หลังงานประมูลสิ้นสุดลง เสียงปรบมือและชัตเตอร์ค่อย ๆ จางหายไป ท่ามกลางแสงไฟหรูหราที่เริ่มสลัวลง
เดย์และไนท์รีบก้าวเข้ามาประกบข้างคิริวทันทีอย่างรู้หน้าที่ ขณะที่อเล็กซ์เดินตามมาช้า ๆ พร้อมรอยยิ้มบางแต่แฝงแววเย่อหยิ่งในแววตา
“ดีใจกับมึงด้วยนะ ไอริว…” อเล็กซ์พูดเสียงทุ้มต่ำปนเยาะเบา ๆ “พ่อมึงคงภูมิใจที่มึงประมูลเพชรไปได้ขนาดนั้น”
คิริวเหลือบตามองอีกฝ่ายเพียงแวบเดียว ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
“อืม กูก็คิดว่าจะเป็นแบบนั้น”
“เรื่องที่ดินที่ลำปาง กูอยากให้มึงเก็บไปคิดอีกที”
อเล็กซ์พูดต่อด้วยน้ำเสียงนิ่ง แต่แฝงแรงกดดันชัดเจน
คิริวไม่พูดสักคำ เขาเพียงหันกลับมาช้า ๆ มองอีกฝ่ายด้วยสายตาแข็งกร้าวเฉียบคม
“กูบอกมึงไปแล้ว ว่าไม่ขาย” น้ำเสียงทุ้มเย็นราวกับน้ำแข็ง “ถ้ามึงจะเอา ก็ข้ามศพกูไปก่อนแล้วกัน”
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบงัน เสียงดนตรีเบา ๆ จากในห้องรับรองดูจะดับลงในทันที
อเล็กซ์หัวเราะในลำคอเบา ๆ “มึงจะห่วงเหี้ยไรนักหนาวะ ที่ดินผืนเดียวเอง”
“แล้วมึงจะเสือกเหี้ยอะไรนักหนาวะ กับที่ดินตรงนั้น” คิริวสวนกลับทันควัน น้ำเสียงต่ำข่มจนรอบข้างรู้สึกถึงแรงอาฆาตที่ซ่อนอยู่
แววตาของทั้งคู่ปะทะกันกลางห้อง เหมือนเปลวไฟสองสายที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
เดย์กับไนท์สบตากันเงียบ ๆ เตรียมพร้อมเข้าห้าม หากสถานการณ์ระเบิดออกไปก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว
อเล็กซ์ยกมือทั้งสองข้างขึ้นอย่างยอมแพ้ ปลายนิ้วยกเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มกวนประสาทที่ยังติดอยู่บนใบหน้า
“โอเค ๆ ไม่ขายก็ไม่ขาย ใจเย็นหน่อยดิว่ะเพื่อน จะขึ้นเสียงใส่กันทำไม” น้ำเสียงของเขายังเต็มไปด้วยแววล้อเลียน เหมือนจงใจจะยั่วให้คิริวหลุดอีกสักคำ
คิริวปรายตามองเพียงแวบเดียวก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ถ้าไม่มีอะไร กูขอตัว”
เขาหันหลังเดินออกไปทันทีโดยไม่รอฟังคำพูดต่อจากอเล็กซ์ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อน “ตึก…ตึก…” ดังก้องไปทั่วโถง ร่างสูงในสูทสีดำสนิทแผ่รังสีเย็นจัดจนใคร ๆ ก็ไม่กล้าเข้าใกล้
เดย์กับไนท์รีบก้าวตามหลังอย่างเงียบ ๆ ทิ้งอเล็กซ์ไว้กับรอยยิ้มบางที่ค่อย ๆ จางลงเมื่อมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไป
“คิริว… มึงนี่มันยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ” เขาพึมพำเบา ๆ พลางหยิบแก้วไวน์ขึ้นจิบ ดวงตาคมเต็มไปด้วยแววคิดบางอย่างที่ยากจะอ่านออก
———
- อเล็กซ์ -
หลังจากที่คิริวเดินออกไปแล้ว สายตาของอเล็กซ์ยังคงจ้องตามแผ่นหลังของเขาไม่วางตา
ความเงียบในห้องเหมือนหนักขึ้นทุกวินาที จนธาม บอดี้การ์ดส่วนตัวของอเล็กซ์ ก้มหัวลงเล็กน้อยพร้อมเอ่ยเสียงเรียบ
“ให้จัดการเลยไหมครับ?”
