เลือดที่ไหลเวียนทั่วร่างมนต์นภาถูกแช่แข็งในบัดดลเมื่อเผชิญหน้าเขา ร่างทั้งร่างโงนเงนจนต้องยันแขนไว้กับก้อนหินใหญ่ ใช้มันเป็นหลักพึ่งพิงแต่ก็รู้สึกว่ากำลังทรุดฮวบลง ท่ามกลางความประหวั่นพรั่นพรึงนั้น มนต์นภาพบว่าตนเองถูกแรงกดดันมหาศาลจนคุกเข่าลงโดยไม่รู้ตัว
มนต์นภามองเห็นมัดกล้ามบึกบึนเมื่อเขาวาดทวนขึ้น มองตามทุกอิริยาบทอย่างไม่อาจคลาดสายตา
และหินก้อนใหญ่เบื้องหลังนางก็ถูกทวนมังกรฟันขาดเป็นสองท่อน ผิวหน้าตัดเรียบ ง่ายดายราวกับว่าเขาฟันเต้าหู้ สายลมที่วูบผ่านกรีดใบหน้าของนางเป็นรอยบาดเล็กๆ บนแก้ม และบัดนี้ทวนมังกรนั้นก็วางพาดอยู่บนบ่าเล็กๆ ของนางแล้ว
“โฮ่... ไม่นึกว่าจะมีหนูตัวใหญ่เข้ามาป้วนเปี้ยนในสนามรบเช่นนี้”
น้ำเสียงของเขาดังและแหบห้าว เป็นคำเตือนถึงอันตรายยิ่งยวดให้นางระมัดระวังคำตอบ ดวงตาฉายแววทระนงเย็นเยียบ ฉายอารมณ์ดุร้ายของเจ้าตัวอย่างกระจ่างชัด มนต์นภาอ้าปากพะงาบ พยายามจะพูดอะไรสักอย่างก่อนที่จะเตลิดไปไกลกว่านี้ แต่นางพูดอะไรไม่ออกเลย ทำได้แค่ตัวสั่นเทา เบิกตากว้างและตะลึงมองเขาอยู่อย่างนั้น
ปลายนิ้วที่มีด้ายแดงของเฒ่าจันทราร้อนวูบราวกับไฟเผา ร้อนลวกเนื้อเหมือนมันกลายเป็นลวดเผาไฟอย่างไรอย่างนั้น
หากเตะหน้าแข้งของผู้ชายคนนี้แล้ววิ่งหนีสุดชีวิตก็อาจจะได้ผล แต่มนต์นภาไม่กล้าพอ เพราะสัญชาตญาณของนางบอกว่าหากขยับเพียงนิด ทวนคมกริบหนักแปดสิบชั่งนั่นจะตัดศีรษะของนางในพริบตา
“คนที่อยู่ในบริเวณจะถือว่าเป็นทหารทั้งสิ้น มีแต่คนโง่เท่านั้นที่แต่งตัวเช่นนั้นและไม่ถืออาวุธ...”
เอี้ยนซ่านฉีหรุบตาจ้องบุคคลที่เขายังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นชายหรือหญิง รู้แต่ว่าเจ้าคนตัวเล็กเปราะบางผู้นี้ช่างงามนัก ใบหน้าสวยราวกับแบ่งภาคอันงามที่สุดของพระจันทร์ ผิวกายขาวละเอียด โดดเด่นท่ามกลางท้องทุ่งซากศพ ดวงตาคมกร้าวจึงกวาดมองชุดกระโปรงรัดรูปและกางเกงประหลาด มันร้อยรัดแนบเนื้อเรียวขาเล็กๆ นั่นอย่างน่าละอาย แต่สิ่งที่สะดุดตาเขามากที่สุดคือจุดกึ่งกลางร่างกายซึ่งมองดูเผินๆ แล้วใหญ่เกินตัว มันกำลังทำมุมตั้งฉากกับร่างเพรียวบางนั่น
“กระบี่น้อยนั่นน่ะหรือ อาวุธของเจ้า”
“ไม่ใช่” มนต์นภารีบเลื่อนมือปิดบังมันไว้ทันที ใบหน้าแดงก่ำราวกับจะระเบิดเสียให้ได้ นางไม่เข้าใจกลไกร่างกายของผู้ชายว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ อีกอย่างวาจาของเขาช่างร้ายกาจนัก แต่ถึงจะอย่างนั้นนางก็ไม่อาจโต้ตอบได้แม้ครึ่งคำ สติเอ๋ย มาหาฉันเถิด
“เจ้าชื่ออะไร ไอ้หนุ่ม? เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
“ชะ...ชื่อ ชื่อ...”
