำตัวนิ่งๆ สงบเสงี่ยมเข้าไว้
พวกทหารส่วนใหญ่พักผ่อนเอาแรงเพื่อเตรียมพร้อมลงสนามรบในวันพรุ่งนี้ ส่วนมนต์นภาเองก็ต้องคิดหาทางรอดให้ได้ก่อนตะวันขึ้นเช่นกัน เสียงเคาะไม้ร้องบอกโมงยามดังขึ้น นับเวลากันอย่างไรไม่รู้แต่ที่แน่ๆ ยิ่งมีเสียงเคาะไม้ดังขึ้นเท่าไหร่ เวลาก็ใกล้จะถึงรุ่งเช้า มนต์นภายังคงคร่ำครวญในใจไม่ได้หยุด
“ดูนั่นสิ พวกยมทูตมาเก็บวิญญาณกันแล้ว คืนนี้คงได้เพิ่มอีกหลายร้อย ดีที่เจ้าไม่ใช่หนึ่งในนั้น”
เทพเสวียนอู่เคี้ยวหญ้าหยั่บๆ พลางชี้ไปที่เงามืดที่ลอยวูบวาบนำหน้าดวงไฟวิญญาณนับร้อยดวง
ไม่ห่างกันนัก องค์หญิงน้อยถูกลงโทษขังในกรงแพะซึ่งเป็นเสบียงกรังของกองทัพ ที่ซึ่งพี่ชายของนางมั่นใจว่าจะอบอุ่นในยามค่ำคืน นางกอดลูกแพะและซุกตัวตะแคงหลับในรางหญ้า มีทหารองครักษ์เฝ้ารายล้อมด้านนอกกรง องค์หญิงจะปลอดภัยโดยที่ไม่บุบสลายใดๆ แต่สำหรับมนต์นภาแล้วไม่ใช่ นางจำสายตาเกรี้ยวกราดของเขาได้แม่นและลงเอยด้วยการถูกจับแขวนโดยที่ไม่รู้ว่าคำพิพากษาจะตัดสินลงมาอย่างไร
“ฉันคิดถึงบ้าน ฉันอยากกลับบ้านแล้ว ฉันสาบานว่าจะตั้งใจเรียน ทำคะแนนดีๆ ฉันจะไม่ทำตัวเหยาะแหยะอีกแล้ว ฮือ”
“ไม่เอาน่า อย่าร้องงอแงเป็นเด็กๆ สิ เข้มแข็งเข้าไว้”
“ก็อยากจะเข้มแข็ง แต่ฉันทำไม่ได้ ฮือ ฉันคงต้องตายอยู่ที่นี่แน่ๆ”
มนต์นภาแหงนหน้ามองขึ้นไปบนกำแพงเมืองใหญ่ซึ่งมีความกว้างพอให้ม้าแปดตัววิ่งเรียงหน้ากระดาน ตรงหอใหญ่สีทะมึนทึบบนกำแพงนั่นสว่างโร่ราวกับกลางวัน คำสั่งบัญชาการรบจะถูกสั่งออกมาจากที่นั่น... เขาก็คงจะอยู่ตรงนั้นสินะ ดูเหมือนใกล้แต่ความจริงแล้วห่างเหลือเกิน
แค่คิดว่าต้องลาขาดจากไฟฟ้า อินเตอร์เนต ห้องน้ำแสนสุขและสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด มนต์นภาก็อดสะอื้นออกมาไม่ได้ ที่นี่มืดทึบ เฉอะแฉะ กลิ่นไม่พึงประสงค์อบอวลและเต็มไปด้วยทหารบาดเจ็บนอนเรียงรายกลางแจ้ง พวกเขาเจ็บปวดจนสลบไปแต่ปากยังครวญครางสาหัส บางคนนอนนิ่งตัวแข็งทื่อซึ่งเดาได้ไม่ยากว่ารุ่งเช้าก็จะถูกเพื่อนยกร่างออกไปฝัง คนไหนมีบาดแผลฉกรรจ์ ช่างตีเหล็กจะถูกตามตัวมา ใช้เหล็กเผาไฟจนแดงฉานนาบบนแผลเพื่อปิดปากแผลและห้ามเลือด เสียงโหยหวนกับกลิ่นเนื้อคนไหม้ทำให้มนต์นภาข่มตาหลับไม่ลง ทำได้แค่เบิกตากว้าง หันหน้าไปมาอย่างตื่นกลัว
