หญิงสาวค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น แล้วก็ลุกจากเตียง
เดินตรงไปที่โซฟาด้วยร่างเปลือยเปล่า ชายหนุ่ม
กลืนน้ำลายลงคออย่างลำบาก ก่อนจะลุกเดินตาม
ไปนั่งข้างๆ “ใจคอวาจะกินข้าวไป อ่อยพี่ไปแบบนี้
จริงหรอ มันแข็งหมดแล้วนะบอกก่อน”
“วาจะใส่เสื้อผ้าหรือไม่ใส่ พี่ก็แข็งอยู่ดี ชิ!”
“แหน๊ะ!! หัดมีชงมีชิแล้วหรอ เดี๋ยวเถอะนะ”
รอยยิ้มชายหนุ่ม ทำให้หญิงสาวรู้สึก จี๊ดๆ แป๊ปๆ
ขึ้นมาที่หัว “โอ๊ยยย ปวดหัวจัง”
ชายหนุ่มรีบประคอง “เป็นไงบ้างวา พี่ว่าวาไปหา
หมอให้ตรวจดูสักหน่อยดีกว่านะ”
>> ณ โรงพยาบาล (เช้าวันรุ่งขึ้น)
ชายหนุ่มนั่งรอ อย่างกระวนกระวายใจอยู่ที่
หน้าห้องตรวจ ระหว่างทิวาเข้าไปสแกนสมอง
[ทำไมถึงเข้าไปนานอย่างนี้วะ วาจะเป็นอะไร
หรือเปล่า โอ๊ยยย แม่งเอ้ย ทำไมรอนานขนาดนี้
ตรวจไปถึงไหนวะเนี้ย ออกมาสักทีเถอะ]
ผ่านไปเกือบ 1 ชั่วโมง ทิวาเดินตามพยาบาล
ออกมาจากห้องตรวจ เพื่อรอรับยา ชายหนุ่มรีบ
พุ่งตัวเข้ามาหาทันที “วา ทำไมถึงตรวจนานจัง
หมอว่ายังไงบ้าง หืมมม” มือหนาโอบกอดเอวบาง
“หมอบอกว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือนจาก
การถูกของแข็งกระแทกรัวหลายน้ำเมื่อคืนค่ะ”
ชายหนุ่มขำก๊ากขึ้นอย่างอดไม่ไหว “วา! ทำไม
ถึงได้ตลกแบบนี้ หืมม พี่ชักจะชอบที่วาความจำ
เสื่อมแล้วสิ ลูกเล่นแพรวพราวขึ้นเยอะเลยนะ”
ออกจากโรงพยาบาล กายก็ขับรถพาทิวาไป
ตะเวนดูทำเล “พี่กายค่ะ” “หื้มม ว่าไงครับ”
“วาอยากให้พี่กลับไปฝึกงานและเรียนต่อเทอม
สุดท้ายให้จบค่ะ” เสียงล้อรถเบรค เอี๊ยด!!!
“ไม่! พี่จะไม่มีวันทิ้งให้วาอยู่ที่นี่คนเดียว”
“งั้นวาจะหากิ๊กมาอยู่ด้วยสักคน” “ทิวา!! ตลกล่ะ”
“พี่จะทิ้งทุกอย่างไป ไม่เสียดายหรอค่ะ อีกเทอม
เดียวเองนะ” ชายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ
“พี่ไม่เสียดาย ถ้าวาเสียดายก็กลับไปอยู่กับพี่สิ”
“จะให้วาไปอยู่เฉยๆอย่างนั้นหรอค่ะ”
“ไปเรียนทำขนมไหม หรือปลูกต้นไม้ขาย หรือวา
อยากทำอะไร พี่จะตามใจวาทุกอย่างเลย”
“จริงหรอค่ะ” รอยยิ้มสวยเผยขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์
“พี่ล่ะหลอนรอยยิ้มนี้ของวาจังเลย บอกตรงๆ”
“ก็พี่กายบอกว่าจะตามใจวาทุกอย่างนี่ค่ะ”
“หวังว่าสิ่งที่วาอยากทำ คงไม่ขัดใจพี่ก็แล้วกันนะ”
“งั้นวาจะไปเรียนทำอาหารอิตาเลียนก็ได้ค่ะ”
รอยยิ้มค่อยๆเผยขึ้น จากมุมปากของชายหนุ่ม