“นี่แหละ ว่าที่สามีของเจ้า บอกไปเลยว่าข้ามาเป็นเมียท่าน” เทพเสวียนอู่กระซิบอย่างตื่นเต้น พอใจที่สองหนุ่มสาวจ้องตากันไม่กะพริบ ไม่สิ ต้องเรียกว่าสองหนุ่ม คนหนึ่งแกร่งกร้าวดุจมังกรราชัน ใบหน้าดูทรงพลัง สันกรามมีรอยเคราเขียวครึ้มซึ่งทำให้เขาดูคมเข้ม หล่อเหลาอย่างเถื่อนๆ ส่วนอีกคนอ่อนหวานนุ่มนิ่ม ไม่ว่าจะดูมุมไหนก็เหมาะสมกันอย่างยิ่ง
“ไปสิ วิ่งโผเข้าสู่อ้อมกอดของสามีเจ้าเลย”
เทพเสวียนอู่กระตุ้น แอบซ่อนตนเองอยู่ใต้พวงผมหางม้าของนาง “ไปเลยๆๆๆ โผกอดเข้าหากันด้วยความรักและมอบจุมพิตดูดดื่ม ไปสิจ๊ะ”
“ไปกะผีสิ” นางคำรามใส่เต่า
“หื้ม??” เสียงคำรามของเอี้ยนซ่านฉีดังกระหึ่มและมีรอยยิ้มเย็นเยียบ “ข้าสังหารหน่วยแทรกซึมของแคว้นหลี่สิบเจ็ดคนเมื่อเช้านี้ และเจ้าคือคนที่สิบแปด เจ้าหนุ่มน้อย หลับตาไว้ กัดฟันให้แน่น ข้าสัญญาว่าเจ้าจะไม่ทันรู้สึกเจ็บ”
“ฉะ...ฉัน เอ้อ ข้า... ข้า ข้าหมายถึง... ข้าต้องการเจรจา ท่านเทพ ช่วยหน่อยสิ ช่วยด้วย ช่วยด้วย”
มนต์นภาพยายามร้องขอความช่วยเหลือ แต่เทพเสวียนอู่กับปีศาจงูอันตรธานหายไปเสียแล้ว นางคิดอะไรไม่ออก หัวสมองขาวโพลนไม่มีอะไรเลย ใบหน้าหวานสวยซีดเผือด เต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดโตซึมตามไรผม ตอนนี้นางเหมือนตัวประหลาดท่ามกลางทหารชุดเกราะโบราณ แต่ละคนดวงตาแดงก่ำและเพิ่งจะเชือดคอศัตรูคนสุดท้ายล้มลง เหลือเพียงแต่นางที่ไม่อาจระบุที่มาที่ไปได้
“เฮ้อ เสียเวลาจริงๆ” ร่างสูงใหญ่ไม่คิดสนใจอยากรู้อีก ดังนั้นจึงเงื้อทวนหนักแปดสิบชั่งขึ้นสูงด้วยแขนข้างเดียวดุจพญามัจจุราช
มนต์นภาหลับตาแน่นปี๋ในจังหวะที่ทวนฟาดลงมา
ตาย...
“พี่รอง” เสียงเล็กๆ ของเด็กน้อยลึกลับผู้นั้นฉุดนางออกจากความตาย หยุดคมทวนห่างจากลำคอเล็กๆ เส้นยาแดงผ่าแปด
มนต์นภาเพิ่งจะเข้าใจความหมายคำว่าเฉียดตายก็คราวนี้เอง สองเข่าของนางหมดเรี่ยวแรง ทรุดฮวบลงไปกองที่พื้น น้ำตานองหน้า คนคนนี้ลงมือฆ่าได้โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยสักนิด น่ากลัว น่ากลัวเกินไปแล้ว!
