“คุณผู้หญิงครับ...ผู้ชายคนนั้นที่บอกว่าเป็นพ่อของคุณ...มาขอพบอีกแล้วครับ”
ชายหนุ่มใบหน้าหล่อคมสัน แอบหน้าหวานอยู่เล็กน้อย ถ้าไม่ติดตรงคิ้วเข้มดวงตาคมสองชั้นนั้น จะให้เรียกหนุ่มหน้าหยกก็คงไม่ผิด ดูสะอาดสะอ้าน ร่างสูงราว188 กำยำล่ำสัน ในชุดสูทสีดำผูกเนคไทด์เรียบร้อยก้มโค้งศีรษะลงเล็กน้อยให้กับหญิงสาวอายุราว29 แต่ใบหน้ายังคงสะสวยราวกับนางเอกในซีรี่ย์ที่นั่งประจำเก้าอี้ตำแหน่งประธานบริษัทเครื่องสำอางชั้นนำติดอันดับต้นๆของประเทศ...และผู้ชายคนที่ก้มโค้งให้เธอนั้นใครเห็นก็คงมองออกว่าเป็นคนคุ้มกันหรือที่เรียกกันว่า...บอดี้การ์ด
“ฉันบอกนายไปแล้วกี่ครั้งหรัญญ์...ว่าฉันไม่มีพ่อ!! ไล่มันออกไปจากหน้าบริษัทฉัน!!” หญิงสาวแผดเสียงขึ้นอย่างอารมณ์เสียเมื่อได้ยินแบบนั้น คนที่ขึ้นชื่อว่าบอดี้การ์ดอย่างหรัญญ์ก็ต้องทำตามคำสั่งทุกครั้ง...ลากชายวัยกลางคนออกไปให้พ้นหน้าบริษัทตามคำสั่งของผู้เป็นเจ้านาย
“ให้ผมพบลูกสาวของผมหน่อยเถอะครับ...ผมเป็นพ่อของเธอจริงๆ” ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยสีหน้าขอร้องอ้อนวอนต่อผู้ที่ดูเป็นหัวหน้าบอดี้การ์ดชายหนุ่มที่ลากตัวเขาออกมา พร้อมกับยื่นบัตรประจำตัวประชาชนให้บอดี้การ์ดหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาด้วยท่าทีที่ดูน่าสงสาร
“ผมไม่อยากลากคุณออกมาอีก อย่ามาที่นี่อีกเลยนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างสุภาพ หลุบสายตามองบัตรประจำตัวที่ชายคนนั้นยื่นให้อย่างไม่ใส่ใจและไม่ได้รับมันขึ้นมาดูแต่อย่างใด
“นี่ไงคุณเห็นไหม? ผมนามสกุลเดียวกับเธอจริงๆนะครับ ผมเป็นพ่อของเธอ” พูดพลางพยายามยัดเยียดบัตรใบนั้นให้เขา มือไม้สั่นเทาราวกับคนเป็นโรค ใบหน้าของชายวัยกลางคนดูซีดเซียว การแต่งตัวดูมอมแมมไม่เหมือนคนที่เป็นพ่อของประธานบริษัทใหญ่โตแบบนี้ได้เลย...
“ดูสิครับ นี่ไงๆ ผมนามสกุลเดียวกับเธอ ผมเป็นพ่อของเธอจริงๆ” ชายวัยกลางคนพูดซ้ำๆพร้อมชี้นิ้วป้อม ๆเปรอะเปื้อนคราบไคลดำตามซอกเล็บไปที่บัตร ยื่นให้ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำตรงหน้าให้ดูชัดๆ หรัญญ์ขมวดคิ้วมุ่นแต่ก็ยอมหลุบตามองบัตรนั้น...
ไม่ผิด ชายวัยกลางคนพูดถูกว่าเขานามสกุลเดียวกับเธอที่เป็นประธานบริษัท คุณผู้หญิงของเขานั่นเอง...แต่ถึงอย่างไรคำสั่งก็คือคำสั่ง..
