บทที่18 ผลลัพธ์แห่งการจากลา
เช้าวันต่อมา... ท้องฟ้าเบื้องบนขมุกขมัวด้วยเมฆฝนที่ตั้งเค้า ราวกับจงใจจะสร้างความหม่นหมองในหัวใจของคนในบ้าน
พายที่ไม่ได้นอนทั้งคืนปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับกองน้ำตาจนดวงตาบวมเป่ง เธอพยุงร่างกายที่ซูบซีดและอ่อนแรงเดินไปที่หน้าต่างห้องนอน แสงจากภายนอกทำให้เธอต้องหยีตา ก่อนที่ภาพเบื้องล่างจะทำให้หัวใจที่เกือบจะหยุดเต้นกลับมากระตุกวาบ
รถสปอร์ตคันหรูที่เธอเคยนั่งจอดนิ่งสนิทอยู่ริมรั้ว และเจ้าของรถคือชายหนุ่มในชุดสีเข้มที่ดูอิดโรยราวกับผ่านศึกหนักมาตลอดคืน กำลังยืนประจันหน้ากับภวินท์อยู่ที่กลางสนามหน้าบ้าน
แด๊ดดี้ในสภาพที่เนี๊ยบน้อยลงกว่าทุกวัน เส้นผมที่เคยเซตไว้อย่างดีบัดนี้ยุ่งเหยิงเล็กน้อย มุมปากที่แตกยับจากการถูกหมัดเมื่อคืนมีรอยช้ำเป็นสีม่วงคล้ำเขียว เขาพยายามก้าวเท้าเข้าหาภวินท์ที่ยืนนิ่งถือแฟ้มเอกสารบางอย่างด้วยท่าทางดุดันราวกับยักษ์ปักหลัก
“พี่วิน... ผมขอคุยกับพายแค่นาทีเดียว”
ธามันเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง เสียงของเขาพร่าเบาด้วยความอ้อนวอน
“กลับไปซะไอ้ธาม” ภวินท์ตะโกนไล่ด้วยเสียงอันดังจนพายที่อยู่บนห้องยังได้ยินชัดเจน
“กูมาบอกมึงไว้ตรงนี้เลยนะ ว่ากูขอลาออกจากบริษัทมึง เอกสารทุกอย่างอยู่ในนี้ กูไม่อยากมีพันธะหรือเห็นหน้ามึงอีกแม้แต่วินาทีเดียว”
แฟ้มเอกสารในมือภวินท์ถูกฟาดลงบนหน้าอกของธามันอย่างแรง ก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้นหญ้าที่ชุ่มน้ำค้าง แต่ชายหนุ่มกลับไม่สนใจมันเลยแม้แต่น้อย เขายังคงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของรุ่นพี่
“พี่วิน พี่จะทำอะไรผมก็ได้ จะต่อยผมอีกกี่หมัดก็ได้แต่อย่ากีดกันผมกับพายเลย พี่ก็รู้ว่าครั้งนี้ผมจริงจัง ผมรักลูกสาวพี่จริง ๆ ผมจะรับผิดชอบทุกอย่าง”
“รับผิดชอบหรอ...แค่มึงมาทำแบบนี้ก็ไร้มารยาทและจิตสำนึกมากพอแล้ว” ภวินท์หัวเราะสมเพชในลำคอพลางชี้หน้าอาฆาต
“มึงมันเห็นแก่ตัว มึงทำลายความไว้ใจที่กูมีให้จนหมดสิ้น... นับจากวินาทีนี้ไป อย่ามาให้กูเห็นหน้ามึงอีก ถ้ามึงเฉียดเข้าใกล้ลูกสาวกูอีกครั้งเดียว กูสาบานว่ากูเอามึงตายแน่....”
"ผมจะไม่ไปไหน..."
