“เจ้าสาม เดี๋ยวเจ้าคอยดักฮวาเอ๋อร์ไว้ นางร้องจะตามข้าไปดูการทำศึกแนวหน้าด้วย ขืนปล่อยให้นางหลุดไปได้ เสด็จพ่อเชือดข้าตายแน่นอน”
“ทราบแล้วพี่รอง เดี๋ยวข้าจัดการให้”
พี่ชายทั้งสามคิดจะขัดขวางนางอีกแล้ว เด็กหญิงขมวดคิ้วและรีบลดเสียงฝีเท้าของตน ถอยออกมาจากเขตหวงห้าม วันก่อนนางเพิ่งได้ยินพระบิดามีรับสั่งบ่นว่าเงินในท้องพระคลังร่อยหรอหนักขึ้นทุกที ศึกสงครามระหว่างสามแว่นแคว้นที่มีมายาวนานกำลังเป็นเนื้อร้ายบั่นทอนทุกชีวิต องค์หญิงบรรดาศักดิ์หย่งอานอย่างนางจึงอยากจะทำอะไรเพื่อช่วยแก้ปัญหานี้บ้าง
พี่เลี้ยงขององค์หญิงน้อยแปลกใจที่องค์หญิงไม่เข้าไปหาพี่ชายทั้งสาม แต่รีบพุ่งกลับตำหนักของตนเอง “องค์หญิงจะเสด็จไปไหนหรือเพคะ”
“ไปเตรียมตัว”
พิธีเคลื่อนทัพจัดขึ้นที่หน้าหอบัญชาการรบนอกประตูเมือง เอี้ยนอ๋องในฐานะผู้ปกครองแคว้นเสด็จทำพิธีบวงสรวงบรรพชน บรรดาทหารนับหมื่นนายเตรียมพร้อมรับการตรวจพลอย่างแข็งขัน ด้านหน้าเป็นขบวนทหารม้าคาดดาบพร้อมเกาทัณฑ์เต็มอัตราศึก ถัดไปเป็นกองทหารจัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมสามกองแน่นขนัดยืนนิ่งไม่ไหวติง ขุนนางหกกรมเก้าสำนักและชาวเมืองหลวงล้วนมายืนรอรับเสด็จ ทุกครัวเรือนตั้งโต๊ะบูชา วางเครื่องเซ่นไหว้สุราอาหารเพื่อเป็นการเลี้ยงส่งกองทัพและอวยพรให้กำชัยชนะกลับมา
“ฮวาเอ๋อร์มาเล่นกันเถอะ... จะออกมาดีๆ หรือออกมาทั้งน้ำตา”
เอี้ยนซื่อจิ้น องค์ชายสามแห่งแคว้นเอี้ยนรับหน้าที่ดักเด็ก เขาถือป๋องแป๋ง เหวี่ยงสลัดหมุนไปมาเพื่อให้ลูกปัดที่ร้อยไว้ข้างๆ เหวี่ยงไปกระทบกระดาษแก้วจนเกิดเสียงดังป๋องแป๋งๆ เขาเดินก้มๆ เงยๆ ส่องหาเด็กตามสุมทุมพุ่มไม้ แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ
เอี้ยนซื่อจิ้นเกาศีรษะแกรกๆ เดาได้อย่างเดียว... เฮ้อ!! ไม่น่าสอนให้มันขี่ม้ายิงธนูเลย
ยามเที่ยงตรง ระฆังและกลองรบดังรัวขึ้น ในขณะที่ระฆังและกลองซึ่งประจำอยู่ที่หอกำแพงเมืองทั้งสี่ทิศก็ดังรับมาแต่ไกล เป็นสัญญาณบอกว่าแม่ทัพประกาศกฎกองทัพและพร้อมออกรบ
องค์ชายรองเอี้ยนซ่านฉีสวมชุดเกราะทหารประดับหนังเสือดาว สายรัดบั้นเอวตรามังกร ดวงตาคมกริบเปล่งประกายเจิดจ้า สมญานามที่เขาใช้ในสงครามคือ ‘อสูรร้าย’ เขามิได้ตั้งชื่อนี้ขึ้นมาเอง แต่เป็นเสียงเรียกขานครั้งสุดท้ายจากศัตรูที่วิญญาณกำลังจะหลุดออกจากร่าง ร่างสูงใหญ่นั่งกอดอกบนหลังม้า มุมปากมีรอยยิ้มน้อยๆ ด้วยอากัปกิริยาเชื่อมั่นในฝีมือและกองทัพของตนเองอย่างยิ่ง
“แคว้นหลี่ส่งตัวองค์ชายหลี่เซวียนหลงมาปล้นชิงเมืองของเรา เจ้าหนุ่มน้อยมันไม่เจียมตัว” เขาเอ่ยเสียงดังกึกก้อง “ไอ้พวกซื่อบื้อทั้งหลาย จงตามข้าไปเตะก้นมันซะ”
คำพูดสั้นๆ แต่ทรงพลังดังกังวาน ตรงประเด็นไม่ต้องอารัมภบทให้ยืดยาว ทหารสามหมื่นซึ่งได้รับการฝึกฝนอย่างดีจึงตะโกนประสานเสียงโดยพร้อมเพรียง ฮึกเหิมยิ่งนัก
“เตะก้นมัน!”
