บทที่19 ครูสอนดนตรีไทย
กาลเวลาเปรียบเสมือนยารักษาแผลสดชั้นดี... หนึ่งปีครึ่งผันผ่านไปอย่างช้า ๆ จากเด็กสาววัยใสที่เคยร้องไห้แทบขาดใจเพราะความรักในวันนั้น บัดนี้พายเติบโตขึ้นเป็นนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่สง่างามขึ้นมาก ความพยศดื้อรั้นถูกฉาบไว้ด้วยบุคลิกที่นิ่งสงบ เธอทำหน้าที่ลูกที่ดีอย่างไร้ที่ติ ตั้งใจเรียนจนผลการเรียนอยู่อันดับต้น ๆ เพื่อพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าเธอไม่ใช่เด็กที่ใช้อารมณ์เหนือเหตุผลอีกต่อไป
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับภวินท์เริ่มกลับมาเป็นปกติ แม้จะไม่สนิทใจเหมือนเก่าและมีระยะห่างที่มองไม่เห็นกั้นอยู่ แต่ภวินท์ก็เริ่มลดอาการคุมเข้มลดลงบ้างเมื่อเห็นว่าลูกสาวดูแลตัวเองได้ดี และที่สำคัญ... ช่วงหลังมานี้พ่อของเธอดูเหมือนจะมีอาการใจลอยบ่อยขึ้นอย่างน่าสงสัย
เย็นวันเสาร์ที่บ้านคุณย่าอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกแก้ว น้าวีนัสเดินยิ้มร่าเข้ามาในบ้านพร้อมกับเพื่อนสนิทที่ทำเอาบรรยากาศรอบกายดูสว่างไสวขึ้นมาทันตา
“พี่วินคะ... นี่ครูขิมค่ะ เพื่อนสนิทวีนัสเอง ที่วีนัสเคยเล่าให้ฟังว่าเขาเปิดโรงเรียนสอนดนตรีไทยไงคะ”
วีนัสแนะนำเพื่อนรักที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งน้อยกว่าภวินท์ราวสี่ปี ครูขิมในชุดผ้าไหมประยุกต์สีชมพูกลีบบัวดูอ่อนหวาน ใบหน้าสวยละมุนแบบไทยแท้สะกดสายตา รวบผมไว้อย่างเรียบร้อยเผยให้เห็นลำคอระหง ครูขิมยกมือขึ้นไหว้ภวินท์ด้วยท่าทางอ่อนช้อย
“สวัสดีค่ะคุณวิน... ขออภัยที่ขิมมารบกวนถึงที่บ้านนะคะ พอดีวีนัสบอกว่าคุณย่าอยากได้คนมาช่วยดูเรื่องเครื่องดนตรีที่จะถวายวัดน่ะค่ะ”
ภวินท์ที่กำลังนั่งตรวจเอกสารอยู่ที่โต๊ะม้านั่งหินอ่อนชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อวางปากกาลงช้า ๆ สายตาคมจ้องมองหญิงสาวตรงหน้านิ่งนานกว่าปกติ หัวใจของชายวัยสี่สิบตอนนี้ที่เคยมีแต่ความเคร่งเครียดและเย็นชา กลับกระตุกวาบขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมานานนับสิบปี
“อ่อ... ครับ ไม่รบกวนเลยครับ เชิญนั่งก่อนสิครับครูขิม”
ภวินท์รีบลุกขึ้นยืนพลางจัดแจงที่นั่งให้อย่างสุภาพ ท่าทางที่ดูประหม่าเล็กน้อยของพ่อทำให้พายที่แอบดูอยู่ตรงระเบียงชั้นบนถึงกับต้องขยับเข้ามาดูใกล้ ๆ ด้วยความแปลกใจ
‘พ่อ... กำลังประหม่าเหรอ’ พายคิดในใจพลางลอบยิ้ม
ตลอดช่วงเย็นวันนั้นพายสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของพ่ออย่างชัดเจน ภวินท์ที่เคยพูดน้อยและจริงจัง กลับพยายามหาเรื่องสนทนากับครูขิม เสียงหัวเราะเบา ๆ ของพ่อที่หายไปนานเริ่มกลับมาให้ได้ยินอีกครั้งเมื่อครูขิมเล่าเรื่องตลกของนักเรียนที่โรงเรียนสอนดนตรี