"มึงยิ่งตาม...กูก็ยิ่งพาลูกสาวของกูไปให้ไกลจากมึงเอง...อย่ามาทำร้ายชีวิตของพายอีก"
ฝ่ามือเล็กระรัวทุบลงบนบานกระจกหนาจนเจ็บระบมไปทั้งอุ้งมือ เธออยากจะกรีดร้องเรียกชื่อเขาให้สุดเสียง อยากบอกให้เขาอย่าเพิ่งไป แต่ออกซิเจนในปอดกลับเหือดหายไปพร้อมกับหยาดน้ำตา ทำได้เพียงอ้าปากค้างไร้ซึ่งสำเนียงใด ๆ เล็ดลอดออกมา
ก่อนจะละสายตาไป ธามันขยับริมฝีปากที่แตกช้ำช้า ๆ เป็นคำว่ารอพี่นะ...แม้จะไร้เสียง แต่พายกลับรับรู้อารมณ์นั้นได้ชัดเจนผ่านดวงตาที่วูบไหวด้วยความรักและคำมั่นสัญญาของเขา
“แด๊ดดี้.....”
พายพึมพำเรียกชื่อเขาผ่านกระจกที่กั้นกลาง หยดน้ำตาบดบังภาพด้านหน้าจนพร่ามัว
ธามันสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างข่มอารมณ์ เขาใช้หลังมือเช็ดเลือดที่แห้งกรังตรงมุมปากออกช้า ๆ ก่อนจะก้มลงเก็บแฟ้มเอกสารบนพื้นขึ้นมา แล้วหมุนตัวเดินกลับไปขึ้นรถสปอร์ตของเขาอย่างคนหมดแรงอย่างจำใจ
เสียงเครื่องยนต์ที่เคยแผดคำรามอย่างเร้าใจ บัดนี้กลับฟังดูเศร้าสร้อยราวกับเสียงสะอื้นขณะที่มันค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากเขตบ้านไปอย่างช้า ๆ พายมองตามท้ายรถที่ค่อย ๆ เล็กลงจนลับสายตา หัวใจของเธอเหมือนถูกกระชากให้หลุดลอยตามพาหนะคันนั้นไปด้วย
เมื่อเงารถหายวับไปจากสายตา ห้องนอนที่เคยอบอวลไปด้วยไออุ่นของเขาเมื่อวาน กลับกลายเป็นเพียงสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่เยือกเย็นและเงียบงันจนน่ากลัว พายทรุดตัวลงพิงผนังใต้หน้าต่าง กอดเข่าตัวเองแน่นพลางสะอื้นไห้จนตัวง้อ ความจริงที่ว่าเธอจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้วกรีดลึกเข้าไปในใจจนแทบสิ้นสติ
ห้าวันผ่านไป...
บัดนี้เธอมาอาศัยอยู่ที่บ้านคุณย่า บ้านไม้ทรงไทยประยุกต์หลังใหญ่ที่เงียบสงัดและเต็มไปด้วยกลิ่นธูปหอมที่เธอมักจะได้กลิ่นทุกครั้งที่มาเยี่ยมเยียน แต่ในเวลานี้กลิ่นที่เคยทำให้รู้สึกสงบกลับทำให้พายรู้สึกคับแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
ภายในห้องนอนชั้นบนที่เธอเคยมาพักชั่วคราวในช่วงปิดเทอม กลายเป็นโลกทั้งใบที่พายใช้กักขังตัวเอง ร่างบางที่บัดนี้ซูบผอมลงอย่างชัดเจนนั่งนิ่งอยู่บนเตียงไม้โบราณ ดวงตาที่เคยสุกใสบวมช้ำแดงก่ำจากการผ่านการร้องไห้อย่างหนักมาตลอดหลายวัน
พายไม่ยอมพูดกับใคร แม้แต่คุณย่าที่พยายามเดินเข้ามาลูบหัวปลอบใจ เธอก็ทำเพียงแค่นั่งนิ่งเหมือนหุ่นปั้นที่ไร้ชีวิตจิตใจ ข้าวปลาที่ถูกยกมาวางไว้ให้ถูกแตะต้องเพียงคำสองคำพอให้ร่างกายไม่ล้มพับลงไปเท่านั้น
“พาย... ออกไปเดินเล่นที่สวนกับย่าไหมลูก” เสียงแหบพร่าของผู้เป็นย่าเอ่ยถามด้วยความสงสาร