หลังได้ยินคำพูดของทิวา
>> ณ กรุงเทพฯ
ทันทีที่ทั้งคู่ตกลงกันเสร็จ กายก็ขับรถมุ่งตรงกลับ
กรุงเทพฯทันที เพราะคิดว่าแม่ของทิวาคงจะดีใจ
รถเลี้ยวเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ ทิภารีบออกมา
ต้อนรับลูกสาวด้วยความดีใจ ตามด้วยการินทร์
“สวัสดีค่ะ แม่ พ่อพี่กาย” การินทร์หันมองหน้า
ภรรยาอย่างเลิ่กลั่ก ในคำเรียกที่เปลี่ยนไป
“เรียกลุง แบบเดิมดีกว่าหนูวา” “อ่อค่ะ คุณลุง”
ทิภาสวมกอดลูกสาว หอมแก้มซ้ายที ขวาที
“ยัยวา! เป็นไงบ้างลูก แม่ดีใจนะที่หนูยอมกลับมา”
“วาเสียดายค่ะ ถ้าพี่กายต้องทิ้งการเรียนแบบนั้น
อีกอย่างวาก็อยากมาเรียนทำอาหารด้วยค่ะ”
ทิภาเดินเข้ามาโอบกอดลูกสาว พาเข้าไปในบ้าน
ส่วนสองพ่อลูกยังยืนคุยกันอยู่หน้าบ้าน
“แล้วแกล่ะ ไอ้ลูกชายตัวดี จะเอายังไงต่อ”
การินทร์หันไปถามลูกชายของตัวเอง
“ก็พรุ่งนี้ ผมจะไปฝึกงานตามเดิมไงครับ”
“เหอะๆ ถ้าหนูวาไม่กลับมาด้วย แกก็จะทิ้งหมด
เลยใช่ไหม” ผู้เป็นพ่อจ้องมองตาของลูกชาย
“ก็ใช่ โถ่วพ่อ! เรียน 4 ปีเอง เรียนเมื่อไหร่ก็ได้
แต่วามีแค่คนเดียว ผมไปหาที่ไหนไม่ได้นะ”
“แกจะคลั่งรักอะไรเบอร์นั้นวะ ก่อนหน้านี้ พ่อไม่
เคยเห็นแกจะคบใครจริงจังเลย ลอยไปลอยมา
ควงไม่ซ้ำหน้า ข่าวซุบซิบไม่เว้นวัน”
“เออ พูดถึงข่าว ฝีมือพ่อใช่ไหม”
“เออใช่ ทำไม หรือว่าแกไม่ชอบ”
“ชอบดิ ว่าแต่..มีรูปต้นฉบับป่ะ ขอหน่อยดิ”
“หึ! ไปขอคุณภานู้น รายนั้นมีหลายรูปเลย”
“จริงดิ๊ ต้องไปขอสักหน่อยล่ะ แล้วพ่อนึกยังไง
เอาไปลงข่าว ไม่เกรงใจพ่อของมุกดาแล้วหรือไง”
“พ่อลงข่าว ก็เพราะมุกดามาข่มขู่เรื่องแกถึงบ้าน
ก็เลยแถมข่าวเมียน้อยของพ่อมันให้ด้วยเลย
เอาให้บ้านแตก เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม”
“ผมว่าแล้ว มุกดาต้องมาล้ำเส้นอะไรพ่อแน่ๆ”
“หึ! จะมาหาว่าผู้ใหญ่รังแกเด็กไม่ได้นะ เด็กมัน
อยากมาท้าทายก่อน” สองพ่อลูกเดินพูดคุยกัน
เข้ามาในบ้าน ชายหนุ่มกวาดสายตามองหาทิวา
ก่อนจะเดินตามขึ้นมาชั้นบน “วาล่ะครับ”
“ยัยวานอนงีบอยู่ในห้องค่ะ”
ทิภาเอ่ยตอบ ก่อนจะเดินสวนชายหนุ่มไป
ร่างสูงก้าวเดินเข้ามาในห้องนอนของหญิงสาว
ก่อนจะลงนั่งบนเตียงข้างๆเธอ “วา หลับหรอ”
หญิงสาวแกล้งหลับ แต่หน้าตายังขยุกขยิก
ชายหนุ่มแอบเห็น ถึงกับอมยิ้มกับความเจ้าเล่ห์
“ว้า!! นอนหลับซะแล้ว น่าจะหลับลึกซะด้วยสิ”
หน้าตาของหญิงสาวยังคงขยุกขยิก หลี่ตามอง
