ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมหน้าเฮือนการเวกทันทีที่เสียงเครื่องยนต์ของสัจวีร์จางหายไป ลักษณ์ที่ยังจมอยู่ในอ้อมกอดของพนาธิปเริ่มได้สติ เขารู้สึกถึงไอร้อนจากร่างกายสูงใหญ่ที่แผ่ซ่านออกมาปกป้องเขาจากความหนาวเหน็บเมื่อครู่ แต่ความเจ็บปวดจากถ้อยคำผลักไสก่อนหน้านี้ยังคงตกตะกอนอยู่ในใจ
ลักษณ์ขยับตัวประท้วงเบา ๆ หวังจะหลุดจากพันธนาการ “ปล่อยเถอะครับ... ไหนบอกว่าผมแค่จิตปรุงแต่งไง แล้วจะมาสนใจผมทำไม”
พนาธิปไม่เพียงไม่ปล่อย แต่กลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นหน้าอกของลักษณ์แนบชิดกับอกข้างซ้ายของเขา ตำแหน่งที่รอยแผลเป็นสีแดงสดกำลังเต้นตุบตับตาจังหวะหัวใจที่ว้าวุ่น
“เงียบก่อนลักษณ์…” พนาธิปกระซิบข้างหู เสียงของเขาที่เคยดุดันกลับสั่นพร่าอย่างเห็นได้ชัด “เธอไม่รู้หรอกว่าในรถคันนั้นมีอะไรซ่อนอยู่”
ลักษณ์ชะงักไปเมื่อสัมผัสได้ถึงความกังวลที่จริงจังในน้ำเสียงนั้น พนาธิปค่อย ๆ คลายอ้อมกอดแล้วจับไหล่ร่างเล็กอย่างเบามือ แววตาพยัคฆ์ที่เคยนิ่งสนิท บัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยร้าวของความรู้สึกที่เขากลบฝังไว้ไม่อยู่
“ที่ฉันพูดไป... ฉันปากพล่อยไปเอง” พนาธิปเอ่ยพึมพำ สายตาจ้องมองใบหน้าบวมช้ำของลักษณ์ด้วยความรู้สึกผิด “สมถวิลพูดถูก... ทุกครั้งที่ฉันเห็นเธอตกอยู่ในอันตราย คนแรกที่ฉันโหยหาก็คือเธอ... หาใช่มณฑาลักษณ์ ฉันแค่... ฉันแค่กลัวความจริงที่ว่า หัวใจที่ฉันเคยคิดว่าตายไปแล้ว มันกลับมาเต้นเพราะเด็กดื้ออย่างเธอ”
ลักษณ์นิ่งอึ้ง หัวใจที่เคยห่อเหี่ยวกลับพองโตขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แต่เขาก็ยังไม่กล้าปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ “แล้วเรื่องมณฑาลักษณ์ล่ะครับ ?”
“นางคืออดีตที่ฉันสาบานว่าจะภักดี... แต่เธอคือปัจจุบันที่ฉันมิอาจเสียไปได้” พนาธิปยกมือขึ้นลูบแก้มลักษณ์แผ่วเบา “ไอสีดำในรถคันนั้นคืออาคมลักขวัญของหมอไสยดำ มันจงใจมาเพื่อชิง ‘เศษขวัญ’ ในตัวเธอ หากฉันปล่อยเธอไปเมื่อครู่... ฉันคงต้องกรีดหัวใจตัวเองทิ้งจริง ๆ เพราะฉันคงทนมีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ”
ในขณะที่บรรยากาศกำลังเริ่มคลี่คลาย เจ้าส้มเกลี้ยงที่ลักษณ์อุ้มอยู่จู่ ๆ ก็กระโดดออกจากอ้อมแขนแล้วก็ส่งเสียงขู่ต่ำออกมา
พนาธิปขมวดคิ้วแน่น เขารับรู้ได้ว่าคนในรถคันนั้นไม่ได้จากไปเฉย ๆ แต่มันได้ทิ้งโหงพรายอาฆาตไว้รอบบริเวณเฮือนการเวกด้วย
“เธียร ! ไปเตรียมเครื่องมาฉันจะขจัดสิ่งอัปรีย์ !” พนาธิปตวาดสั่งเสียงก้อง
≪ °❈° ≫
