บทที่ 1 มนต์นภา
สวรรค์...
หรือนรก? ที่นี่คือที่ไหนกัน
มนต์นภากะพริบตาปริบๆ ขณะเดินตามแถวซึ่งออแน่นด้วยผู้คน ไม่สิ... ไม่ใช่คน แต่เป็นวิญญาณคนตาย บางคนมีมีดปังคอเสียบที่คอ บางคนก็ถือแขนที่ขาดไว้ บางคนไม่มีศีรษะ ส่วนบางคนมีรอยเชือกรัดที่ลำคอ มีคราบเลือดไหลจากมุมปาก ไม่ก็มีรอยกระสุนรอยแทงตามเนื้อตัว
หญิงบางคนอุ้มทารกตัวแดงๆ ในอ้อมแขนหมายความว่านางตายทั้งกลม แต่ละคนหมกมุ่นอยู่กับห้วงวินาทีก่อนตายของตนเอง ปากบ่นพึมพำว่าต้องการแก้แค้นๆ บางคนเหม่อลอยหรือไม่ก็สะอึกสะอื้นร้องไห้เศร้าสร้อย... ไม่มีใครสนใจใครเลย
ดวงวิญญาณทุกดวงได้ตราประทับที่ข้อมือว่า ‘รุ่น 11/4/2018’
มันคงจะหมายถึงวันตาย คนเรามีเพื่อนร่วมรุ่นสมัยประถม มัธยม มหาวิทยาลัย รวมไปถึงเพื่อนร่วมงาน เพราะฉะนั้นจะมีเพื่อนร่วมรุ่นวันตายก็เก๋ไปอีกแบบ ทุกคนที่ต่อแถวเรียงรายตายในวันเดียวกัน ซึ่งก็ค่อนข้างหนาแน่นเพราะช่วงวันสงกรานต์มีอุบัติเหตุรถชนตายหมู่เกิดขึ้นเยอะ แต่บางคนก็หมดอายุขัยสิ้นใจอย่างสงบ ซึ่งมนต์นภาคิดว่าวิญญาณกลุ่มนี้ทำบุญมาดี แต่บางคนเป็นโรคร้ายตายอย่างทรมาน ร่างกายซูบซีดจนน่าสงสาร
มนต์นภาลองพิจารณาเรื่องตัวเองบ้าง... นางเป็นอะไรตายหว่า...
ความจำสุดท้ายคือนางพาพ่อแม่ไปไหว้เจ้า
อืม... มนต์นภาลองคลำตามเนื้อตัวก็ไม่มีบาดแผลตรงไหน หรือว่าจะหัวใจวายตายกะทันหัน... ไม่น่าใช่เพราะตั้งแต่เกิดจนอายุครบยี่สิบ นางไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีลางบอกเหตุ เหมือนกับว่ากำลังปักธูปไหว้เจ้าอยู่ดีๆ พอกะพริบตาก็โผล่มาเดินต่อแถวแล้ว
ทางเข้าจะแยกออกเป็นหลายทาง แบ่งตามศาสนาและความเชื่อ ใครนับถืออะไรก็เดินเข้าประตูนั้น มีครบทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม ซิกซ์ พราหมณ์ฮินดู นับถือผี ลัทธิจานบินชิตังเมก็มี มนต์นภาลังเลอยู่อึดใจเพราะตนไหว้ไปทั่ว จะเทพฮินดู คนทรงผี พญานาคหรือแม้แต่กอกล้วยออกลูกประหลาด มนต์นภาก็จุดธูปไหว้กราด... เอาละสิ... จะเลือกศาสนาอะไร คำตอบไม่มีผิดไม่มีถูกแต่ก็ทำให้นางหน้าแดงเมื่อถูกตั้งคำถาม
หลังจากรีรอจนผู้คนเริ่มซา หญิงสาวจึงตัดสินใจเลือกประตู ‘ไม่แน่ใจ’
“สวัสดีจ๊ะเหล่าวิญญาณห้อง ‘ไม่แน่ใจ’ รุ่น 11/4/2018 มาทางนี้สิจ๊ะ เราจะเริ่มสอบสัมภาษณ์ ณ บัดนี้”
เบื้องหน้าของมนต์นภาคือหินก้อนใหญ่ สลักตัวอักษรจีนอ่านว่า ‘โชคชะตา’ หินก้อนนี้เปล่งแสงได้วูบวาบเจ็ดสีราวกับไฟดิสโก้เธค หนำซ้ำยังพูดตอบโต้ได้เหมือนระบบฝากข้อความอัตโนมัติ ดวงวิญญาณจะมายืนต่อแถวอยู่ที่เบื้องหน้าหินโชคชะตาก้อนนี้ อ่านคู่มือการใช้ชีวิตหลังความตาย และรอการตัดสินว่าจะไปนรกหรือสวรรค์
“ทำไมฉันถึงไม่ได้ขึ้นสวรรค์ ฉันอยากจะไปเป็นนางฟ้า”
หญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่งซึ่งอยู่หัวแถวร้องถามหินโชคชะตา มนต์นภาชะโงกดูก็จำได้ว่าหญิงคนนี้เป็นนักร้องดังได้รางวัลลูกโลกทองคำทุกปี มนต์นภาตื่นเต้นที่ได้เป็นเพื่อนร่วมรุ่นวันตายกับคนดัง ไม่ได้เกิดวันเดียวกันแต่ตายวันเดียวกัน เก๋มาก!
