[โรงพยาบาลประจำจังหวัด]
“ช่วยด้วยครับ ช่วยภรรยาผมด้วย” เสียงแหบห้าวของผู้ชายร่างสูงใหญ่ที่ลงจากรถกระบะสี่ประตู มีร่างแบบบางหมดสติอยู่ในอ้อมแขน ตะโกนเรียกขอความช่วยเหลืออยู่หน้าห้องฉุกฉิน
“คนไข้เป็นอะไรมาครับ” เจ้าหน้าที่ที่มาพร้อมรถเข็นเปลร้องถาม
“ภรรยาผมตกบันไดครับ” ศิลาบอกกับเจ้าหน้าที่ ก่อนจะค่อย ๆ วางคนหมดสติลงบนรถเข็นเปล
“พาคนไข้เข้ามาเลยค่ะ” พยาบาลที่เปิดประตูห้องฉุกเฉินบอกกับเจ้าหน้าที่
“ช่วยภรรยาผมด้วยนะครับหมอ” ศิลาบอกกับพยาบาลที่เดินออกมาช่วยดันรถเข็นเปล
“ญาติรออยู่ข้างนอกค่ะ” พยาบาลบอกพร้อมกับปิดประตูห้องฉุกเฉิน
“ผม...” ศิลายังยืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน
“ทำท่าไหนถึงตกบันไดลงมาได้ครับ” เจ้าหน้าที่ที่อยู่บริเวณนั้นเดินมาถามด้วยความสงสัย
“เออ...คือ” ศิลาลังเลเพราะไม่รู้ว่าจะตอบเจ้าหน้าที่ยังไงดี จะบอกว่าทะเลาะกันแล้วเธอก้าวพลาดตกบันได ก็กลัวเจ้าหน้าที่จะสงสัย เพราะเนื้อตัวของเธอเขียวช้ำไปหมด
“ไม่เป็นไรครับ ผมถามเพื่อชวนคุย เห็นคุณกังวล เลยชวนคุยให้ผ่อนคลายนะครับ” เจ้าหน้าที่บอกด้วยน้ำเสียงและท่าทางเกรงใจ
“ครับ” ศิลาขานรับ แล้วหันไปมองประตูหน้าห้องฉุกเฉินตามเดิม
“กาแฟไหมครับ” คนขับรถที่เดินมาหา ถามเมื่อเห็นเจ้านายดูอิดโรย
“ขอบใจนะ” ศิลาบอกกับลูกน้อง แล้วหลับตาพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางอ่อนล้า หัวใจเต้นผิดจังหวะกังวลและเป็นห่วงคนที่อยู่ในห้องฉุกเฉินที่สุด
“กาแฟครับคุณหิน คุณหนึ่งถึงมือหมอแล้ว คงไม่เป็นไรแล้วครับ” มนตรีบอกเมื่อเห็นความกังวลในสายตาเจ้านาย
“อืม...หวังว่าอย่างนั้น” ศิลาตอบแต่สายตายังจับจ้องอยู่ที่ประตูห้องฉุกเฉิน
“คุณหินกลับเลยไหมครับ ให้จันทร์มาอยู่เป็นเพื่อนคุณหนึ่งก็ได้ครับ” มนตรีบอกเพราะรู้เห็นเหตุการณ์ เข้าใจสถานะของคนทั้งสอง และรู้ว่าสาเหตุที่หนึ่งฤทัยต้องมาโรงพยาบาลเกิดจากอะไร
“ไม่เป็นไร นายกลับไปเถอะ ฉันจะอยู่เฝ้าเอง ตอนเช้าค่อยเอารถยนต์มาให้ฉัน” ศิลาบอกกับลูกน้อง โดยสนใจสีหน้าและแววตาประหลาดใจของมนตรีเลยสักนิด
“คุณหินจะอยู่เฝ้าคุณหนึ่งเหรอครับ” มนตรีถามเพื่อความแน่ใจ
“มีอะไร”
“ปะ..เปล่าครับ” มนตรีบอกไม่เต็มเสียงนัก
“งั้นผมกลับก่อนนะครับ” ศิลาไม่พูดอะไรทำเพียงแค่พยักหน้าให้คนสนิท แล้วหันไปมองประตูห้องฉุกเฉินตามเดิม
“โรงพยาบาลจะพังไหมหนอ พ่อแก้ว แม่แก้ว ช่วยปกปักรักษาโรงพยาบาลด้วยเถิด” มนตรียกมือท่วมหัว เมื่อพูดจบประโยค แปลกใจไม่น้อยที่เจ้านายอยู่เฝ้าหญิงสาวเอง เพราะปรกติแล้วสองคนนี้ไม่ถูกกัน และไม่เคยพูดจากันดี ๆ เลยสักครั้ง สาเหตุที่ทำให้หนึ่งฤทัยอยู่ในสภาพนี้ก็เพราะเจ้านายเขาไม่ใช่เหรอ