อเล็กซ์ปรายตามองธาม น้ำเสียงเย็นเรียบแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“อืม…ลงมือเลย เก็บเป็นพอ” เขาพูดพร้อมรอยยิ้มบางที่แฝงความเย็นชา “กูได้ที่ดินตรงนั้นเมื่อไร ค่อยเก็บตายมัน”
ธามพยักหน้า รับคำสั่งอย่างเงียบเชียบ
สายตาของเขาแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความพร้อมรบ ขณะที่อเล็กซ์ยังคงยืนจ้องไปยังทางที่คิริวเพิ่งเดินจากไป ราวกับว่านี่คือเกมที่เขาต้องเอาชนะให้ได้ไม่ว่าทางใด
บรรยากาศในห้องปกคลุมด้วยความตึงเครียด ราวกับว่าทุกลมหายใจของอเล็กซ์และธามคือสัญญาณของพายุที่จะปะทุในไม่ช้า
———
- คิริว -
เดย์เปิดประตูรถให้คิริวขึ้นไปนั่งเหมือนทุกครั้ง มือของเขาแนบกับขอบประตูอย่างระมัดระวัง
ทุกคนประจำที่เรียบร้อย ก่อนที่รถยุโรปสีดำจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากลานจอด
ระหว่างทาง บอดี้การ์ดของเดย์และไนท์ที่นั่งด้านหน้าส่งเสียงแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“พี่เดย์…ผมว่า…รถด้านหลังมันกำลังตามเราอยู่นะครับ”
เดย์เลื่อนสายตามองกระจกมองหลัง ร่างสูงตึงและน้ำเสียงนิ่งแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
“จริงด้วยว่ะ…มึงขับเร่งไปหน่อย”
รถยุโรปสีดำค่อย ๆ กดคันเร่งให้เร็วขึ้น เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มกลางถนนโล่ง ข้างทางแทบไม่มีรถสัญจร ทำให้มุมมองด้านหลังชัดเจนขึ้น
บอดี้การ์ดของเดย์และไนท์จับจ้องไปยังรถที่ตามหลังอย่างระมัดระวัง
ไฟหน้ารถคันหลังส่องสว่างชัดเจน ราวกับพยายามประกาศว่าพวกมันจะไม่ยอมทิ้งเป้าหมายง่าย ๆ
ไม่นาน…
ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นมาจากรถคันด้านหลังที่กำลังตามพวกเขาอย่างไม่ลดละ กระสุนปักลงใกล้ ๆ รถคิริว ทำให้เดย์ที่นั่งข้าง ๆ รีบคว้าคอคิริวให้ก้มลงทันที
“เป็นอะไรไหม!” เสียงเดย์ตะโกนออกมา พร้อมแววตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
คิริวเพียงพยักหน้าเบา ๆ มือเรียบเย็นแต่รวดเร็ว เขารีบชักปืนจากเบาะนั่งแล้วใส่กระสุนอย่างชำนาญ น้ำเสียงยังคงเรียบเย็น
“กูว่าไออเล็กซ์ส่งคนมาเก็บกู พวกมึงระวังกันไว้ด้วย มันเอาตายแน่” คิริวเอ่ยพร้อมชักปืนใส่กระสุนอย่างชำนาญ
สายตาคมจับจ้องกระจกหลังไม่ละแม้แต่วินาทีเดียว
เดย์และไนท์เตรียมตัวทุกอย่าง มือเกาะที่นั่งและพวงมาลัยแน่น พวกเขารู้ดี…คืนนี้ไม่ใช่แค่การไล่ล่าธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นเกมตัดสินชีวิตและอำนาจเต็มรูปแบบ
เสียงเครื่องยนต์คำรามท่ามกลางถนนโล่ง เสียงยางบดพื้นกระแทกด้วยความเร็วสูง รถตามหลังขยับเข้าใกล้พวกเขาอย่างช้า ๆ แต่มั่นใจ คิริวค่อย ๆ ขยับปืนเล็งไปยังฝั่งกระจกหลังพร้อมนิ้วชี้แน่น