พายทำเพียงส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะเบนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองดูยอดไม้ที่ไหวเอนตามแรงลม ความคิดของเธอเตลิดไปไกลแสนไกล... ไกลไปยังบ้านเขาที่ป่านนี้คงจะเงียบเหงาไม่แพ้กัน
‘พี่ธามจะทำอะไรอยู่... แผลที่มุมปากจะหายหรือยัง’
น้ำตาที่คิดว่าแห้งเหือดไปแล้วกลับรื้นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเธอก้มลงมองมือตัวเองว่างเปล่าไร้ซึ่งเครื่องมือสื่อสารที่จะใช้ส่งความคิดถึงไปให้ถึงคนปลายทาง เธอรู้สึกเหมือนคนตาบอดที่ถูกทิ้งไว้กลางทาง เดินต่อไปก็ไม่ได้ จะหันหลังกลับก็ไม่มีทางให้ไป
ทุกครั้งที่หลับตา ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงฉายซ้ำราวกับมีใครมาเปิดม้วนฟิล์มตอกย้ำความผิดพลาด เสียงตะคอกของพ่อ ความเจ็บปวดในแววตาของธามัน และคำว่ารอพี่นะที่ยังดังก้องอยู่ในมโนนึก มันเป็นทั้งน้ำทิพย์ชโลมใจและยาพิษที่กรีดหัวใจเธอให้เป็นแผลลึกไปพร้อม ๆ กัน
พายซุกหน้าลงกับหัวเข่า ปล่อยให้หยดน้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้หลุดรอดออกมาแผ่วเบาในพื้นที่สี่เหลี่ยมที่ดูไร้ชีวิต ความเศร้ากัดกินลึกลงไปในกระดูกจนเธอรู้สึกหนาวสั่น เธอเกลียดความเงียบนี้เหลือเกิน เพราะมันทำให้เสียงความคิดถึงที่มีต่อแด๊ดดี้ของเธอดังชัดเจนเกินไป ชัดเจนจนเธอแทบจะทนรับไม่ไหว
‘พายจะรอค่ะ... พายจะรอจนกว่าเราจะได้พบกันอีกครั้ง ไม่ว่ามันจะนานแค่ไหนก็ตาม’
คำมั่นสัญญาในใจถูกเอ่ยออกมาท่ามกลางหยดน้ำที่ร่วงหล่นลงบนที่นอน ขณะที่ภวินท์ยืนพิงประตูห้องอยู่ด้านนอก ฟังเสียงลูกสาวร้องไห้ด้วยหัวใจที่เจ็บปวดไม่แพ้กัน
คนเป็นพ่อก็ยังคงใจแข็ง... เพราะเชื่อว่านี่คือวิธีเดียวที่จะปกป้องดวงใจของตนได้ดีที่สุดในตอนนี้
เวลาพัดผ่านไปเกือบสองสัปดาห์ แต่ความเย็นชาที่ก่อตัวขึ้นระหว่างพ่อลูกกลับยิ่งหนาแน่นขึ้นราวกับกำแพงน้ำแข็ง พายกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ... หรืออย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่ภวินท์ต้องการให้เป็น เธอไปเรียนตามตารางสอน แต่ความร่าเริงสดใสที่เคยเป็นเสน่ห์ของเธอนั้นหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่ พายกลายเป็นหญิงสาวที่เงียบขรึม นั่งใจลอยในคาบเรียน และไม่เหลือเสียงหัวเราะให้ใครได้ยินอีกเลย
ทุกวันภวินท์ยังคงทำหน้าที่รับส่งลูกสาวไม่เคยขาด ทว่าตลอดระยะเวลาที่อยู่ในรถสี่แคบ ๆ กลับไม่มีบทสนทนาใดออกมา พายทำเพียงมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ไม่แม้แต่จะสบตาหรือตอบรับคำทักทายของพ่อ ความเงียบที่เธอใช้ประท้วงมันช่างกรีดลึกเข้าไปในใจของคนเป็นพ่อจนร้าวราน แต่ภวินท์ก็ยังคงเลือกที่จะนิ่งเฉยด้วยทิฐิ