“เจ้าเรียนผ่าซากสัตว์มาบ้างแล้วไม่ใช่รึ ทำเป็นกลัวเลือดไปได้”
“ก็ใช่ แต่มันไม่ทารุณแบบนี้” มนต์นภากลัวจนตัวสั่น “ฉันเป็นแค่นักศึกษาสัตวแพทย์ ฉัน... ฉัน... โอ้ย ปวดหัว! ฉันอยากกลับบ้าน ส่งฉันกลับเถอะ ไม่เอาแล้ว ชีวิตนี้จะขออยู่เป็นโสด จะขอบวชชีล้างซวย! จะเลิกขอหวย จะเลิกคบเต่า จะเผาร้านขนมไข่เต่าให้เกลี้ยงเลย ฮือๆ”
“เฮ้อ!! เวรกรรมๆๆ อย่าพาลสิเบเบ๋ อย่าร้องๆ ป๋ารับปากอะไรไว้ข้าไม่ลืมแน่นอน เอาละ คืนนี้เทพประจำตัวของเจ้าจะช่วยเจ้าเอง ป๋าจะส่งเจ้าเข้าไปในที่พักของเขา แน่นอนว่าเจ้าต้องเปลือย หึๆ”
“หากท่านไม่อยากให้นางถูกพี่ชายข้าสับขาดเป็นสองท่อน ข้าไม่แนะนำให้ทำเช่นนั้น”
องค์หญิงหย่งอานเอ่ยโดยที่มิได้ลืมตาขึ้น มนต์นภาทั้งงงทั้งแปลกใจ หันไปมองหน้าเทพเสวียนอู่ซึ่งล่องลอยบนละอองเมฆสีทอง องค์หญิงน้อยค่อยๆ พลิกกายขึ้นมานั่ง ประสานสายตาเข้ากับเทพเสวียนอู่เข้าเต็มๆ ด้วยแววตาหงุดหงิดระคนว้าวุ่นใจ
“อะ...องค์หญิงเห็นเหรอ... ระ...เหรอเพคะ” มนต์นภาแทบจะหยุดหายใจ พอถามออกไปแล้วก็ได้แต่อ้าปากค้างเช่นเดียวกับเทพเสวียนอู่ที่รีบทิ้งตัวลงพื้น แกล้งตัวเป็นเจ้าเต่าน้อยไร้พิษสง
“ข้าเห็นเจ้าร่วงลงมาจากท้องฟ้า แล้วก็เต่านั่น...”
องค์หญิงกัดริมฝีปากเบาๆ ต่อให้พยายามไม่รับรู้เรื่องเหนือธรรมชาติเท่าไหร่ แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะนางได้เสมอ ตอนที่เห็นร่างของมนต์นภาลอยละล่องลงมาอย่างนุ่มนวลดุจขนนก องค์หญิงจึงคว้าเกาทัณฑ์แล้วแอบลอบออกจากเมือง มุ่งตรงไปดูสตรีลึกลับจากฟากฟ้าให้เห็นกับตา ขณะที่องค์หญิงกำลังพูด เทพเสวียนอู่ก็หายวับไปปรากฏตัวบนตักขององค์หญิงน้อย นางตกใจสะดุ้งเฮือก แม้จะยอมเปิดปากว่าตนเห็นเรื่องลี้ลับ แต่ก็เร็วเกินไปที่จะเปิดใจรับทั้งหมด
“ป๋าต้องขอบใจเจ้าที่เมตตาต่อบรรดาลูกเมียของป๋า”
เทพเสวียนอู่เอ่ยขอบคุณอย่างอ่อนโยน องค์หญิงตกใจ รีบทำเป็นหูทวนลม สะกดจิตตัวเองว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น
“เฮ้ย ไม่ต้องกลัว ป๋าไม่ใช่ผีแต่เป็นเทพ”
องค์หญิงถลึงตาจ้องหน้าเทพเต่า “ข้ายินดีเจอผีมากกว่าเจอเทพไร้ความน่าเชื่อถืออย่างพวกท่าน!”
มนต์นภาอยากจะปรบมือชอบใจสักฉาด เทพเสวียนอู่เคี้ยวฟันฮึ่มฮั่ม ตั้งท่าจะทะเลาะกับเด็ก แต่แท้จริงแล้วใช้เนตรทิพย์ตรวจสอบความทรงจำของเด็กหญิง ก่อนจะหัวเราะออกมา