“ครูขิมเขาโสดนะคะพี่วิน งานยุ่งจนไม่มีเวลาหาแฟนเลยล่ะค่ะ” วีนัสแสร้งพูดทีเล่นทีจริงพลางลอบสบตากับหลานสาวที่เดินลงมาพอดี
“วีนัสก็... พูดอะไรแบบนั้นล่ะ คุณวินเขาจะมองขิมไม่ดีเอา”
ครูขิมเอ่ยปรามเพื่อนด้วยใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ ยิ่งทำให้ดูมีเสน่ห์ในสายตาของภวินท์มากขึ้นไปอีก
พายเดินเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วยท่าทีเรียบร้อย เธอรู้สึกยินดีอย่างมากที่เห็นพ่อมีความสุข และลึก ๆ ในใจเธอก็เริ่มมีความหวัง... หากพ่อมีความรัก พ่ออาจจะมีความสุขมากขึ้น
"ครูขิมคะ พายอยากเรียนดนตรีไทย มีอะไรแนะนำพายไหมคะ"
"หนูพายอยากเรียนจริง ๆ เหรอคะ...ดูจากบุคลิกหนูแล้ว...ครูคิดว่าเล่นขิมดีไหม...ดูน่ารักดี"
"น่ารักเหมือนคุณครูเลยใช่ไหมคะ..คุณภวินท์"พายหันไปเเซวพ่อตัวเอง
หลังจากส่งครูขิมกลับไปแล้ว ภวินท์ยังคงยืนมองประตูหน้าบ้านอยู่เนิ่นนาน พายเดินเข้าไปยืนข้าง ๆ พ่อแล้วเปรยขึ้นเบา ๆ
“ครูขิมสวยนะคะพ่อ... ใจดีด้วย พายชอบจังค่ะ”
ภวินท์ตื่นใจเล็กน้อยก่อนจะหันมามองลูกสาว เเละแสร้งทำเป็นกระแอมในลำคอเพื่อรักษาท่าที
“เหรอ... ก็ดูเป็นคนเรียบร้อยดีนะ”
แม้ปากจะพูดเรียบ ๆ แต่แววตาของภวินท์กลับประกายความสดใสออกมาอย่างปิดไม่มิด พายลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
บัดนี้เธอมั่นใจแล้วว่า... กาลเวลาไม่ได้แค่ทำให้เธอเติบโตขึ้น แต่มันกำลังหมุนวนนำพาสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาเพื่อเยียวยาทุกคนในครอบครัว
และชายคนนั้นบางครั้งในสมองเธอแทบลืมเลือน เขาหายไปโดยไม่ได้ยินข่าวและเขาก็ไม่ติดต่อมาเลยสักครั้ง
6 เดือนต่อมา...
บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ เสียงชัตเตอร์และเสียงหัวเราะดังประสานกับแดดอ่อน ๆ ยามเช้า พายในชุดครุยวิทยฐานะดูสง่างามและพราวเสน่ห์กว่าที่เคย ใบหน้าหวานถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบาที่เน้นให้ดวงตาคู่สวยดูโตและมั่นคงขึ้น
“พาย ทางนี้”
มิ้นเพื่อนสนิทที่ยังคงความร่าเริงเหมือนเดิมกวักมือเรียก พลางโพสต์ท่าถ่ายรูปในมือที่มีช่อดอกไม้ไซส์ยักษ์
“มาถ่ายรูปกันหน่อย บัณฑิตเกียรตินิยมของกลุ่ม”
พายหัวเราะน้อย ๆ เดินเข้าไปกอดเพื่อนรัก
“ขอบใจนะมิ้น ที่อยู่ข้าง ๆ พายมาตลอด”
“แน่นอนอยู่แล้ว วันนี้ต้องฉลองให้สุดเหวี่ยงนะ” มิ้นกระซิบพลางเหล่สายตาไปยังกลุ่มคนที่เดินตรงมา
“ดูนั่นสิ... กองเชียร์วีไอพีของแกมาแล้ว”
คุณพ่อเดินนำหน้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มที่หาดูได้ยาก ดูหนุ่มขึ้นและภูมิฐานขึ้นมาก และข้างกายของภวินท์นั้นมีครูขิมผู้หญิงอ่อนหวานที่เดินเคียงคู่กันมาในสถานะคนรู้ใจของคุณภวินท์อย่างเต็มตัว