“ลักหลับสัก1-2 น้ำ เลยดีไหมน๊าา น่าจะไม่รู้ตัว”
ชายหนุ่มพูดจาหยอกเย้า พรางกลั้นขำหญิงสาว
อย่างเอ็นดู ใบหน้าหล่อคมค่อยๆก้มซุกไซร้ตาม
เรือนร่างของหญิงสาว “อร๊ายยยย อย่านะ พี่กาย”
“อ้าว!! วาตื่นได้ไงเนี้ย หื้มม พี่อุตส่าทำเบาๆ”
ทั้งคู่หยอกล้อกันหัวเราะคิกคักกันสนุกสนาน
>>เช้าวันรุ่งขึ้น
กายเริ่มไปฝึกงานที่บริษัทเป็นวันแรก หลังจากเกิด
อุบัติเหตุ ส่วนทิวาก็หาที่เรียนทำอาหารอิตาเลียน
สายเรียกเข้า..ข้าวหอม
“ฮัลโหล ว่าไงข้าวหอม” ทิวาเอ่ยรับสายขณะกำลัง
ลงทะเบียนเรียนทำอาหาร
“ยัยวา แกอยู่ไหนจ๊ะ ฉันดีใจมากเลยนะที่แกยอม
กลับมาอยู่กรุงเทพฯ” ข้าวหอมเอ่ยขึ้น
“อืม ฉันเสียดายอ่ะ พี่กายเหลืออีกเทอมเดียวเอง”
“หืมมม เพื่อผู้ชายหล่อกระล่อนอ่ะเนาะ”
“นี่ๆอย่ามาแซว ว่าแต่โทรมามีอะไร”
“เย็นนี้ เราไปปิ้งย่างญี่ปุ่นกันป่ะ เราไม่ได้ไปกิน
ร้านนั้นกันนานแล้ว”
“ร้านนั้น คือ ร้านไหนอ่ะ ฉันจำไม่ได้”
“เออวะ ลืมไปเลย เดี๋ยวฉันส่งแผนที่ให้ ไปเถอะนะ
ไปรำลึกความหลังกัน นะๆ ชวนพี่กายไปด้วยสิ”
“ก็ได้ เดี๋ยวจะลองชวนดูนะ ต้องชวนพี่อัคนีด้วยป่ะ”
“ยัยวา!! เดี๋ยวเถอะนะ”
>>ช่วงเย็น
ณ ร้านปิ้งย่างญี่ปุ่น (ห้อง VIP)
“แกจำร้านนี้ได้ป่ะ” ข้าวหอมเอ่ยถามขึ้น
“ไม่อ่ะ ไม่อยู่ในหัวเลย แล้วร้านนี้มันทำไมหรอ”
“ก็แกเคยมอมสาเก พี่กายและเพื่อนๆเขาจนเมา
เละนะสิ ต้องจ้างคนมาขับรถให้ส่งพวกพี่ๆอ่ะ”
“จริงหรอ นี่ฉันคอแข็งขนาดไปมอมคนอื่นเชียว”
“ก็เออดิ แกมันตัวแสบ ว่าแต่..วันนี้จัดกันอีกไหม
รำลึกความหลัง ไหนๆก็มีแค่ 2 เราแล้ว”
“ก็ได้ งั้นก็จัดมาดิ” ทิวาเอ่ยตอบรับคำท้าทาย
ช่วงเวลาปิ้งย่างและสาเกเย็นๆของสองเพื่อนซี้
ก็เริ่มต้นขึ้น จนเวลาผ่านไป พอกายเลิกงานก็
รีบตรงมาหาทิวาที่ร้านปิ้งย่างทันที “เอ้า! พี่กาย”
“เมากันหรือยัง หื้มมม” ชายหนุ่มมานั่งลงข้างๆ
หญิงสาว “คืนนี้ห้ามมอมพี่นะ เวลาพี่เมาแล้วพี่..”
ชายหนุ่มก้มกระซิบข้างหูทิวากับคำที่หายไป
“แฮ่ม!! อย่าสวีทได้ไหมค่ะ พี่กาย หอมอิจฉา”
“ไม่ต้องอิจฉาหรอกหอม พี่ชวนไอ้อัคมาด้วย”
สิ้นสุดคำพูดของกาย ประตูห้องวีก็เปิดขึ้นทันที
“มาแล้วครับทุกคน งดมอมสาเกทุกกรณี” อัคนีเอ่ย
ทิวาได้แต่อมยิ้มกรุ่มกริ่ม จนข้าวหอมคาดโทษ
“ยัยวานะยัยวา หึ่ยยย พี่กายก็อีกคน”
จากนั้นทั้ง 4 ก็ปิ้งย่างไป ดื่มกันไป เล่าโมเม้นท์
ในอดีตให้ทิวาฟัง เผื่อทิวาจะรู้สึกคุ้นๆหรือพอจำ
ได้บ้าง