>> ณ โรงพยาบาล
ทิภาที่เปิดประตูเข้ามาเห็นแต่ความว่างเปล่า
พร้อมกระดาษโน๊ตเล็กๆเขียนด้วยลายมือของทิวา
[โถ่ว!! ยัยวา หนูไม่ใช่ตัวถ่วงหรือภาระของแม่
เลยสักนิด ทำไมหนูถึงหนีแม่ไปแบบนี้ ฮือ]
ทิภาเป็นลมล้มพับลงกับพื้นทันที การินทร์ที่เดิน
ตามเข้ามาเห็นเข้า “เอ้า คุณภา คุณเป็นอะไร”
เขารีบช้อนอุ้มภรรยานอนบนเตียง เรียกพยาบาล
มาช่วยดูอาการของภรรยา เขาเห็นกระดาษ
ในมือของภรรยา ดึงออกมาอ่านก็เข้าใจทันทีว่า
ทำไมภรรยาของเขาถึงได้เป็นลมไปแบบนั้น
[โถ่วเอ้ย หนูวา ทำไมถึงได้คิดแบบนั้น ถ้าไอ้กาย
มันฟื้นขึ้นมา มันจะอยู่สภาพไหนเนี้ย ถ้ารู้ว่าหนูหนี
หายไปแบบนี้ ไหนจะแม่ของหนูอีก] การินทร์ยืน
กำกระดาษโน๊ตเอาไว้ พร้อมถอนหายใจ ก่อนจะ
เดินไปคุยกับผู้อำนวยการ ขอดูกล้องวงจรปิด
ในการหนีออกจากโรงพยาบาลของทิวา
“นั่นมันข้าวหอมนี่ค่ะ ข้าวหอมพายัยวาหนีไป”
ทิภารู้สึกโล่งใจนิดหน่อยที่อย่างน้อยทิวาไม่ได้
หายไปคนเดียว ไม่งั้นเธอคงห่วงมากกว่านี้แน่
“ไม่เป็นไรนะคุณ ผมจะตามหนูวาให้เจอและพา
กลับมาให้ได้ คุณทำใจให้สบายนะ” การินทร์
ปลอบใจภรรยาของเขา ทั้งคู่ยืนมองไปที่เตียง
คนไข้ที่มีชายหนุ่มนอนอยู่..
>>ผ่านไป 10 วัน
เสียงแหบพล่าดังขึ้นในลำคอ “วา! วาเป็นไรไหม”
“เห้ย! คุณกายฟื้นแล้วค่ะ” ทิภารีบวิ่งไปตามหมอ
ชายหนุ่มค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา กวาดสายตา
มองไปรอบๆ “พ่อครับ น้องวาอยู่ไหนครับ”
“กาย เป็นไงบ้างลูก” ผู้เป็นพ่อรีบถามไถ่อาการ
“น้องวาล่ะครับ น้องวาอยู่ไหน” การินทร์รู้สึก
โล่งใจที่ลูกชายของเขาจำเรื่องราวได้ทั้งหมด
“หนูวายังนอนรักษาตัวอยู่ใกล้ๆนี่แหระ”
ผู้เป็นพ่อกล่าวเท็จออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ผมหลับไปนานแค่ไหน” “แกหลับไป 10 วันเต็ม”
หมอมาตรวจเช็คร่างกายของเขาอย่างละเอียด
สภาพร่างกายและจิตใจของเขาอยู่ในเกณฑ์ปกติ
“วาอยู่ห้องไหนครับ ผมอยากขอไปเยี่ยมเธอ”