“ลุงกลับไปเถอะ อย่าทำให้พวกผมลำบากเลย” หรัญญ์พูดเพียงเท่านั้นแล้วหันหลังเดินกลับเข้าบริษัทไปพร้อมกับลูกน้องอีกสองคนที่ช่วยกันลากชายวัยกลางคนออกมาโดยไม่หันกลับไปมองชายวัยกลางคนเมื่อครู่เลย แม้จะสงสัยในสิ่งที่พึ่งเห็นแต่เขาก็ต้องเก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ภายในใจ...
ทุกคนในทีมบอดี้การ์ดมีรูปร่างกำยำล่ำสัน หน่วยก้านดี กล้ามเป็นมัดๆ สูงราว180 ขึ้นไป ทีมของพวกเขาล้วนแต่เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาทุกคน
พวกเขาถูกฝึกมาอย่างดีในค่ายทหารถือว่าเป็นบอดี้การ์ดที่มีฝีมือ นอกจากนักการเมือง นักธุรกิจ ซุปเปอร์สตาร์แนวหน้าของประเทศแล้วก็ไม่มีใครกล้าสู้ราคาค่าตัวของพวกเขา แต่เธอคนนี้...คุณผู้หญิงที่ชื่อ ‘ศรา’ กลับเลือกที่จะจ้างพวกเขา...ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้ารับคนที่มีอายุมากเกินไปเข้ามาทำงานจะสู้คนที่จ้องจะเข้ามาทำร้ายเธอได้อย่างไร...
ถึงอย่างนั้นตั้งแต่ทำงานกับเธอมาหนึ่งเดือนพวกเขายังไม่เห็นใครกล้าเข้ามาทำร้ายเธอเลยสักคน จะเห็นก็แต่ชายวัยกลางคนที่อ้างตัวว่าเป็นพ่อของเธอที่มายังหน้าบริษัททุกวัน
“จัดการเรียบร้อยตามคำสั่งแล้วครับ” หัวหน้าบอดี้การ์ดหนุ่มคนสนิทอย่างหรัญญ์เอ่ยขึ้นหลังจากกลับเข้าห้องประธานมา จะว่าสนิทก็ไม่เชิง...แต่ก็คงจะเรียกได้ว่าใกล้ชิดเธอมากที่สุดมากกว่า เขาหลุบสายตาคมมองใบหน้าสวยที่กำลังทำงานโดยไม่สนใจคำพูดของเขา
เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็เดินกลับไปประจำที่ก็คือยืนข้างๆเธอที่นั่งทำงานอยู่ มันเป็นคำสั่งของเธอเอง...แม้ว่าคำสั่งมันจะแปลกไปเสียหน่อยที่ให้เหล่าบอดี้การ์ดคอยยืนคุมอยู่ใกล้ตัวแม้แต่เวลานั่งทำงานเงียบๆภายในห้องนี้ที่อยู่บนตึกสูงยี่สิบชั้น คงไม่มีใครคิดจะบุกเข้ามาได้ง่ายๆแน่ เขาเข้าใจความกลัวของเธอเป็นอย่างดี...เป็นเพราะอดีตที่แสนโหดร้ายที่เขาได้รับรู้ว่าเขาถึงยอมทำตามคำสั่ง ตามหน้าที่...
ตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาทำงานนี้ให้กับประธานบริษัทเครื่องสำอางแบรนด์หรู ประวัติของเธอไม่มีทั้งชื่อพ่อและชื่อแม่ มีเพียงวันเดือนปีเกิดและประวัติบริษัทเท่านั้น นั่นก็ว่าแปลกแล้ว...แต่พอมาเจอเธอวันแรกแปลกยิ่งกว่า...
“กรี๊ดดดดดด!! ช่วยด้วย!! ใครก็ได้ช่วยที!!! ออกไปนะ!! ไอ้พวกชั่ว!!”
หญิงสาวในชุดคลุมอาบน้ำร้องเรียกให้พวกเขาช่วยตั้งแต่พวกเขาก้าวเข้าไปทำงานวันแรกที่บ้านเธอตอนเช้าตรู่ ทั้งกรีดร้องทั้งเสียงเอะอะโวยวายเหมือนคนกำลังโดนทำร้าย จนพวกเขารีบวิ่งเข้าไปตาเสียงก็เจอเธอนั่งขดกอดตัวเองอยู่ที่มุมห้องอาบน้ำในห้องนอนชั้นสองของบ้าน ฝักบัวถูกเปิดทิ้งไว้ทำให้เธอเปียกชุ่มไปทั้งตัว ท่าทีหวาดผวาตัวสั่นเทาทำให้เขาและคนในทีมพากันหาตัวคนที่จะเข้ามาทำร้าย...แต่ก็ว่างเปล่า ไร้ร่องรอยคนร้ายอย่างที่เธอว่า...