“ยินดีด้วยนะลูกพาย... พ่อภูมิใจในตัวลูกที่สุด”
ภวินท์เอ่ยพลางสวมกอดลูกสาวแน่น พายสัมผัสได้ถึงความรักที่ไม่มีกำแพงน้ำแข็งกั้นอยู่อีกต่อไป
“ยินดีด้วยนะคะหนูพาย วันนี้หนูสวยมากจริง ๆ ค่ะ” ครูขิมยื่นช่อดอกกุหลาบสีขาวนวลให้พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“ขอบคุณค่ะครูขิม... อ๊ะ ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าคุณน้าหรือเปล่าคะคุณภวินท์” พายแกล้งแหย่พลางยักคิ้วให้พ่อ
“พาย... อย่าไปแซวครูเขาแบบนั้น”
ภวินท์ดุไม่จริงจังนัก แต่ใบหน้ากลับขึ้นสีเลือดฝาดจนมิ้นกับน้าวีนัสที่เดินตามมาถึงกับหลุดขำ
ในระหว่างที่กำลังถ่ายรูปกันอยู่นั้นลีโอ เพื่อนชายคนสนิทในคณะที่เรียนมาด้วยกันก็เดินเข้ามาพร้อมช่อดอกไม้ช่อใหญ่ ลีโอเป็นหนุ่มหน้าตาดี นิสัยสุภาพ และที่สำคัญคือเป็นลูกชายนักธุรกิจขนาดกลางที่เป็นพันธมิตรของวิน ทำให้ภวินท์ค่อนข้างเอ็นดูลีโอเป็นพิเศษ
“ยินดีด้วยนะพาย” ลีโอยื่นดอกไม้ให้พายพร้อมรอยยิ้มสดใส
“วันนี้พายสวยมากเลยนะ”
“ขอบคุณนะลีโอ มาซะสายเลยนะ วันนี้ลีโอก็ดูดีนะ” พายแซวเพื่อนขำๆ
ภวินท์มองภาพเด็กหนุ่มสาวทั้งสองคนคุยกันด้วยสายตาที่ดูจะพึงพอใจ ลีโอรีบหันไปทำความเคารพภวินท์และครูขิมอย่างนอบน้อม
“สวัสดีครับคุณอาวิน สวัสดีครับครูขิม”
“อ้าว ลีโอ... ยินดีด้วยนะเรา เก่งมากที่จบพร้อมยัยพายได้ พ่อลีโอคงภูมิใจไม่แพ้อาเลย” ภวินท์ตบไหล่เด็กหนุ่มเบา ๆ อย่างเป็นกันเอง
เมื่อพายเอียงข้างนิด ๆ ไปถ่ายรูปกับมิ้นต่อ ลีโอก็ถือโอกาสขยับเข้าไปหาภวินท์ที่ยืนอยู่กับครูขิมด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อย
“คุณอาครับ... คือผมอยากจะขออนุญาตคุณอาล่วงหน้าครับ พอดีเรียนจบแล้ว ผมตั้งใจว่าจะขอโอกาสจีบพายอย่างจริงจัง... คุณอาจะว่าอะไรไหมครับ”
"อะไรของแกลีโอ...พ่ออย่าไปตกลงนะ"
ภวินท์ชะงักไปเล็กน้อย ชายวัยกลางคนมองหน้าลีโอสลับกับลูกสาวที่หัวเราะอยู่ไกล ๆ ความหวงลูกสาวในใจยังมีอยู่ แต่มันถูกความสุขที่ได้รับจากครูขิมในช่วงหลายเดือนมานี้ทำให้ใจกว้างขึ้น อีกทั้งวินก็เห็นลีโอมาตั้งแต่สมัยเรียนและรู้ว่าโปรไฟล์ดีแค่ไหน
“เรื่องนี้อาคงตัดสินแทนพายไม่ได้หรอกนะลีโอ” ภวินท์พยายามเก็บอาการชอบใจไว้อย่างมิดชิด
“พายเขาโตแล้ว ถ้าลีโอจริงใจ อาเองก็ไม่ได้ติดขัดอะไร ลองพยายามดูแล้วกัน แต่อย่าให้ลูกสาวอาเสียใจล่ะ”
ครูขิมแอบเอื้อมมือไปบีบแขนภวินท์เบา ๆ อย่างรู้ทันท่าทางเปิดทาง
"คุณทำอะไรคะ"
พายมองดูภาพความสุขตรงหน้าด้วยหัวใจที่พองโต พ่อมีความสุข พลอยทำให้เธอรู้สึกได้ว่าคนเหล่านี้ตรงหน้านี่แหละคือชีวิต
‘สองปีแล้วนะ...พาย...มาไกลมาก’
หลายวันผ่านไปราว ๆ เดือนได้
บรรยากาศมื้อค่ำที่บ้านคุณย่าดำเนินไปอย่างรื่นรมย์ ภวินท์ดูผ่อนคลายขึ้นมากเมื่อมีคนรักข้างกาย ทว่าท่ามกลางความสุขนั้น บทสนทนาเรื่องอนาคตของบัณฑิตใหม่ก็ถูกยกขึ้นมากลางโต๊ะอาหาร
