คนเป็นพ่อเมื่อได้ยินลูกสาวตัวเองพูดอย่างนั้นก็อดไม่ได้ที่จะคิดมากแม้ว่าเขาจะพูดเหมือนไม่ใส่ใจหรือไม่เชื่อคำพูดของลูกสาว แต่ก็หยุดความคิดมากไม่ได้ด้วยหัวอกคนเป็นพ่อ เขาจึงเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาคนที่ขึ้นชื่อว่าเมีย แต่คำตอบที่ได้นั้นมันก็เหมือนกับที่เขาคิดเอาไว้
“คุณเอาอะไรมาพูด! คุณก็เห็นว่าตาเจษเป็นเด็กดีแค่ไหน เรียนก็ดีจะจบวิศวะอยู่แล้วจะไปทำน้องแบบนั้นได้ยังไงคะ? ฉันเลี้ยงเจ้าเจษมาตั้งแต่เด็ก เจษไม่ใช่คนอย่างนั้นแน่นอน”
กานดายังคงยืนกรานว่าลูกชายของตนนั้นเป็นคนดี เพราะจากที่เลี้ยงดูมาไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เลย จะมีก็แค่เปลี่ยนแฟนบ่อยๆ แต่เจ้าลูกชายก็บอกว่าเพราะผู้หญิงพวกนั้นรับไม่ได้ที่ตนไม่ได้รวย เธอจึงนึกสงสารลูก เพราะทุกครั้งที่พูดจิณณ์เจษจะทำหน้าเศร้า แถมยังบอกผู้เป็นแม่ว่าไม่ได้อยากเปลี่ยนแฟนบ่อยๆ
“นั่นสิ ยังไงคุณก็ช่วยถามๆเจ้าเจษให้ผมหน่อยว่าทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า ศราไม่เคยพูดบอกอะไรกับผมเลย มันแปลกไปหน่อย”
ศิวัชพูดด้วยสีหน้าเป็นกังวล กานดาเห็นอย่างนั้นก็เอื้อมมือไปจับมือของผู้เป็นสามีด้วยสีหน้าเป็นห่วง ก่อนจะพูดขึ้นตามความคิดของตัวเอง
“ถึงทะเลาะกันหนูศราก็ไม่น่าจะใส่ร้ายเจ้าเจษแบบนี้นะคะ กานดาว่า...”
“ว่าอะไร?”
“เอ่อ...ดูช่วงหนูศราแปลกๆ บางวันก็มีรอยแดงที่คอ หรือว่าหนูศราจะแอบมีแฟนหรือเปล่าคะ? ถ้าท้องขึ้นมาแล้วแฟนที่เป็นรุ่นเดียวกันไม่รับ...ก็คงท้องไม่มีพ่อ”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นศิวัชถึงกับเลือดขึ้นหน้า นึกคาดโทษลูกสาวของตนทันที...เพราะแบบนี้เองหรอกหรือถึงได้ใส่ร้ายจิณณ์เจษคนที่เป็นเหมือนพี่ชาย อาจจะเพราะรู้ว่าเป็นพี่ชายนอกสายเลือดเลยจะหาแพะมารับแทนอย่างนั้นหรือ
“ศราเป็นเด็กหัวดีนะคะ คงจะคิดหาทางแก้ไขปัญหา...” กานดาเอ่ยต่อพลางลอบมองผู้เป็นสามีอย่างเกรงๆ ศิวัชหันไปมองกานดาที่ตั้งท่ากำลังจะพูดต่ออย่างตั้งใจฟัง
“หากเป็นอย่างนั้น ดาจะไปคุยกับเจษให้ยอมรับเป็นพ่อเด็กให้ก็ได้นะคะ ยังไงเราก็ครอบครัวเดียวกัน”
“มันจะได้ยังไงล่ะคุณ! รู้ถึงไหนอายถึงนั่น! พี่น้องเอากันเองแบบนี้เสียชื่อไปถึงไหนต่อไหน! ใครมันทำก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง ไม่มีพ่อก็ต้องยอมรับการกระทำบัดสีของตัวเอง!”
ยิ่งคิดยิ่งโกรธลูกสาวเพียงคนเดียวที่เขาเฝ้าฟูมฟักรักษามาอย่างดีตั้งแต่เด็ก กลับทำตัวเหลวแหลกเพียงแค่เข้ามหาวิทยาลัยไม่ถึงเดือน ตั้งใจส่งเสียให้เล่าเรียนกลับไปติดผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้แบบนี้มันใช้ไม่ได้ เขาเองก็สังเกตลูกสาวของตัวเองที่ช่วงนี้เซื่องซึมไปอาจจะเป็นอย่างที่กานดาพูดก็ได้ว่า ผู้ชายไม่รับเป็นพ่อ ถึงได้ซึมไปแบบนั้น...
