ทั้งคู่กำลังซุกไซร้นัวเนียกันอย่างเร่าร้อน เป็นอัน
ต้องหยุดชะงักลง เพราะมีสายเรียกเข้าดังขึ้น
“พี่กายหยุดก่อนค่ะ หนูต้องไปรับสาย” ทิวาคิดว่า
ผู้เป็นแม่โทรเข้ามา เพราะทุกครั้งที่ถึงไทย เธอมัก
จะโทรมาหาลูกสาวอย่างทิวาเสมอ
เสียงสายเรียกเข้า..คุณลุง
“สวัสดีค่ะ คุณลุง” ทิวาเอ่ยขึ้นเมื่อกดรับสาย
“หนูวา คุณภามีโทรหาหนูบ้างหรือเปล่า”
ปลายสายเอ่ยถามทำให้ต้นสายถึงกับงง
“ยังไม่โทรมาเลยค่ะ ว่าแต่!! คุณแม่ไม่ได้อยู่กับ
คุณลุงหรอค่ะ” ปลายสายนิ่งเงียบไปครู่นึง
“เอ่อ ลุงกับแม่ของหนูวามีปากเสียงกันนิดหน่อย
ที่สนามบิน แล้วคุณภาก็นั่งแท็กซี่หนีลุงไป จนป่านี้
ยังไม่กลับเข้าบ้านเลย แล้วก็ขาดการติดต่อ”
“คุณลุงลองแวะไปดูที่บ้านของป้าพิมพ์หรือยังค่ะ
แม่อาจจะไปพักที่นั่นค่ะ” น้ำเสียงปลายสายเหมือน
จะพึ่งคิดออก “จริงด้วย งั้นเดี๋ยวลุงออกไปดูก่อน
คืบหน้ายังไง เดี๋ยวลุงแชทไปบอกนะ เอ่อ ลุงขอคุย
กับไอ้กายตัวแสบ เจ้าอามรณ์หน่อยสิ” “สักครู่ค่ะ”
ทิวายื่นมือถือให้กายได้พูดคุยกับผู้เป็นพ่อ
“ไอ้กาย พ่อไม่อยากทะเลาะกับแก แต่แกต้องกลับ
มาภายใน 1-2 วันนี้ ไม่งั้น เรื่องของแกกับหนูวา
จบไม่สวยแน่” ชายหนุ่มได้ฟังคำพูดของพ่อก็รู้สึก
โมโหขึ้นมาทันที “ระวังคู่ของพ่อดีกว่าจะจบไม่สวย
พ่อเลิกมาขู่คำไร้สาระพวกนั้นได้ล่ะ ผมจะกลับต่อ
เมื่อผมอยากจะกลับ นี่ก็เหลืออีกตั้ง 10 กว่าวันที่
จะอยู่ที่นี่ต่อได้ พ่อไปจัดการปัญหาชีวิตรักของพ่อ
เถอะ ไม่ต้องมายุ่งกับชีวิตรักของผม” กายพูดจบ
ก็ตัดสายทันที โดยไม่สนใจคำพูดของผู้เป็นพ่อ
เลยสักนิด ทิวาเอื้อมมาจับมือของเขาเอาไว้
“พี่กายไปพูดกับคุณลุงแรงไปหรือเปล่าค่ะ”
“ก็เขาพูดแรงกับพี่ก่อน ชอบบังคับชีวิตคนอื่น”
“คนอื่นที่ไหนกันค่ะ นี่ลูกชายคนเดียวเลยนะคะ
พ่อแม่ก็อยากให้ลูกของตัวเองได้ดีกันทุกคนค่ะ”
“แต่ไม่ใช่พ่อของพี่ รายนั้นเน้นหน้าตาเป็นหลัก”
ทิวาค่อยๆขยับตัวเองแทรกเข้ามาในอ้อมกอด
มือก็กดโทรหาผู้เป็นแม่ แต่ก็ไร้การตอบรับ
“ครั้งแรกเลยค่ะ ที่รู้ว่าแม่ทะเลาะกับคุณลุง”
ทิวาเอ่ยขึ้น แต่มือก็ยังคงกดโทรออกหาผู้เป็นแม่
ไปเรื่อยๆ “แม่วายังรู้จักสันดานของพ่อพี่ไม่ดีพอ
เขาไม่ใช่คนเห็นใจ เข้าใจคนอื่น ทุกอย่างในชีวิต
ของเขามันคือผลประโยชน์ทั้งนั้น ขนาดแม่ของพี่
นอนป่วยหนักใกล้ตาย ยังไม่คิดจะมาเยี่ยม แต่ไป
ออกงานสังคม พาลูกค้าไปปาร์ตี้ จนพี่ชักไม่แน่ใจ
ว่าพ่อเคยรักแม่ของพี่บ้างหรือเปล่า”