คำถามของนักร้องดังเรียกเสียงเออออตามแถววิญญาณ ไม่ว่าใครก็อยากขึ้นสวรรค์ด้วยกันทั้งนั้น หินโชคชะตาเปลี่ยนสีตัวเองสลับไปสลับมาชวนเวียนหัว ก่อนจะกลั้วหัวเราะ
“แล้วทำไมเจ้าถึงคิดว่าควรได้ขึ้นสวรรค์ล่ะจ๊ะ”
“ถึงฉันจะไม่ได้ทำความดียิ่งใหญ่อะไรมากมาย แต่ฉันก็ไม่เคยทำเรื่องต่ำทรามนะ”
“วุ้ยตาย!” เจ้าก้อนหินยิ้มอ่อนและเอาแต่หัวเราะ เบื้องหลังหินโชคชะตาเจ็ดสีนั้นมีประตูสองบาน โป๊ะไฟเหนือประตูนรกสว่างวาบ ส่วนโป๊ะไฟเหนือประตูสวรรค์ปิดมืด หมายความว่านักร้องดังต้องลงนรก ส่วนเหตุผลนั้นมีแต่เจ้าตัวที่รู้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเด็กน้อยตัวเล็กๆ จะได้เปิดประตูสู่สวรรค์ ส่วนพวกนักบวชได้ลงนรกตั้งแต่สบตากับเจ้าหินโชคชะตา แหม... จุดคัดกรองตรงนี้โหดจริงๆ
ระหว่างที่มนต์นภารอสอบสัมภาษณ์จากหินโชคชะตา จะมีพนักงานยมโลกใส่ชุดสูทผูกโบหูกระต่ายคอยเดินถือโทรโข่งอบรมเรื่องความดีความชั่ว การเวียนว่ายตายเกิดตามวัฏฏะสงสาร มนต์นภายิ่งฟังก็ยิ่งทรมานเพราะสุ้มเสียงของวิทยากรเป็นจังหวะเดียวกับเพลงสวดมนต์ที่โรงเจแถวบ้านชอบเปิดกรอหูไม่มีผิด
“หลังจากหินโชคชะตาสัมภาษณ์เสร็จแล้วและสิ้นสุดการเสวยบุญบาปในนรกสวรรค์ พวกเจ้าก็ไม่ต้องกลัว หากต้องการไปเกิดใหม่ก็ให้ไปรายงานตัวกับยายเมิ่ง[1] แต่จะเกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่บุญกรรมที่ทำมา แนะนำให้สวดภาวนาให้มากๆ จะได้มีปัญญาติดตัวตอนเกิดใหม่ ส่วนใครยังไม่อยากไปเกิดก็ต้องทำงาน เลือกเอาว่าจะเป็นเจ้าที่เจ้าทางหรือจะเป็นยมทูต ท่านยมบาลไม่มีค่าแรงให้ แต่จะได้รับแต้มบุญเป็นค่าตอบแทน”
แต้มบุญ... ฟังดูคุ้นๆ แต่ที่แน่ๆ ขนาดตายแล้วยังไม่วายโดนกดค่าแรง มนต์นภาเปิดคู่มือหลังความตายอ่านฆ่าเวลา ส่วนใหญ่แล้วเนื้อหาจะแนะนำดินแดนสวรรค์และนรก ภาพในหนังสือไม่น่ากลัวอย่างที่นางได้รับการปลูกฝังมา ท่านยมทูตบอกว่าสภาพนรกสวรรค์จะขึ้นอยู่กับจิตของเราเอง มนต์นภาจึงภาวนาขอให้มีบุฟเฟ่ต์หมูกะทะในที่ที่นางต้องไปอยู่ด้วยเถิด