ศราออกจากบ้านตั้งแต่เช้าทั้งที่มีเรียนช่วงบ่ายเพื่อที่จะไม่ได้เจอหน้าผู้เป็นพ่อ เพราะไม่อยากให้เห็นรอยบวมแดงบนหน้า แต่เธอไม่ได้มหาวิทยาลัยแต่อย่างใด เธอตรงไปที่โรงพยาบาลเพราะปวดท้องหนักจนแทบจะเดินไม่ไหว แม้เธอจะใส่ชุดนักศึกษาออกบ้านมาเพื่อไม่ให้ผู้เป็นพ่อเป็นห่วงหากใครเห็นว่าเธอออกจากบ้าน
“คุณศรา ช่องคลอดคุณอักเสบนะครับ หมอแนะนำว่าอย่ามีเซ็กส์รุนแรงมันจะเป็นอันตรายได้ งดได้งดไปก่อนนะครับช่วงนี้”
“เอ่อ...ค่ะ”
“ห่วงสุขภาพตัวเองด้วยนะครับ หมอจะสั่งยาให้ถ้าไม่ดีขึ้นให้กลับมานะครับจะได้เปลี่ยนยาให้”
“ค่ะ”
เธอตอบรับด้วยใบหน้าสลด อายสายตาของหมอที่มองเธอในชุดนักศึกษา เธอไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้เลย...ศราเดินกุมท้องของตัวเองเดินออกมาจากโรงพยาบาล ความรู้สึกตอนนี้มันเคว้งคว้าง...ทั้งเจ็บปวด เสียใจ เศร้าใจ ปะปนกันไปหมดจนน้ำตาไหล
เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาพลางคิดถึงผู้เป็นพ่อ แต่ตอนนี้เธออยู่ตัวคนเดียว พาตัวเองที่เจ็บป่วยระหกระเหินมาโรงพยาบาลเพียงลำพัง เจอเรื่องเลวร้ายที่บอกใครไม่ได้แม้กระทั่งผู้เป็นพ่อ ตอนนี้เธอเผชิญทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยมีพ่ออยู่เคียงข้างเสมอตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ตอนที่แม่เสียไป คิดแล้วก็คิดถึงช่วงเวลาเก่าๆตอนที่ยังมีแค่พ่อกับเธอเพียงสองคนอย่างจับใจ...
“ฮึกๆ ฮือ” เธอได้แต่นั่งร้องไห้อยู่คนเดียวตรงป้ายรถเมล์หน้าโรงพยาบาล ยิ่งคิดถึงอดีตที่แสนดียิ่งรู้สึกเจ็บปวดอย่างสุดใจ...ไม่รู้ทำไมเธอถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้กัน...
ไม่ว่าจะเจอเรื่องร้ายแรงแค่ไหนศราก็ยังพาตัวเองมานั่งเรียนในคลาสบ่าย เพราะเธอไม่อยากที่จะขาดเรียน หากเธอเรียนจบเธอก็จะพ้นจากเรื่องราวร้ายๆเหล่านี้ไปได้ เธอจะได้ออกมาใช้ชีวิตคนเดียวและวางแผนที่จะทำงานให้ไกลจากที่บ้านที่สุดถ้าพ่อของเธอยังอยู่กับแม่เลี้ยงและลูกเลี้ยงคนนี้ เธอจะแค่ส่งเงินให้เขาไปเยี่ยมบ้างแต่ไม่คิดจะค้างก็แค่นั้น ตอนนี้ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป...
“ศรา พี่ชายเธอมาหาแน่ะ! โชคดีของเธอจริงๆนะมีพี่ชายเป็นถึงเดือนคณะวิศวะน่ะ! ว่างๆแนะนำให้รู้จักบ้างสิ!”
“...เอ่อ...จ้ะ” เธอตอบด้วยสีหน้าที่ดูกระอักกระอ่วนใจ แต่ก็ยังคงฝืนส่งยิ้มให้เพื่อนที่เดินมาบอกเธอ
“พี่เขามากันทั้งแก๊งเลยนะศรา มีอะไรหรือเปล่าเนี่ย?”
เพื่อนสาวคนเดิมยังคงเอ่ยถามสีหน้าอยากรู้อยากเห็นด้วยความตื่นเต้น แต่ไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรจิณณ์เจษและเพื่อนของเขาอีกสามสี่คนก็เดินเข้ามาหาเธอถึงในคลาส เพราะว่าพึ่งจบคลาสอาจารย์เดินออกไปแล้ว
“พี่เรียกหาตั้งนานแน่ะ ทำไมไม่ยอมออกมาล่ะ?” จิณณ์เจษพูดพลางยิ้มหวาน แตกต่างจากที่บ้านลิบลับ ศราเงยหน้ามองเขาพลางทำสีหน้าไม่ถูกก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว
“พี่เจษ...มีอะไรหรือเปล่าคะ? พอดีศราจะรีบเข้าคลาสต่อไป...”