ที่บ้านคุณย่า... พายจะยอมเปิดปากคุยด้วยเพียงแค่กับคุณย่าและน้าวีนัส น้องสาวของพ่อที่มักจะแวะเวียนมาคุยด้วยบ่อย ๆ เพราะความเป็นห่วง
เย็นวันหนึ่ง ในซุ้มม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นโมกที่ส่งกลิ่นหอมรวยริน วีนัสมองดูหลานสาวที่นั่งเหม่อลอยคอยเขี่ยอาหารในจานไปมาด้วยความสงสาร คุณน้าทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ แล้วลูบศีรษะพายอย่างอ่อนโยน
“ทานอีกนิดนะลูก... ซูบไปหมดแล้วรู้ไหม” วีนัสเอ่ยเสียงนุ่ม
“พายไม่หิวค่ะน้าวี... พายแค่รู้สึกเหมือนวิญญาณมันหายไปครึ่งหนึ่ง” พายตอบเสียงแผ่ว น้ำตาคลอเบ้าทันทีที่ถูกทัก
วีนัสถอนหายใจยาวพลางโอบไหล่หลานสาวไว้
“น้าเข้าใจนะว่าพายเจ็บ... แต่พายต้องมองในมุมของพี่วินบ้าง พ่อเขาหวังดีกับพายที่สุดนะลูก ที่เขาทำรุนแรงแบบนี้เพราะเขาไม่อยากเห็นลูกสาวที่เขาเทิดทูนต้องไปเจอกับคนที่ไม่รู้ว่าจะจริงจังแค่ไหน”
“แต่พี่ธามบอกว่าจะรับผิดชอบ... เขาบอกให้พายรอ...”
“ถ้าอย่างนั้น... พายก็ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์สิลูก” วีนัสเชยคางหลานสาวขึ้นให้สบตากัน
“ถ้ารักกันจริง วันข้างหน้าเมื่อพายโตกว่านี้ มีความรับผิดชอบได้มากกว่านี้ พ่อเขาก็คงไม่ว่าอะไรแล้ว แต่ถ้าเกิดว่าเวลาผ่านไป แล้วคุณธามันเกิดลืมพายไป หรือเขาไม่ได้จริงจังอย่างที่พูด... พายจะได้รู้ไงว่าที่พ่อทำไปน่ะมันถูกต้องแล้ว”
พายนิ่งฟังหยดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนหลังมือ
“หน้าที่ของพายตอนนี้ไม่ใช่การนั่งร้องไห้เสียใจนะลูก แต่คือการทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด ตั้งใจเรียน พิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าพายเข้มแข็งพอที่จะจัดการชีวิตตัวเองได้ ถ้าพายมัวแต่เศร้าซึมแบบนี้ พ่อเขาก็ยิ่งมองว่าพายเป็นเด็กที่ยังจัดการอารมณ์ไม่ได้ แล้วเขาจะกล้าปล่อยพายไปได้ยังไง... จริงไหมลูก”
คำพูดเตือนสติของน้าวีนัสทำให้พายชะงัก เธอเริ่มคิดตาม... ความอ่อนแอไม่ได้ช่วยให้เธอได้กลับไปหาเขา มีเพียงความเข้มแข็งและกาลเวลาเท่านั้นที่จะเป็นตั๋วใบเดียวที่พาเธอกลับไปยืนข้างธามันได้อย่างภาคภูมิ
“พายจะพยายามค่ะน้าวี... พายจะทำหน้าที่ของพายให้ดีที่สุด”
พายพึมพำกับตัวเองเบา ๆ สายตามองไปยังเส้นขอบฟ้าที่เริ่มมืดมิดลง แม้ในใจจะยังคงโหยหาแด๊ดดี้จนแทบขาดใจ แต่เธอก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าการรอคอย ที่มีค่าที่สุด คือการรอคอยอย่างคนที่มีสติและเติบโตขึ้น