ทิภากับการินทร์หันมาสบตากัน “เอ่อ ตอนนี้
ยังงดเยี่ยมอยู่ค่ะ คุณกายพึ่งฟื้น นอนพักอีก
สักหน่อย อยากทานอะไรไหมค่ะ ฉันจะกลับ
ไปทำมาให้ค่ะ” ชายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ
“น้องวาอาการหนักเลยหรอครับ ทำไมคุณภา
ถึงได้เหมือนคนร้องไห้” กายขมวดคิ้วอย่างสงสัย
“ไม่หนักขนาดนั้นหรอกค่ะ” ทิภายิ้มฝืนๆ
“แล้วผมจะเข้าเยี่ยมน้องวาได้วันไหนครับ”
“กาย! พ่อว่าแกนอนพักผ่อนก่อนเถอะ”
เสียงประตูเปิดเข้ามา
“สวัสดีค่ะ คุณลุง คุณป้า พี่กาย” มุกดาเอ่ยทักทาย
พร้อมรอยยิ้มหวาน สาวสวยสายมั่นนั่งลงข้างๆ
เตียงที่ชายหนุ่มนอนอยู่ “มาทำไม” น้ำเสียงดุ
“อุ้ย!! มุกดีใจนะคะ ที่พี่กายไม่ความจำเสื่อม
เหมือนกับ..” การินทร์รีบพูดแทรกขึ้นทันที
“มุกดามาคนเดียวหรอ พ่อของหนูล่ะ”
“อ่อ วันนี้พ่อติดประชุมค่ะ มุกเลยมาคนเดียว”
“เมื่อกี๊เธอพูดว่าใครความจำเสื่อม” กายขมวดคิ้ว
“เปล่าค่ะ พี่กายหูเพี้ยนหรือเปล่า มุกไม่ได้พูดเลย”
มุกดาพูดแถไป เพราะคิดว่าการินทร์คงไม่อยาก
ให้ลูกชายรู้ “พี่กายเป็นยังไงบ้างค่ะ อยากทาน
ผลไม้ไหม เดี๋ยวมุกปอกให้กินค่ะ”
“ไปไกลๆตีนเลย อย่ามาให้เห็นหน้าอีก” กายนอน
ตะแครงไปอีกฝั่ง “แกพูดจาแรงไปนะ มุกดามา
เยี่ยมแกทุกวัน พูดกับน้องดีๆหน่อย”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณลุง มุกชินแล้ว พี่กายเป็นแบบนี้
ก็น่ารักดีค่ะ เป็นตัวของตัวเองดี มุกชอบ”
กายค่อยๆหลับตาลง [อีนี่มันโรคจิตชัดๆเลย
มึงอยากจะทำอะไร ทำไปเถอะ รอกูหายดีก่อน]
“พ่อโทรบอกให้ไอ้สามเกลอมาหาผมหน่อย”
เสียงของกายเอ่ยสั่งผู้เป็นพ่อ แต่ไม่แม้จะหัน
หน้ามามอง ส่วนมุกดาก็ด้านเข้าใส่อย่างเดียว
เธอนั่งเฝ้าชายหนุ่มทั้งวัน จนทิภากับการินทร์รู้สึก
ห่วงชายหนุ่ม เพราะเขาเล่นไม่ยอมกินอะไรเลย
ทิภากระซิบสามี “ขืนเป็นแบบนี้ คุณกายแย่แน่ๆ”
“ผมว่า..ผมไปถามหมอดีกว่า ว่ามันจะออกจาก
โรงพยาบาลวันไหน”
>>ช่วงเวลา 17.45 น.