“โถ่ว พี่กายค่ะ ทำไมถึงได้พูดอย่างนั้นล่ะค่ะ
ถ้าคนเราไม่รักกันจะแต่งงาน มีลูก อยู่ด้วยกัน
มายาวนานขนาดนี้ได้อย่างไรค่ะ”
“ได้สิ ถ้าอีกฝ่ายมีผลประโยชน์ให้มากพอ เหมือน
ที่พ่อทำเนียนๆจะจับคู่พี่กับมุกดาไง เพราะว่ามี
ประโยชน์เอื้อในธุรกิจ แถมเป็นยังเพื่อนกันอีก
แล้วก็คิดจะเขี่ยวาออกไปจากชีวิตพี่แบบเนียนๆ
เพื่อไม่ทำให้แม่ของวารู้ จะได้ไม่พาลโกรธเขา”
ทิวาได้ฟังก็กลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่ เพราะเธอ
เองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องพ่อของกายสักเท่าไหร่ เพราะ
ในสายตาของเธอ เขาคือคุณลุงใจดี และพร้อม
ซัพพอททุกอย่าง แต่พอฟังบางสิ่งที่ออกจากปาก
ของกายผู้เป็นลูกชาย มันก็ทำให้เธอรู้ทันทีว่าโลก
นี้มันอยู่ยากจริงๆ ปลาน้อยอย่างเธอคงทำได้แค่
ว่ายน้ำตามหลังปลาใหญ่ไปเท่านั้น ..
>>เช้าวันรุ่งขึ้น
ทิวาว้าวุ่นใจที่เธอติดต่อหาแม่ไม่ได้ตั้งแต่เมื่อวาน
“อยากกลับไทยไหม เดี๋ยวพี่พาไป”
หญิงสาวเข้ามาสวมกอด พร้อมกับพยักหน้าเบาๆ
“อยากกลับค่ะ”
แค่เธอเอ่ยปาก ชายหนุ่มก็พร้อมพาไปทุกที่
>> ณ ประเทศไทย
ทิวาไปตามหาผู้เป็นแม่จากบ้านญาติ แต่ก็ไร้วี่แวว
“แม่หายไปไหนนะ ทำไมถึง..” น้ำใสๆก็ไหลพราก
ลงมาเป็นทาง “พี่ว่า แม่ของวาอาจจะไปพักสมอง
อยู่ที่ไหนสักที่ พอดีขึ้นก็คงจะกลับมาเอง”
“หนูกลัวจะเกิดเรื่องไม่ดีกับแม่มากกว่าค่ะ”
มือหนาคว้าตัวหญิงสาวเข้ามาในอ้อมกอด
“ใจเย็นๆนะ ยังไงก็เจอ” กายพาทิวาขับรถไปหา
ทุกที่ที่ทิวาคิดว่าแม่ของเธอจะไป แต่ก็ไร้วี่แวว
ระหว่างที่รถกำลังขับเคลื่อนไปตามท้องถนน
จู่ๆรถบรรทุก 10 ล้อเบรคแตก ทำให้เสียหลัก
พุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว ชนรถของทั้งคู่อย่างจัง
>>ฝั่ง..ทิภา พอหนีมาสงบจิตใจให้ดีขึ้นแล้ว
เธอก็ตัดสินใจเปิดมือถือ ก็เห็นทั้งสายไม่ได้รับ
และข้อความจากแชท ทั้งของสามีและลูกสาว
ทิภากดโทรออก..หาลูกสาว
“สวัสดีครับ คุณเป็นแม่ของเจ้าของมือถือเครื่องนี้
ใช่ไหมครับ” เสียงปลายสายทำให้ทิภา งงมาก
[ไม่ใช่เสียงของคุณกาย แล้วเป็นเสียงของใคร]
“เอ่อ นั่น คุณคือใครค่ะ” ทิภาเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ผมเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัย ตอนนี้ลูกของคุณอยู่
ในห้องฉุกเฉินครับ” ปลายสายเอ่ยตอบทำเอา
ทิภาแทบช็อก “ห๊ะ!!! อะ อะไรนะคะ ยัยวา..!!”