หรัญญ์ทำได้เพียงเดินเข้าไปปิดฝักบัว ถอดเสื้อสูทตัวนอกคลุมตัวให้เธอและพาเธอออกมาจากตรงนั้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ใช่คำขอบคุณ...
เพี๊ยะ!!!
“ทำไมแกไม่ไปหาคนร้าย!! แกอยากให้มันมาทำร้ายฉันหรือไง!!” หญิงสาวฟาดฝ่ามือลงบนหน้าของหรัญญ์อย่างแรงจนหน้าหัน อีกทั้งยังตวาดใส่เขาราวกับว่าเขาทำงานพลาด...ทั้ง ๆที่ผ่านมาประวัติการทำงานของเขาไม่เคยมีงานที่ทำผิดพลาด
“ไม่ได้เรื่อง! เห็นประวัติการทำงานดีนักหนา! ฉันจ้างพวกแกมาแพงแต่พวกแกกลับจับคนร้ายแค่คนเดียวไม่ได้!!”
“...ขอโทษครับคุณผู้หญิง...ถ้าอย่างนั้นคุณผู้หญิงช่วยบอกลักษณะของคนร้ายให้พวกผมรู้ได้ไหมครับ พวกผมจะได้ไปตามจับถูกคน”
ชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าอย่างหรัญญ์พูดขึ้น แต่หญิงสาวตรงหน้ากับแสยะยิ้มสีหน้าไม่พอใจที่เขาขอความช่วยเหลือให้โดยการให้เธอบอกลักษณะของคนร้าย
“ไม่มีปัญญาหาเองจนต้องมาถามฉันงั้นสิ? ถ้าหาไม่ได้ก็ออกไป...ออกไปให้พ้นหน้าฉัน! ออกไป!!”
เธอไม่พูดเปล่า ตวาดเสียงลั่นบ้านหลังใหญ่ไม่พอยังหันไปหยิบหมอนและทุกสิ่งอย่างที่ใกล้มือขว้างใส่พวกเขาทั้งที่พวกเขายังมึนๆงงๆอยู่เพราะพึ่งมาถึง แต่ก็ยอมออกไปตามคำสั่งแต่โดยดี...
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นบ้าอะไรวะหรัญญ์ กูไม่อยากเชื่อเลยว่าเราจะต้องมาคุ้มกันเธอ หรือเธอลองใจพวกเรา?”
เพื่อนของเขาพูดขึ้นอย่างหัวเสีย ถึงจะบอกว่าเพื่อนแต่ชายผู้พูดก็เป็นลูกน้อง...สำหรับหรัญญ์แล้วจะมองคนในทีมเป็นเพื่อน จากการทำงานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกันมันก็ควรจะเป็นแบบนั้น
“ตามกฎแล้วเราจะไม่นินทาเจ้านาย มึงลืมเหรอไอ้นายน์” หรัญญ์เอ่ยปรามเพื่อนทันที
“แต่กูก็ว่าบ้าจริงๆนะ มีที่ไหนคนร้ายน่ะ หาทั่วบ้านอย่างไวไม่เห็นแม้แต่เงา” เรวินเพื่อนอีกคนเอ่ยขึ้นเห็นด้วยกับนายน์
“จะว่าไปเธอคนนี้ก็เก่งเอาเรื่องนะ พาพวกเราห้าคนมาอยู่ทีมเดียวกันได้ครบแก๊งเนี่ย” ธามพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่อึ้งทึ่งไม่น้อยพร้อมยกยิ้มอย่างไม่อยากเชื่อ เพราะดูจากการเลือกบอดี้การ์ดของเธอล้วนแต่เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ถ้าไม่ติดที่นิสัยของเธอในตอนนี้พวกเขาคงคิดว่าเธอคงแค่อยากจะมีหนุ่มหล่อรายล้อมเอาไว้เคี้ยวเล่นตามประสาผู้หญิงสวยโสดมีเงิน
“ไอ้เชนมึงอย่าเงียบสิ เสืออย่างมึงเห็นผู้หญิงสวยๆต้องเข้าหาแล้วไม่ใช่เหรอวะ?” นายน์เอ่ยแซวเพื่อนตัวเองที่ยืนเงียบกริบอยู่ข้างธาม เชนหันไปมองเพื่อนๆของตนแล้วส่ายหน้าไปมา
“แบบนี้ไม่ไหวว่ะ ใครไหวไปก่อนเลย” เชนเอ่ยปัด ก่อนที่ทั้งห้าคนจะพากันยืนรอเจ้านายคนใหม่อยู่หน้าห้องของเธอ ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยว่าทำไมเธอถึงทำแบบนี้...จากที่อ่านมาไม่มีประวัติการรักษาโรคทางจิต แต่ท่าทางของเธอเมื่อครู่มันเหมือนผู้ป่วยจิตเวช...หรือคิดอีกแง่หนึ่งคือเจอคนร้ายจริงๆแต่พวกเขามาช้าไป...