“หืม? วันนี้วันเกิดศราไง โดดสักวันคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง” เจษเอ่ย
“เรื่องนั้นเอาไว้ค่อย...”
“มาเถอะน่า พี่เตรียมของขวัญไว้ให้” จิณณ์เจษไม่รอฟังคำปฏิเสธของศราเลย เขาคว้าข้อมือของเธอขึ้นทันทีด้วยสีหน้าที่ดูร่าเริงเหมือนพี่ชายทั่วไปหากคนอื่นมองเข้ามา และคงจะดูเหมือนว่าเธอรำคาญพี่ชายตัวเอง
“มีอะไรเซอร์ไพร์สนะ เริ่มอยากรู้แล้วสิ” เพื่อนของศราคนเดิมเอ่ยขึ้นพลางหันไปยิ้มหวานให้จิณณ์เจษอย่างจงใจจะอ่อยเขา จิณณ์เจษหันไปยิ้มให้ก่อนจะตอบพร้อมขยิบตา
“ความลับครับ เพื่อน้องสาวคนเดียวของพี่เลยนะ” ยิ่งได้ยินเขาพูดแบบนั้นศรายิ่งรู้สึกใจคอไม่ดี แต่คนรอบข้างกลับรู้สึกอิจฉาเธอกันเสียยกใหญ่
“มาเร็วครับ” พูดพร้อมรอยยิ้มและดึงข้อมือเธอให้ลุกก่อนจะโน้มหน้าเข้าไปกระซิบข้างๆหู
“อย่าให้ต้องพูดซ้ำ” น้ำเสียงข่มขู่แตกต่างจากเมื่อครู่จนเธอต้องยอมลุกขึ้นคว้ากระเป๋าของตัวเองแล้วเดินตามเขาไปอย่างว่าง่ายพร้อมเพื่อนของเขา
จิณณ์เจษพาเธอเดินมายังตึกเก่าด้านหลังของคณะวิศวะที่เขาเรียนอยู่ ศรามองไปรอบๆอย่างหวาดหวั่นในใจ ก่อนจะหันหน้าไปมองเจษด้วยสีหน้าท่าทางหวาดกลัว
“พี่พามาที่นี่ทำไม?”
“เซอร์ไพร์สวันเกิดไง?”
“คะ? กรี๊ดดดดด!!”
ไม่ทันที่จะหายสงสัยหรือแม้แต่ตั้งตัว เพื่อนของเขาก็จับเธอเอาไว้ก่อนจะผลักเธอลงไปนอนกับพื้นปูนหยาบที่เต็มไปด้วยฝุ่น แขนและขาของเธอถูกยึดตรึงไว้โดยคนสามคน ศราพยายามดิ้นมองพันธนาการที่จับตรึงเธอเอาไว้ทั้งน้ำตา
“พี่เจษ! จะทำอะไร...ฮึกๆ”
“พวกพี่ๆจะมอบความสุขอย่างที่สุดให้เป็นของขวัญไงคะ? ตอบแทนที่ศราเอาเรื่องพี่ไปบอกพ่อจนทำให้พ่อกับแม่ทะเลาะกัน”
จิณณ์เจษไม่พูดเปล่า คลุกเข่าลงก่อนจะเลิกกระโปรงของเธอขึ้น ล้วงมือเข้าไปถอดแพนตี้ตัวน้อยของเธอออก และปลดกางเกงตัวเองต่อหน้าเพื่อนๆของเขา ซ้ำยังเป็นกลางวันแสกๆในสถานที่แบบนี้
“พะ...พี่เจษ อย่าทำอะไรศราเลยนะ ศราไปหาหมอมา...หมอบอกว่าให้งดเพราะมัน...”
“นั่นมันเรื่องของมึง! พวกกูจะเอา!!” จิณณ์เจษพูดแค่นั้นก็จับแก่นกายยัดเข้าไปมิดลำ
ความเจ็บปวดทรมานเหมือนมีมีดกรีดภายใน เธอทั้งเจ็บ ทั้งทรมาน ทั้งร้องไห้ออกมาจนตัวเองแทบจะไม่รู้สึกอะไรชาไปหมดทั้งตัว แล้วไม่ว่าจะกรีดร้อง ร้องไห้ ร้องขอความเมตตาเท่าไหร่มันก็ไม่เป็นผล ศราถูกกระทำอยู่แบบนั้นวนไปเวียนมากับชายทั้งสี่คนซ้ำๆ เธอร้องไห้จนแทบขาดใจแต่ก็ไร้ความปราณีหรือแม้แต่ความสงสารจากพวกเขา...
ร่างกายโยกโยนเนื้อผิวเรียบเนียนขูดข่วนไปกับพื้นปูนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปรอะเปื้อนคราบคาวของผู้ชายสี่คนที่กระทำชำเราเธออย่างทารุณ จนเธอไร้แรงขัดขืน...