“พายเรียนจบปิโตรเลียมและการส่งออกเหมือนพี่วินเลยนะเนี่ย” วีนัสเอ่ยขึ้นพลางตักอาหารให้หลานสาว
“เล็งบริษัทไหนไว้บ้างหรือยังลูก หรือจะไปทำที่เดียวกับพ่อเขาเลยไหม”
พายวางช้อนลงช้า ๆ เธอเหลือบมองปฏิกิริยาของพ่อครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ที่บริษัทเดิมที่พายเคยไปฝึกงาน เขาแนะนำให้พายลองยื่นสมัครที่สาขาใหญ่ค่ะ เห็นว่าปีนี้เปิดรับตำแหน่งวิเคราะห์วางแผนการลงทุนพอดี แถมยังใกล้บ้านเราด้วย”
“ดีเลยพาย สาขาใหญ่มั่นคงมาก พ่อรู้จักคนข้างในเยอะ จะได้มีคนช่วยดูแลลูก อีกอย่างบริษัทเดียวกันกับพ่ออยู่ในสายตาดี” ภวินท์พยักหน้าอย่างพอใจที่เห็นลูกสาวเดินตามทางที่วางไว้
“แต่... พายเห็นอีกที่หนึ่งก็น่าสนใจนะคะ ทีที ปิโตรเลียม เห็นว่าเขากำลังขยายฐานไปตลาดต่างประเทศ สวัสดิการดีมากเลยนะคะพ่อ”
'เคร้ง!'
เสียงช้อนในมือภวินท์กระทบจานกระเบื้องดังลั่น บรรยากาศที่เคยอบอุ่นกลับกลายเป็นเย็นราวน้ำแข็งปกคลุมโต๊ะขึ้นมาทันที ภวินท์จ้องหน้าลูกสาวเขม็ง เพราะเขารู้ดีว่านั้นคือบริษัทเก่าและยังเป็นของธามันอีก
“ไม่ได้...พ่อสั่งห้ามยุ่งกับบริษัทนั้นเด็ดขาด” ภวินท์ตวาดเสียงกร้าว
“อย่าคิดว่าพ่อไม่รู้นะพายว่าแกคิดอะไร...แกรู้ว่าบริษัทนั้นมันเป็นของใคร...อย่าหาเรื่องให้พ่อต้องหมดความอดทนอีก”
พายจ้องมองสบตาพ่ออย่างไม่ลดละ แววตาของเธอไม่ได้ไหวระริกด้วยความกลัวเหมือนเมื่อสองปีก่อน แต่กลับเต็มไปด้วยความตัดพ้อ พร้อมยกยิ้มมุมปากเฝื่อน ๆ
“หนูพยายามปรับตัวแล้วนะพ่อ... พยายามเป็นลูกที่ดี ทำตามใจพ่อทุกอย่างเพื่อให้พ่อสบายใจมาตลอดสองปี” พายเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าทว่ามั่นคง
“แต่ดูเหมือนพ่อจะไม่ปรับตัวตามพายเลย พ่อยังคงใช้แต่อดีตและอารมณ์ตัดสินทุกอย่างเหมือนเดิม”
“พาย นี่ลูกกล้าเถียงพ่อเพื่อไอ้นั้นอีกแล้วเหรอ”
“พายไม่ได้เถียงค่ะ พายแค่ลองเสนอ... แต่ในเมื่อพ่อไม่ชอบ พายก็คงไม่ไปหรอกค่ะ พายจะไปทำงานที่สาขาใหญ่ตามที่พ่อต้องการ พ่อไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ พายคงไม่กล้าขัดคำสั่งพ่อหรอกค่ะ”
พายลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีโดยไม่รอให้ใครอนุญาต เธอหันไปไหว้คุณย่า น้าวี และครูขิมด้วยมารยาทที่สมบูรณ์แบบ ทว่าคำพูดที่ทิ้งท้ายไว้นั้นกลับกรีดลึกเข้าไปในใจของภวินท์
“พายอิ่มแล้ว ขอตัวนะคะ”
ร่างบางเดินเลี่ยงออกจากโต๊ะอาหารตรงไปยังชั้นบน ทิ้งให้ความเงียบที่น่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วห้อง ภวินท์นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความหงุดหงิดที่รู้สึกเหมือนโดนลูกสาวประชดประชัน