“คุณคะ ไม่ทราบว่าคนไข้ไปโดนอะไรมาคะ” นางพยาบาลเดินถือแฟ้มเข้ามาถามศิลา เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพัก
“เธอตกบันไดครับ” ศิลาตอบพร้อมกับลอบกลืนน้ำลายลงคอ เมื่อเห็นสายตาที่มองมาอย่างจับผิดของพยาบาลวัยกลางคน
“แน่ใจนะคะว่าเธอตกบันได” พยาบาลถามย้ำ
“ครับ” ศิลายังยืนยันคำเดิม
“ค่ะ” พยาบาลขานรับก่อนจะจดอะไรบางอย่างลงแฟ้ม
“เบื้องต้นคุณหมอ จะการผ่าตัดระบายลิ่มเลือดที่คลั่งอยู่ในร่างกายออกก่อน คุณหมอจะมาถามประวัติคนไข้อีกรอบนะคะ คุณเป็นสามีเธอจริง ๆ เหรอคะ” พยาบาลถามพร้อมกับมองศิลาด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องฉุกเฉินไป
“เฮ้อ...” ศิลาถอนหายใจออกมา เมื่อพยาบาลเดินลับหลังไป
“คุณ คุณคะ” เสียงเรียกที่มาพร้อมปลายนิ้วที่สัมผัสลงมาบนไหล่ ทำให้คนที่เผลอหลับไปสะดุ้งตื่น
“ภรรยาผมเป็นยังไงบ้างครับ” ศิลาถามทันทีเมื่อเห็นว่าคนที่มาสะกิดคือใคร
“ภรรยาคุณปลอดภัยแล้วค่ะ” พยาบาลบอกด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ผมขอเข้าไปดูภรรยาได้ไหมครับ” ศิลาถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ พร้อมกับลุกขึ้นยืน
“ภรรยาคุณอยู่ในห้องพักพิเศษแล้วค่ะ ข้ามวันแล้วค่ะคุณ”
สิ้นเสียงพยาบาลศิลาก็พลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู
“อ่อ..ครับ ผมเผลอหลับไป ขอโทษด้วยนะครับ” ศิลาตอบพร้อมกับลูบลำคอไปมาด้วยความเขินอาย ที่หลับลึกจนไม่รู้ว่าคนไข้ออกจากห้องตอนไหน
“คืออย่างนี้นะคะ เราต้องแจ้งให้คุณทราบว่า การรักษาเป็นไปด้วยดี ภรรยาคุณพ้นขีดอันตรายแล้ว คุณหมอทำการผ่าตัด และย้ายคนไข้ไปห้องพักพิเศษ แต่เธออาจจะสูญเสียความทรงจำ เนื่องจากศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรง”
“หมายความว่า...เธอความจำเสื่อมเหรอครับ” ศิลาถามด้วยความร้อนใจ
“แค่ช่วงเวลาหนึ่งค่ะ ความจำเธอจะกลับมาถ้าคุณและคนรอบข้างช่วยฟื้นฟูให้เธอ”
“ครับ” ศิลาขานรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ตามมาทางนี้ค่ะ ฉันจะพาไปห้องพักพิเศษ”
ศิลาเดินตามพยาบาลไปยังห้องพักฟื้นคนป่วย ในหัวมีแต่คำถาม เธอหนักขนาดนี้เลยเหรอ แล้วเขาจะทำอย่างไรกับเธอต่อดี