ในที่สุดแถวก็หดสั้นลงจนถึงคิวสอบสัมภาษณ์ของมนต์นภา ร่างบางก้าวมายืนตรงหน้า พยายามฉีกยิ้มให้ดูเป็นคนดีที่สุด
“ตัวข้ามีระบบจับเท็จ มันจะร้องปี๊บเมื่อเจ้าโกหก” หินโชคชะตากล่าว เปลี่ยนแสงของตัวเองจากสีม่วงเป็นสีคราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง “หากข้าถามคำถามแล้วจับได้ว่าเจ้าโกหก เจ้าจะต้องตกนรกชั้นโอทีไม่มีค่าแรงสามสิบปี เพราะฉะนั้นอย่าโกหก... โอ๊ะโอ ดูท่าทางเจ้าจะไม่เชื่อ งั้นลองพูดโกหกดูสิ”
“เอ่อ... หมูหนึ่งตัวมีสองหางหกขา”
“ปี๊บ”
“ปลามีปีกเหมือนนก”
“ปี๊บ”
“นมของฉันคัพเอ” มนต์นภาพูดแล้วกัดริมฝีปาก ร้องปี๊บสิๆๆ แต่เจ้าหินโชคชะตามันนิ่ง! มันรู้ว่านางไม่ได้โกหก หน้าอกกลมกลึงเด้งดึ๋งนี้เป็นซิลิโคนยัดใส่ยกทรงคัพซีไปเจ็ดสิบเปอร์เซนต์ หนอย... มนต์นภาเคี้ยวฟันกรอด เจ้าก้อนหินแสยะยิ้ม ไม่มีปฏิกิริยาร้องปี๊บใดๆ โอเค... เชื่อแล้วว่าหินโชคชะตาจับเท็จได้
“เอาล่ะ ข้าจะเริ่มถามเจ้าละนะ เจ้าอายุเท่าไหร่”
“ยี่สิบค่ะ” มนต์นภาใจตุ๊มต่อม รีบแนะนำตัวเร็วจี๋ “ฉันกำลังเรียนสัตวแพทย์ เกรดเฉลี่ยนับจากท้ายคณะได้ที่สอง... เช้ามาสาย บ่ายนั่งเล่น เย็นรีบกลับ งานอดิเรกที่ถนัดคืออ่านนิยายวาย ยิ่งแนวพี่น้องผิดผีกันเองจะชอบมาก เอ่อ... ฉัน เอ่อ... ตอนเรียนฉันต้องผ่ากบด้วย ฉันจะตกนรกมั้ยคะ”
“ใจเย็นๆ จ้ะชะนี เดี๋ยวก็รู้”
เจ้าหินเจ็ดสีมณีเจ็ดแสงเปล่งประกายอาบร่างนางเพื่อตรวจประเมิน หลังจากสแกนรอบแรกจบไปแล้ว เจ้าหินโชคชะตาบ่นพึมพำก่อนจะฉายแสงซ้ำสามสี่รอบเหมือนมีอะไรผิดปกติ ประมวลผลอยู่นาน จนในที่สุดเจ้าหินโชคชะตาปิดไฟดิสโก้เธคของตนเอง ก่อนจะคว้าโทรโข่งข้างกาย เปิดเสียงดังสุดแล้วตะโกนกรอกลงไป
“อีนี่ยังไม่ตาย!! ใครเอาคนเป็นๆ ลงยมโลกมาวะ!!”
[1] เทพยมโลก มีหน้าที่ปรุงโอสถให้ดวงวิญญาณที่จะไปเกิดใหม่ลืมเรื่องราวในอดีตชาติให้หมดสิ้น