บทที่ 3 ธิดาเสวียนอู่
เฮือกกก!!
มนต์นภาสะดุ้งตื่นจากแรงวูบโหวงเหมือนตกลงมาจากที่สูง ความรู้สึกเหมือนถูกดูดวับเข้าไปในหลุมมืดอย่างไรอย่างนั้น นางเสยเผ้าผม ลูบหน้าลูบตา ก่อนจะปิดเปลือกตาลงอีกครั้งเพื่อหวังว่าจะช่วยขับไล่ภาพความฝันอันแสนโกลาหลนั่นออกไป สติๆๆ สติจ๋า นางจะเข้าวัดสวดมนต์จริงจัง เลิกงมงายเข้าวัดเข้าศาลเพื่อขอโชคลาภเสียที
เอาละ... วันนี้วันจันทร์ มีเรียนคาบเช้า...
แต่...
มนต์นภาหยัดกายลุกขึ้น พื้นนุ่มๆ ที่คิดว่าเป็นเตียงนอนกลับกลายเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา สายลมวูบใหญ่พัดกระโชกใส่หน้านางและพลิ้วผ่านเลยไป ยอดหญ้าไหวโอนเอนราวกับมีมือยักษ์ลูบผ่าน สูงขึ้นไปนั้นดวงอาทิตย์กำลังทำมุมสาดแสงกระทบ มนต์นภาจึงหลับตาแน่นปี๋อีกครั้งแล้วลืมตาขึ้นใหม่ คราวนี้เจอเหยี่ยวบินสูงฉวัดเฉวียนและได้ยินเสียงอึกทึกครืนๆ ดังไกลมาจากรอบด้าน ตั้งแต่เกิดมามนต์นภาไม่เคยได้ยินเสียงอะไรที่น่ากลัวเช่นนี้มาก่อน
เสียงอะไรกัน?
ชัดเลย...
ภาพที่ปรากฏคือทุ่งหญ้าซึ่งปกคลุมไปด้วยเลือด ทหารในชุดเกราะจีนโบราณนับพันกำลังตะลุมบอนรุนแรง อาวุธทั้งดาบทวนและเกาทัณฑ์กระชากชีวิตของอีกฝ่ายจนเลือดสาดกระเซ็น บางคนถูกพันแขนขาดไปแล้วแต่ก็ยังคำรามพุ่งเข้าใส่ศัตรูอย่างไม่คิดชีวิต พลเกาทัณฑ์ซึ่งตั้งแนวยิงสนับสนุนกระหน่ำยิงต่อเนื่อง ความกดดันในสนามรบบีบเขม็งจนเส้นเลือดในนัยน์ตาของทหารทุกคนแตก ลูกตาแดงก่ำ ตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับการยิงจนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสายเกาทัณฑ์บาดนิ้วจนขาดวิ่นไปแล้ว
ป่าเถื่อนที่สุด
ความคิดวูบแรกของมนต์นภาคือคิดว่ากำลังฝัน เป็นฝันซ้อนฝันที่พิลึก สมจริงและน่ากลัว เสียงกู่ร้องฟังโหยหวน เสียงคมหอกคมดาบปะทะกันดังเสียดแก้วหู และเสียงครวญครางก่อนหมดลมหายใจของทหารโบราณพวกนี้ชวนขนหัวลุก แม้กระทั่งกลิ่นสาปดินโคลนผสมกับกลิ่นคาวเลือดชวนอาเจียนก็ช่างสมจริงยิ่งนัก สมรภูมิรบนั่นกำลังเคลื่อนมาใกล้ตำแหน่งที่นางอยู่ทีละน้อย นั่นทำให้นางสังเกตเห็นรายละเอียดของทหารชุดเกราะเหล่านั้นชัดเจนขึ้น สำเนียงภาษาพูดของพวกเขาประหลาดไม่คุ้นหูเอาเสียเลย
และมีทหารคนหนึ่งหันมาเห็นนาง เงื้อดาบจะฟาดลงมาโดยไม่สนใจไต่ถามอะไรทั้งสิ้นนอกจากสังหารทุกสิ่งที่ขวางหน้า มนต์นภาตัวแข็งทื่อ อยากกรีดร้องแต่ลืมอ้าปาก ดาบเปื้อนเลือดนั่นกำลังจะตัดศีรษะของนางแล้ว
แต่ทว่าศรเกาทัณฑ์ดอกหนึ่งลอยละลิ่วมาปักเข้าที่ท้ายทอยของมันเสียก่อน ชายผู้นั้นดวงตาเบิกโพลง และล้มลงขาดใจตายทับใส่ร่างนาง
“กรี๊ดดด!!”