ธงอสูรร้ายปลิวสะบัดต้านลมแรงกล้า ทวนมังกรที่อยู่ข้างกายของเขาส่องประกายวาววับ น่าเกรงขามอย่างยิ่ง ในบรรดาพี่น้องด้วยกันเอง เอี้ยนซ่านฉีเป็นผู้มีรูปร่างบึกบึนที่สุด ตัวใหญ่และมีรังสีแม่ทัพเข้มข้น มองเห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดใต้ชุดเกราะสีดำทองอย่างชัดเจน ชายหนุ่มยกไหสุราขึ้นสูง ดื่มจนหมดรวดเดียวแล้วขว้างลงพื้น ก่อนออกคำสั่งเสียงดังสนั่นปานฟ้าผ่า
“เคลื่อนทัพออกจากเมือง!!”
เหล่าทหารได้รับแจกจ่ายสุราเช่นกัน ดวงตาแต่ละคนลุกเป็นไฟ ดื่มสุราจนหมดแล้วขว้างชามลงพื้นแตกกระจายดังสนั่น เสียงแตรเขาสัตว์และกลองศึกบรรเลงกึกก้องฟ้าดิน เอี้ยนอ๋องทรงยืนส่งกองทัพอยู่บนหอบัญชาการจนกระทั่งลับสายตา พระองค์ทอดพระเนตรทิวธงบนยอดเสาก่อนจะถอนพระทัย แม้จะพยายามครุ่นคิดหาวิธียุติสงครามจนพระเกศาหงอกขาวทั้งศีรษะแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถหาวิธีหยุดสงครามได้เลย
“ฮวาเอ๋อร์อยู่ไหน ทำไมไม่มาส่งพี่ชาย”
“เอ่อ...” พวกพี่เลี้ยงประจำตัวองค์หญิงต่างมองหน้ากันไปมา ก่อนจะกลั้นใจกราบทูลตามตรง “องค์หญิงบอกว่าองค์ชายรองทรงอนุญาตให้ตามไปสนามรบ...”
“แล้วพวกเจ้าก็เชื่อเด็ก?!! ข้าสั่งไว้แล้วไงว่าห้ามใครหน้าไหนพานางไป...”
เอี้ยนอ๋องกริ้วจนหนวดกระตุก เจ้าเด็กคนนี้ดื้อไร้เทียมทาน ทรงกำหมัดทุบสันกำแพงเมืองดังตุบๆ องค์ชายสามเอี้ยนซื่อจิ้นจึงกลั้วหัวเราะขณะเข้ามาทำความเคารพ “ไม่มีใครพานางไปหรอกพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ นางไปของนางเอง ดูโน่น องค์หญิงน้อยของเสด็จพ่อขี่ม้าไปโน่นแล้ว”
-----------
เอี้ยนซ่านฉีกอดอกอยู่ในท่วงท่าเดิมขณะควบม้า โสตประสาทรับรู้เสียงตะโกนโวยวายโหวกเหวกบนหอบัญชาการ เขาจึงเอนกายไปด้านหลังเล็กน้อย สั่งให้คนสนิทวกม้ากลับไปไต่ถาม แต่เอี้ยนซ่านฉีไม่ต้องเสียเวลารอคำตอบแล้วเมื่อองค์หญิงวัยเจ็ดชันษากำลังควบม้าเร่งความเร็วสุดชีวิตเพื่อตีคู่กับเขา
เส้นเลือดบนขมับชายหนุ่มปูดโปน ตัวเล็กเท่าลูกแมวยังจะกล้าอีก!!
“พี่รอง ข้าจะช่วยพี่เอง” องค์หญิงน้อยร้องบอกอย่างห้าวหาญ เอี้ยนซ่านฉีจึงนวดหว่างคิ้วของตนเอง แค่ขี่ม้ายังไม่คล่องเลย แล้วจะมาช่วยอะไรไม่ทราบวะ ซื่อบื้อและดื้อหาใครเปรียบ
“ถ้าข้าไล่เจ้ากลับ เจ้าก็จะหนีมาให้ได้ใช่หรือไม่”
“ถูกต้องเพคะ ข้าอยากเป็นแม่ทัพเก่งๆ อย่างพี่รอง ถ้ามัวแต่เย็บปักถักร้อยแล้วเมื่อไหร่ข้าจะได้นำทัพ”