มารู้อีกทีก็ตอนที่ป้าแม่บ้านเดินมาบอก...แม่บ้านเพียงคนเดียวในบ้าน เป็นหญิงชราที่อยู่รับใช้เธอมานาน...ที่ยังอยู่เพราะเธอเคยช่วยจ่ายค่ารักษาโรคต่างๆให้ และอยู่เพราะคำขอร้องและเพื่อต้องการตอบแทนบุญคุณหญิงชราที่เคยช่วยคุณผู้หญิงของบ้านเอาไว้
“คุณผู้หญิงไม่ใช่คนไม่ดีหรอกคุณๆ เธอแค่เจอเรื่องลำบากมาเยอะจนน่าสงสาร เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายแบบนี้แหละ ป้าน่ะ...อยู่กับเธอมานาน คนใช้คนอื่นๆไม่มีใครทนเธอได้หรอก”
“แล้วป้ารู้เรื่องเธอได้ยังไงล่ะครับ?” หรัญญ์หันไปถามหญิงชราที่เขาพอรู้ประวัติของหญิงชราคนนี้อยู่บ้าง เนื่องจากว่าต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับผู้ว่าจ้างและคนรอบข้างของผู้ว่าจ้าง...คนรอบข้างที่ว่าก็มีแค่หญิงชราคนนี้เพียงคนเดียว...
“เธอบอกว่าป้าหน้าเหมือนแม่ของเธอ...ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้ร่ำรวยขนาดนี้หรอกกำลังลำบากด้วยซ้ำ”
“ป้าเพ็ญพอเล่าให้ผมฟังได้ไหมครับ?” หรัญญ์เอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้ เพราะจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเจ้านายของตนคงทำงานลำบาก ตอนรับงานก็เห็นบอกแค่ว่าโดนจ้องลอบทำร้ายแต่ไม่ได้บอกว่าเธอเป็นแบบนี้ อีกอย่างเธอเองก็จ่ายพวกเขาสองเท่าถึงได้พาพวกเขาทั้งห้าคนมารวมกันได้แบบนี้ สองเท่าที่ว่านี้คือคนละสองแสนต่อเดือนซึ่งมันไม่ใช่น้อยๆเลยถ้าต้องจ่ายห้าคน...
ป้าเพ็ญทำหน้าลำบากใจเหลือบมองพวกเขาที่ดูตั้งใจฟังก็ถึงกับถอนหายใจอย่างจำยอม อย่างไรมันก็ดีกว่าพวกเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลยเพราะพวกเขาต้องอยู่ดูแลคุณผู้หญิงไปอีกนานให้ครบสัญญาว่าจ้างสามปี...
“คุณผู้หญิงหรือคุณศรา...เธอลำบากและเจ็บปวดอย่างที่สุดมาก่อนตั้งแต่เด็ก...ความเจ็บปวดนั้นหล่อหลอมผู้หญิงที่ชื่อศรา เป็นคุณหญิงศราอย่างทุกวันนี้...ก็เพราะ...”