มนต์นภาดิ้นปัดๆ คลานหนีออกมาจากศพด้วยสีหน้าตื่นกลัวสุดขีด พยายามถอยกรูดให้ห่างจากบริเวณสู้รบ แต่ไม่รู้จะไปทางไหนจึงหลบอยู่ด้านหลังโขดหินก้อนหนึ่ง ก่อนจะเริ่มต้นร้องห่มร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร
“เงียบ! ถ้าไม่คิดจะสู้ก็ไสหัวไปให้พ้น”
คำสั่งเฉียบขาดดังขึ้น ทำเอามนต์นภาเก็บเสียงทันควัน ผู้ที่ปรากฏตรงหน้าคือเด็กตัวน้อยหน้าตาหมดจด แต่งกายทะมัดทะแมง เกล้าผมดุจบุรุษ ในมือถือศรและคันเกาทัณฑ์ เด็กผู้นี้เนื้อตัวมอมแมมแต่ก็มีสง่าราศีโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด หากไม่เป็นเชื้อพระวงศ์ก็ต้องเป็นผู้มีบรรดาศักดิ์ อายุยังน้อยๆ แต่กล้าถืออาวุธปะปนเข้ามาในสมรภูมิตามลำพัง กล้าเสี่ยงจนเข้าขั้นไม่กลัวตาย
“นะ...น้องช่วยฉันไว้ใช่มั้ย ถึงจะ... ถึงจะเป็นความฝัน แต่ก็ขะ...ขอบคุณมากนะ”
เด็กน้อยไม่พูดไม่จาหรือไม่ได้สนใจตัวตนของมนต์นภาไม่ทราบได้ เพราะเด็กผู้มีแววตาเย็นเยียบปลีกกายหายไปในทุ่งหญ้า คล้ายสายลมที่ผ่านมาวูบหนึ่งเท่านั้นเอง
มนต์นภาตระหนกจนตัวแข็งทื่อ พอตั้งสติได้ก็รีบมุดเข้าไปซ่อนตัวหลังหินก้อนใหญ่ วินาทีก่อนนางจำได้แม่นว่าอยู่ในศาลเจ้าจีนแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี เมื่อปักธูปไหว้เจ้าเสร็จเรียบร้อยก็กำลังจะเดินออก วูบต่อมาก็โผล่มาต่อแถววิญญาณในมิติพิศวง
เจอเต่าใส่เสื้อฮาวายที่เรียกตัวเองว่า ‘ป๋า’
เจอผู้เฒ่าเครายาวเจ็ดคืบสวมรองเท้าส้นเข็ม ผู้มาพร้อมกับฝูงนกกระเรียน แล้วก็เด็กลึกลับในสนามรบ...
ความฝันซับซ้อนแบบนี้เสมอ นางไม่แน่ใจว่าตื่นขึ้นมาแล้วจำรายละเอียดทั้งหมดได้หรือไม่ มนต์นภาจึงลูบเนื้อลูบตัวเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้บาดเจ็บกระทบกระเทือนจนเห็นภาพหลอน ศีรษะไม่ได้มีแผลหรือเจ็บตรงไหน ดวงตาสองข้างมองเห็นดี แขนขาครบ เมื่อลูบผ่านหน้าอก... มันแบนราบกลับคืนขนาดคัพเอ นี่ไงละ เห็นมั้ยว่าเป็นความฝันจริงๆ และ...
“อะไรกันเนี่ย...”
การเห็นภาพหลอนเลือดสาดนับว่าสยดสยองพอแล้ว แต่มนต์นภาถึงกับวิงเวียนเมื่อคลำเจอสร้อยกับจี้รูปเต่าซึ่งกระดองทำจากลูกแก้วสีรุ้ง ส่องประกายล้อแสงตะวันและมีละอองสีทองรายล้อมดุจมนต์พราย ร่างทั้งร่างของมนต์นภาเย็นเฉียบโดยพลัน หากทุกอย่างเป็นความฝัน แล้วจะอธิบายที่มาของสิ่งนี้ได้อย่างไร
“อ่า... จะต้องทำยังไงนะ หมุนซ้ายสามขวาสาม แล้วก็อะไรนะ”
มนต์นภานวดหว่างคิ้วของตนเพื่อเค้นความจำ ภาวนาอิติปิโสขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ช่วยปลุกลูกช้างให้ตื่นเร็วๆ เถิด มนต์นภาจิกลูกแก้วไว้แน่น ตั้งจิตอธิษฐานอยู่นาน แต่ลูกแก้วก็ยังคงนิ่งเงียบ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น โธ่เอ๊ย ความฝันก็คือความฝัน ฝันซ้อนฝันที่เปลี่ยนฉากไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตื่น ตอนนี้นางกำลังฝันฉากสงคราม เพราะฉะนั้นมันจะมีเต่าพูดจ้อๆ ได้อย่างไร
“นี่ๆ”
มีเสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงใสๆ เล็กๆ ใสเหมือนระฆังแก้ว มนต์นภาจึงเงยหน้าขึ้นและเหลียวมองรอบตัวเพื่อหาเจ้าของเสียง “นี่ๆ ป๋าอยู่นี่... เจ้าเรียกใช้งานลูกแก้วผิดวิธี ป๋าเลยมาได้แค่นี้”
ลูกเต่าน้อยตัวหนึ่งโบกขาหน้าทักทาย ขนาดของเจ้าเต่าเล็กกว่าฝ่ามือ เกาะอยู่ที่ไหล่ของมนต์นภา มีแสงเรืองๆ เหมือนมีละอองทองโปรยอยู่รอบกายให้รู้ว่าลูกเต่าตัวนี้คือร่างอวตารของเทพเสวียนอู่ เจ้าปีศาจงูก็มาพร้อมเต่าเป็นลูกคู่ สั่นหางดุ๊กดิ๊ก ร้องฟ่อๆ อย่างอารมณ์ดี มนต์นภาสบตาลูกเต่าพูดได้ก่อนจะเอาสองมือปิดหน้า บ่นพึมพำ
“เป็นเพราะเทอมที่แล้วเราต่อโครงกระดูกเต่ากระดูกงูส่งอาจารย์แน่ๆ สัพเพสัตตา...”
เทพเสวียนอู่จึงโบกขาหน้าเรียกสติ