[ยัยวากลับมาไทยหรอ อย่าบอกนะว่าเพราะติดต่อ
แม่ไม่ได้ หนูถึงได้บินกลับมา ฮือๆ ยัยวาลูกแม่]
พอเธอตั้งสติได้ก็รีบโทรหาสามี “คุณภาอยู่ไหน”
“ฉันกำลังจะไปโรงพยาบาลค่ะ” ทิภาที่ยังสะอื้นอยู่
>> ณ โรงพยาบาล (ห้องฉุกเฉิน)
“คุณค่ะ มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมยัยวาถึงมาอยู่ที่นี่”
ทิภาสับฝีเท้าก้าวเข้ามาหาการินทร์ ทั้งคู่สวมกอด
“พวกเขาขับรถไปตามหาคุณ แล้วรถบรรทุกเกิด
เสียหลักเลยพุ่งชนรถของพวกเขาเต็มๆ”
ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“เพราะฉันคนเดียวเลย มันเป็นเพราะฉันเอง”
ทิภาเอาแต่ร้องไห้เฝ้าโทษตัวเองอย่างไม่ให้อภัย
>>เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง
หมอได้ออกมาแจ้งว่าทั้งคู่พ้นขีดอันตรายแล้ว
ทำให้ทั้งการินทร์และทิภาต่างก็โล่งอก
>>ห้องพักผู้ป่วย
กายและทิวานอนพักฟื้นคนละห้อง ทำให้ทิภากับ
การินทร์แยกกัน นั่งเฝ้ารอฟื้นของลูกตนเอง
ผ่านไป หลายชั่วโมง ทิวาค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา
ก็เห็นแม่และข้าวหอมนั่งอยู่ข้างเตียง เธอเริ่มขยับ
ตัวแต่ก็รู้สึกเจ็บไปหมด “ยัยวา ตื่นแล้ว เป็นบ้าง”
ผู้เป็นแม่มีน้ำเสียงดีใจ รีบเรียกหมอให้เข้ามาดู
อาการ “ขอโทษนะคะ ที่นี่ที่ไหนค่ะ แล้วพวกคุณ”
ทิภาและข้าวหอมหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“นี่แม่เอง ยัยวาจำแม่ได้ไหม ส่วนนั่นก็ข้าวหอม
เพื่อนสนิทของหนู จำได้ไหมค่ะ” ทิวากุมขมับ
เริ่มรู้สึกจี๊ดๆแปล๊บๆที่หัวมีภาพซ้อนเยอะแยะ
“คือว่าฉันชื่ออะไรนะคะ” ทิวาขมวดคิ้วเพราะเธอ
จำอะไรไม่ได้เลย “หนูชื่อทิวา เป็นลูกของแม่ทิภา”
“คุณเป็นแม่ของหนูหรอค่ะ” ทิภาพยักหน้าพร้อม
กับน้ำตาคลอ [โถ่ว ยัยวาของแม่] หมอเข้ามา
ตรวจเช็คดูอาการเบื้องต้น ก็ทราบว่าเธอมีอาการ
ความจำเสื่อม “มีวิธีรักษายังไงบ้างค่ะคุณหมอ”
“วิธีฟื้นความทรงจำที่ดีที่สุดต้องให้เธอไปอยู่
ในที่ที่คุ้นเคย อยู่กับผู้คนที่เธอรู้จักผูกพันธ์ สนิท
ส่วนเรื่องระยะเวลาหมอก็ตอบไม่ได้ครับ ขึ้นอยู่
กับตัวของคนไข้เองครับ” ทิภาได้แต่พยักหน้า
ตอบรับพร้อมกับน้ำตาที่คลอเต็มเบ้ารอการระบาย