เสียงกลุ่มเพื่อนๆของกายเปิดประตูเดินเข้ามา
มุกดารีบลุกขึ้น แล้วเดินออกจากห้องไป
“เห้ยยย มึงอาการเป็นไงบ้าง”
“โห้ว พวกมึงไม่คิดจะมาเยี่ยมกูเลย ดีขึ้นมากล่ะ
อยากออกจากโรงพยาบาลจะแย่แล้ว” กายเอ่ยขึ้น
“เห้ยๆๆ แล้วแม่สาวสวยคนนั้นใครวะ หรือว่าเป็น
แฟนใหม่มึง” “กรวยเถอะ แม่ง! ลูกของเพื่อนพ่อ
หน้าด้านชิบหาย มาเฝ้ากูอยู่ได้ทุกวัน ทั้งวัน”
“เห้ยยย สวยมากเลยนะเว้ย มึงทำเหมือนน้องเขา
เป็นขยะไปได้” กายพ่นขำในลำคอ “พวกมึงก็ไป
จีบสิ กูเอาใจช่วย เพราะในใจกูมีแค่ทิวาคนเดียว”
“เออ กูได้ข่าวมาว่าทิวาฟื้นแล้ว แต่ความจำเสื่อม
และหนีออกจากโรงพยาบาล จริงป่ะหรือข่าวลือ”
“มึงก็ถามแปลกๆ ถ้าจริง ไอ้กายมันจะยืนหรรมโด่
อยู่นี่หรือไงวะ” กายสะดุดคำพูดของเพื่อนที่ไปตรง
กับที่มุกดาพูด “เดี๋ยวนะ! วาความจำเสื่อมหรอ”
“เอ้า! พวกกูไม่รู้ ตอนมาเยี่ยมมึงเมื่อหลายวันก่อน
กูได้ยินพยาบาลเขาคุยกัน” กายยืนหลับตานิ่ง
เขาเริ่มเข้าใจในสิ่งที่มุกดาพูดแล้วถูกพ่อของเขา
พูดแทรกขึ้น แถมแม่ของทิวาก็ดูเหมือนคนร้องไห้
“สิงหัน ช่วยกูหน่อย เอาความหล่อของมึงไปล้วง
ข้อมูลลับจากพยาบาลมาให้หน่อยสิ”
“เหอะๆ กูรับจบทุกทีเลย ก็ได้วะ เห็นว่ามึงป่วยนะ”
“กูเลี้ยงเหล้าชุดใหญ่ 2 ชุด สุกี้เบอร์ตองอีก 2”
“แม่เย็บ!! มึงก็หลอกล่อจุดอ่อนกูซะด้วย เออๆ”
สิงหันเดินออกไปไม่ถึง 10 นาที ก็รีบวิ่งหน้าตาตื่น
กลับเข้ามา “เหี้ยๆๆๆ ชิบหายแล้ววะ ไอ้กาย
ที่ไอ้อัคพูดมา มันคือเรื่องจริงวะ ตอนนี้ยังตาม
หาตัวทิวาไม่เจอและความจำเสื่อมจริงๆด้วย”
มือหนากระชากเข็มของสายน้ำเกลือออกจากแขน
จนเลือดกระเด็น “เห้ยยย ไอ้กาย มึงจะทำอะไรวะ”
“เออนั่นดิ มึงใจเย็นก่อนดิวะ” ใบหน้าชายหนุ่ม
แดงก่ำ “พ่อแม่งโกหกกูอีกแล้ว ทำไมวะ ทำไม”
ภูผาเอื้อมมือบีบบ่า ระหว่างกำลังห้ามเลือด
“พ่อมึงคงกำลังตามหาทิวาอยู่ อีกอย่างพอมึงรู้
มึงก็สภาพเนี้ย กูเข้าใจพ่อมึงนะ เขาโกหกเพราะ
รักและห่วงมึงนะเว้ย มึงใจเย็นดิวะ”
“ความจำเสื่อมระดับไหนวะ” กายรู้สึกผิดมากกับ
อุบัติเหตุครั้งนี้ ถ้าเขาไม่ใจอ่อนพาเธอกลับมา
เรื่องพวกนี้ก็คงไม่เกิด “ระดับ 0 เลย จำไม่ได้แม้
กระทั่งชื่อตัวเอง” “เหี้ยเอ้ย! ยังไงวันนี้ กูก็จะออก
จากโรงพยาบาล เดี๋ยวกูออกตามหาทิวาเอง”
กายหยิบมือถือกดโทรหาพ่อ “ว่าไงกาย”
“ผมจะออกจากโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย แล้วเรา
มีเรื่องต้องคุยกันครับพ่อ” มุกดาเดินเข้ามาได้ยิน
เข้าพอดี “ห้ามพี่กายไปไหนทั้งนั้นค่ะ พี่กายต้อง
นอนพักผ่อนอยู่ที่นี่” มุกดาทำท่าขวางทางไว้
“อย่ามาเสือกเรื่องของกู หลบไป” “ไม่หลบค่ะ”
“กูบอกให้มึงหลบไงวะ” มือหนาผลักหญิงสาว
เซแทบล้มลงกับพื้น แต่ได้สิงหันช่วยรับไว้ได้ทัน
“เป็นไรไหมน้อง” “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ”
มุกดายืนมองกายเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ
ด้วยน้ำตาคลอ