พนาธิปยืนสงบนิ่งอยู่กลางชานเรือน มือหนึ่งถือขันน้ำมนต์ที่ข้างในบรรจุใบส้มป่อยและกิ่งทับทิม เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเริ่มบริกรรมพระคาถาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่กังวานก้องไปทั่วบริเวณ
“นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ…”
จากนั้นเขาก็เริ่มร่ายพระคาถาขับไล่สิ่งอัปมงคล และสะกดอาคมดำ เสียงของพนาธิปฟังดูคล้ายมีเสียงคำรามของเสือซ้อนทับอยู่เบื้องหลัง
“สัพพะพุทธานุภาเวนะ สัพพะธัมมานุภาเวนะ สัพพะสังฆานุภาเวนะ... สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง สิทธิลาโภ ชะโย นิจจัง…”
เขาจุ่มกิ่งทับทิมลงในน้ำมนต์แล้วสะบัดไปรอบบริเวณพลางบริกรรมต่อด้วย คาถาพยัคฆราช เพื่อสะกดกลิ่นอายไสยดำ
“โอม พยัคโฆ พยัคฆา สุญญา ภัพพะติ อิติ ฮำ ฮึม ฮึม…”
ทันทีที่สิ้นคำกล่าวพร้อมกับสะบัดน้ำมนต์ ลักษณ์สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจาง ๆ ในอากาศ ไอสีดำที่เคยวนเวียนอยู่ตรงขอบหน้าต่างพลันแตกกระจายสลายไปราวกับถูกแสงอาทิตย์แผดเผา พนาธิปเดินเข้ามาหาลักษณ์ที่ยืนมองอย่างตกตะลึง เขาใช้กิ่งทับทิมประพรมน้ำมนต์ลงบนศีรษะของลักษณ์เบา ๆ พร้อมกับเป่ามนต์คุ้มครอง
“ฉันขอให้พุทธคุณและอำนาจแห่งครูบาอาจารย์ปกป้องคุ้มครองเธอ... อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ... ขอให้เธอแคล้วคลาดจากสรรพอันตรายทั้งปวงนะลักษณ์"
ลักษณ์รู้สึกเหมือนมีกระแสความเย็นวาบไหลผ่านจากกระหม่อมลงไปถึงกลางใจ ความหวาดกลัวที่มีก่อนหน้าอันตรธานหายไปจนสิ้น “ขอบคุณครับคุณพนา…” ลักษณ์เอ่ยเสียงแผ่ว ใบหน้าแดงซ่านด้วยความปลาบปลื้ม
ทางด้านจินต์ที่ยืนตาแป๋วรอรับพรมน้ำมนต์จากท่านพยัคฆราชบ้างก็ต้องผิดหวังเมื่อพนาธิปหันไปส่งพานให้เธียรแทน เธียรเห็นดังนั้นก็หลุดขำหน้าตายของจินต์
“ไม่ต้องน้อยใจไปคุณจินต์ เดี๋ยวผมจัดให้แบบถึงใจ” เธียรจุ่มน้ำมนต์จนชุ่มแล้วสวดคาถาฉบับเขาเอง
“สัพพะอันตรายา วินัสสันตุ... ไปกอดคอผีที่ไหนมาก็ให้หลุดออกไปซะ ! นะโม พุทธายะ ยะธาพุทโมน”
เธียรสะบัดน้ำมนต์ใส่จินต์จนน้ำกระจายเข้าหน้าเต็ม ๆ จินต์หลับตาปี๋ก่อนจะค้อนขวับ
“พี่เธียร! จินต์เปียกหมดแล้วนะ” จินต์บ่นพึมพำแต่ก็แอบรู้สึกอุ่นใจที่เธียรเข้ามาหยอกล้อในเวลาเครียด ๆ แบบนี้ “แต่ก็... ขอบคุณนะ ดุไปดูมาพี่เธียรเองก็ดูจะพึ่งพาได้เหมือนกันนะเนี่ย”
เธียรยืดอกรับคำชมทันที “แน่นอนสิ ไม่งั้นจะเป็นมือขวาของท่านพนาธิปได้ไง”
ทั้งลักษณ์และจินต์ต่างพากันเขินจนหน้าแดงก่ำภายใต้แสงเทียนที่วูบไหว บรรยากาศความขลังของพิธีเมื่อครู่ ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายความรักและความผูกพันที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ในเฮือนการเวกแห่งนี้
≪ ° ติดตามต่อตอนที่ ๑๗ ° ≫