จนกระทั่ง…
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังสนั่นอีกครั้งจากรถด้านหลัง กระสุนพุ่งมาใกล้ ๆ รถคิริว เดย์รีบกดตัวเขาให้อยู่ต่ำ มือยังจับพวงมาลัยแน่น
คิริวไม่รอช้า สวนกระสุนทันที มือเรียบชักปืนเล็งไปยังเป้าหมายด้านหลัง กระสุนพุ่งทะลุกลางอากาศด้วยความแม่นยำ มือขยับนิ่งมั่น ร่างสูงในสูทยังคงสง่า แม้จะอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตาย
“อย่าให้พวกมันเข้ามาใกล้!” คิริวสั่งเสียงเย็น น้ำเสียงเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน ทุกคำพูดเหมือนคำสั่งที่ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน
เดย์กับไนท์ตามปฏิกิริยาอย่างรวดเร็ว ทั้งสองคุมความเร็วรถและระยะห่างจากรถคันหลัง พวกเขาไม่เพียงแต่ป้องกันคิริว แต่ยังต้องต่อสู้กับผู้ที่ตามหลังอย่างรอบด้าน
บรรยากาศบนถนนค่ำคืนนี้ร้อนระอุเหมือนสนามรบ ทั้งเสียงเครื่องยนต์ กระสุน และแรงกดดันที่กดทับทุกลมหายใจ
แต่ไม่นาน…
กระสุนจากรถด้านหลังพุ่งเข้ามาโดนล้อรถของคิริวอย่างแม่นยำ เสียงยางฉีกขาดดังสนั่น ร่างรถเสียหลักไถลไปตามถนน ก่อนจะพุ่งเข้าชนต้นไม้ใหญ่ข้างทางด้วยแรงชนอย่างรุนแรง
คิริวถูกแรงกระแทกสะท้านไปทั่วร่าง แต่เขายังคงนิ่ง มือเรียบแนบปืนแน่น แม้รถจะยับเยิน ไนท์และเดย์รีบคว้าคอเขาให้อยู่ต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้
“ไอไนท์ พาคิริวหนีไป ทางนี้กูจัดการเอง!” เดย์ตะโกนขึ้นเสียงฉุน ข้อนิ้วข้างหนึ่งยังจับพวงมาลัยอีกข้างกำปืนแน่น
“เฮีย!” ไนท์กรีดเสียงดังแล้วชะงัก แต่ไม่รอช้า เขาพุ่งเข้าไปดึงคิริวออกจากซากรถ ดึงเขาไปยังฝั่งที่ปลอดภัยกว่า เสียงฝีเท้าและโลหะกระทบกันดังขึ้นรอบตัว
เดย์หันมาหยิบแมกกาซีนปืนจากที่ซ่อนไว้ยื่นให้คิริวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจ้องตาไนท์แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“กูบอกมึงให้พาคิริวหนีไป หนีไปให้ได้ ถ้ามึงตาย กูจะตามไปฆ่าพวกมึงในนรกแน่”
คิริวหายใจแรง ๆ พยายามเก็บลมหายใจให้คงที่ มือรับปืนจากเดย์ ใบหน้ามีรอยเลือดเล็กน้อยแต่ยังคงนิ่งเยือก
เขามองเดย์ลึก ๆ ก่อนจะตอบเสียงเบาแต่หนักแน่นกลับมาเหมือนคำสาบาน
“รอดกลับไปให้ได้ ถ้ามึงตาย กูจะตามไปฆ่ามึงในนรกเหมือนกัน”
คำสาบานนั้นดังขึ้นท่ามกลางกลิ่นควันและเสียงเครื่องยนต์ที่ไกลออกไป สามคำพูดของเพื่อนที่ไม่พูดเล่น เรื่องชีวิตกับเรื่องตายกลายเป็นเดิมพันที่ไม่มีใครถอย
ไนท์รีบกระชากคิริวไปตามซอยมืด ขณะที่เดย์ยืนค้ำหน้าระบุกับความเงียบก่อนจะก้าวออกไปต่อสู้กับรถที่ตามมา ร่างของเขากลายเป็นโล่ที่ยอมแลก ทั้งเสียงปืน ความแสบของควัน และความมุ่งมั่นที่เยือกเย็นจนใครก็อ่านไม่ออก