ภาพที่อยู่ตรงหน้า ทำให้ศิลาคิดไม่ตก หนึ่งฤทัยนั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยด้วยท่าทางเหม่อลอย ศีรษะและตามแขนขามีผ้าพันแผลพันอยู่ ศิลากลืนน้ำลายลงคอก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้อง ตาคมเข้มสบกับสายตาว่างเปล่าในดวงตาคู่เศร้า หนึ่งฤทัยมองเขาก่อนจะเบนสายตาไปมองทางอื่น แล้วกลับมามองนิ่งที่เขาเหมือนอยากถาม แต่นึกคำถามไม่ออก
“เป็นไงบ้าง เจ็บมากไหม” ศิลาเอ่ยถามเมื่อเดินมาหยุดอยู่หน้าเตียง
“คุณเป็นใครเหรอคะ” เสียงที่หลุดออกมาจากริมฝีปากสีซีแผ่วเบาแต่ศิลาได้ยินชัดเจน
“ผมชื่อหินเป็นสามีของคุณ” ศิลาเล่นไปตามน้ำ อยากรู้ว่าเธอความจำเสื่อมจริงไหม
ภายในห้องเงียบสนิท เมื่อเขาพูดจบประโยค มีเพียงสายตาของคนตรงหน้าที่มองมาที่เขา มันเศร้าละสับสน จนศิลาตั้งรับไม่ทัน
“ฉันเป็นภรรยาคุณเหรอคะ ฉันชื่ออะไรเหรอคะ”
“จำไม่ได้จริงเหรอวะ ใช่ครับเราเป็นผะ...เอ้ยสามีภรรยากัน คุณชื่อหนึ่ง หนึ่งฤทัย แสงแก้ว” ประโยคแรกศิลาพูดกับตัวเองเพราะไม่แน่ใจว่าเธอความจำเสื่อมจริงไหม ชื่อเป็นของเธอแต่นามสกุลเขาเอาของเขาใส่ให้เธอ
“ฉันชื่อหนึ่งเหรอคะ ฉันจำอะไรไม่ได้เลยค่ะ” หนึ่งฤทัยบอกเสียงเศร้า มีน้ำตาคลอในดวงตา ที่ยังจ้องมองเขาอยู่อย่างนั้น
“โอ้ย!” หญิงสาวร้องออกมา พร้อมกับยกมือกุมศีรษะ ศิลาทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นอาการของเธอ ร่างสูงเข้ามาประคองเธอเอาไว้ ถ้าเป็นเวลาปรกติเขาคงไม่แตะต้องเธอ
“จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ พักผ่อนเถอะครับ ค่อย ๆ คิดเดี๋ยวความทรงจำก็กลับมา นอนเถอะครับ ผมอยู่ตรงนี้” ศิลาบอกกับหญิงสาว แล้วประคองเธอลงนอน จังหวะที่ปล่อยมือจากตัวเธอ มือบางเย็นเฉียบก็คว้ามือเขาเอาไว้ ตาคมเข้มมองตรงที่มือเธอจับมือเขาเอาไว้อย่างไม่เชื่อสายตา
“อย่าทิ้งฉันนะคะ” หนึ่งฤทัยบอกเสียงเศร้า ตากลมโตที่เคยมองเขาด้วยสายตาที่ศิลาเห็นแล้วอยากจะซัดให้สักหมัด ตอนนี้มันเศร้าและสับสนจนหัวใจแกร่งสั่นไหว
“ครับผมจะไม่ไปไหน ผมจะไม่ทิ้งคุณ” รับปากไปอย่างนั้น แล้วแกะมือเธอออกจากมือของเขา ฝืนยิ้มให้แล้วดึงผ้าห่มมาคลุมให้จนถึงคอ
“ขอบคุณค่ะ” หนึ่งฤทัยเอ่ยขอบคุณเสียงเบา
“พักผ่อนนะครับ” ศิลาบอกกับเธอแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ใกล้ ๆ เตียง มือบางเอื้อมมาจับมือเขาเอาไว้ แล้วหลับตาลง ศิลาคือที่พึ่งเดียวของเธอ ในวันที่เธอไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ยังมีเขาอยู่ข้างกาย หัวใจที่สับสนและหวาดกลัวจนหนาวเหน็บอุ่นขึ้นเมื่อได้กุมมือเขาเอาไว้ หนึ่งฤทัยหลับตาลงถึงแม้จะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร แต่ตอนนี่สบายใจแล้วเพราะมีเขาอยู่ข้างกาย