“องค์หญิง... องค์หญิงหย่งอาน...” บรรดาทหารองครักษ์พากันถลามาทรุดตัวเบื้องหน้าเด็กน้อยหน้าตาน่ารักผู้นั้น แต่ละคนมีสีหน้าเหมือนเพิ่งกลับจากนรกเช่นเดียวกัน “องค์หญิงทรงปลอดภัยดีหรือไม่ ได้โปรดอย่าทรงทำอย่างนี้อีกเลยนะพ่ะย่ะค่ะ แอบหนีหายจากพวกกระหม่อม ฮือ... ท่านแม่ทัพเกือบจะบั่นคอพวกกระหม่อมอยู่แล้ว ฮือ”
“ข้าขอโทษที่ทำให้พวกเจ้าเดือดร้อน”
ที่แท้เด็กคนนั้นไม่ใช่เด็กผู้ชาย หนำซ้ำยังมีฐานะเป็นถึงองค์หญิงหย่งอาน นางเหลือบมองมนต์นภาแวบหนึ่ง เม้มริมฝีปากแน่นเหมือนมีเรื่องอยากจะพูดแต่ยั้งปากไว้ นางเดินตรงมาที่มนต์นภาแต่ถูกหิ้วคอเสื้อลอยวืดขึ้นเสียก่อน ชายน่ากลัวผู้นั้นก้าวลงจากหลังม้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือรวดเร็วและเงียบกริบผิดกับขนาดตัว เขานั่งลงที่โขดหินใกล้ๆ จับเด็กหญิงนอนคว่ำพาดบนตักแล้วลงมือตีก้นไม่ยั้ง ตามด้วยบีบขมับ องค์หญิงเป็นเด็กหน้านิ่งแค่ไหนยังร้องไห้โฮ
“ฮวาเอ๋อร์ ข้าย้ำเจ้าครั้งที่สามสิบแปดว่า ให้.รอ.อยู่.ที่.ค่าย!!”
“พี่รอง... ข้ารู้เพคะ แต่ว่า...”
“แต่อะไรไม่ทราบ เจ้าจงใจฝ่าแนวปะทะเข้าไปในเขตของศัตรูเช่นนั้นทำไม?!” ภาพแม่ทัพเอี้ยนซ่านฉีเท้าเอวดุเด็กหญิงตัวเล็กๆ ดูขัดแย้งจากเมื่อครู่อย่างรุนแรง มนต์นภาลูบคลำลำคอของตนเอง ร่างกายยังสั่นสะท้านจากรังสีเข่นฆ่าของชายผู้นี้ไม่หาย แต่ดูนั่นสิ... แม่ทัพผู้มีกลิ่นอายมัจจุราชคนนั้นกลับกลายเป็นพี่ชายของน้องสาวคนหนึ่ง มนต์นภามองเขาทำโทษเด็กหญิงตัวน้อย ปากก็ดุไปแต่สีหน้าแววตาเป็นห่วงน้องสาวยิ่งนัก
“คนผู้นี้” องค์หญิงชี้ไปที่มนต์นภา “พี่รองห้ามฆ่าเด็ดขาดนะ”
“ทำไมถึงฆ่าไม่ได้”
องค์หญิงก้มหน้าลงมองพื้น ท่าทางอึกอักผิดวิสัย หัวเด็ดตีนขาดองค์หญิงอย่างนางก็ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ เนื่องด้วยประสบการณ์ในวัยเด็กไม่น่ารื่นรมย์เท่าไหร่นัก นางจึงปฏิเสธที่จะเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย แต่เหตุการณ์ที่นางเห็นกับตาเมื่อครู่นั้นสั่นคลอนความคิดอย่างร้ายแรง องค์หญิงจึงพยายามบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าตาฝาดไป
แต่...
แต่ถ้า...
องค์หญิงเอาแต่อึกอัก จะพูดก็ไม่พูด เอี้ยนซ่านฉีจึงกระทุ้งทวนมังกรใส่พื้นดังตึง! เด็กหญิงถึงยอมอ้อมแอ้มตอบ “พี่รองจะฆ่าไม่ได้... เพราะว่าคนคนนี้เป็นเมียพี่รอง”