5. ยังไม่จบแค่นั้น

1711 Words
จวบจนฟ้ามืดเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองสลบไปตอนไหน แต่ตอนนี้ที่เธอค่อยๆหยัดตัวลุกขึ้นมานั้นก็ไม่มีใครอยู่ที่นี่แล้ว เหลือแค่เธอเพียงคนเดียว ภาพแห่งความอัปยศแล่นเข้ามาให้หัว ศราถึงกับอาเจียนออกมาตรงนั้นด้วยความทรมานและรังเกียจ เธอปัดร่างกายตัวเองอย่างแรงร้องไห้ทั้งน้ำตา “ฮึก ฮืออออออ อุแหวะ!” ทั้งร้องไห้ทั้งอาเจียนออกมาอย่างนึกสมเพชตัวเอง กลิ่นคาวคละคลุ้งติดตัวเธออย่างหลีกหนีไม่ได้ ยิ่งตอกย้ำว่าเธอพึ่งผ่านเรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิตมาและมันไม่ใช่ความฝัน ครืดดดดด เสียงโทรศัพท์สั่นขึ้นเรียกให้เธอหันไปมอง ชื่อของคนที่โทรเข้าปรากฏอยู่บนหน้าจอยิ่งทำให้เธอร้องไห้หนัก เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นกอดมันไว้แนบอกแล้วร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร เธอพยายามอย่างหนักเพื่อให้ตัวเองตั้งสติแล้วลุกขึ้นอย่างอิดโรย พาตัวเองที่เสื้อผ้ายับยู่ยี่เปรอะเปื้อนและผมเผ้ายุ่งเหยิงออกจากที่สกปรกแห่งนั้น... เธอเดินล่องลอยไปตามทางพร้อมกับเอามือกุมที่ท้องของตัวเองด้วยความเจ็บปวดทรมาน เพราะบ้านอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยถึงไม่ได้เช่าหออยู่เหมือนคนอื่นๆ ศรานั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์อยู่นาน ปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงมาจนกว่ามันจะหยุดไปเอง ถึงได้จัดผมเผ้าตัวเองและเสื้อผ้าเพื่อที่จะกลับบ้านอย่างปกติ “ทำไมกลับมาเอาป่านนี้! โทรไปทำไมไม่รับสาย! แกไปอยู่กับไอ้ผู้ชายคนไหนมาฮะ?! เริ่มทำตัวเหลวแหลกขึ้นทุกวันแล้วนะ!!” ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน ผู้เป็นพ่อก็เดินเข้ามาหาพร้อมสาดคำพูดใส่เธอต่างๆนานา แต่ตอนนี้ศราไม่มีกระจิตกระใจตอบโต้อะไรหรือแม้แต่จะคิดอะไรทั้งนั้น เธอจึงได้แค่ยกมือขึ้นไหว้ผู้เป็นพ่ออย่างยอมจำนน “หนู..ขอโทษค่ะพ่อ...” “บอกพ่อมาเดี๋ยวนี้ว่ามันเป็นใครที่ไหน!! ถึงได้พาแกทำตัวแย่ๆแบบนี้!!” “ใจเย็นก่อนเถอะค่ะคุณ ศรา...หนูขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าก่อนแล้วลงมากินข้าวเถอะลูก” กานดาร้องห้ามสามีของตนก่อนจะหันไปมองศราที่ตอนนี้เนื้อตัวมอมแมมไปหมด แต่ก็ไม่ได้นึกสนใจสงสัยว่าเธอไปโดนอะไรมา เมื่อได้ยินอย่างนั้นศราก็เดินเข้าห้องของตัวเองไปด้วยท่าทางเหม่อลอย ภายใต้สายตาของจิณณ์เจษที่ยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ เธอจัดการล้างเนื้อล้างตัวแล้วออกมากินข้าวอย่างที่กานดาบอก ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้ามีเพียงคนหนึ่งที่แปลกหน้า... ศราลอบมองชายวัยกลางคนที่นั่งข้างๆกานดาแต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา “อ๋อ นี่น้องชายแม่จ้ะ น้ากิตน่ะ...” กานดาเห็นสีหน้าของศราก็รีบเอ่ยขึ้นบอกเธอ “สะ..สวัสดีค่ะ” ศรายกมือขึ้นไหว้ตามมารยาท กอปกิตเพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้นดูไม่ได้สนใจเธอเท่าไหร่นัก ก่อนที่ครอบครัวจะทานข้าวกันอย่างปกติ มีเพียงศราเท่านั้นที่ยังคงนั่งเงียบไม่ยอมแตะข้าวสักคำ เธอนั่งเขี่ยข้าวในจานไปมาก้มหน้าอยู่อย่างนั้นไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามองหรือสบตากับใคร “ทำไมไม่กินข้าว?” ศิวัชเอ่ยถามอย่างหงุดหงิด พลางมองลูกสาวตัวเองพร้อมขมวดคิ้วมุ่น ศราวางช้อนลงก่อนจะเหลือบมองผู้เป็นพ่อของตัวเอง “หนู...กินมาแล้วค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ” ศราเอ่ยพลางลุกขึ้นแล้วกลับเข้าห้องไปโดยไม่ได้รอฟังคำพูดใดจากใครทั้งนั้น เธอล้มตัวนอนลงด้วยความรู้สึกอ่อนล้า...อย่างน้อยพรุ่งนี้ก็เป็นวันหยุดของเธอ...คิดได้แค่นั้นก็เผลอหลับไป เสียใจแค่ไหนก็สู้ความอ่อนล้าอ่อนเพลียของร่างกายไม่ได้อยู่ดี... “หอมดีจริง...” เสียงหนึ่งดังขึ้นปลุกให้เธอลืมตาตื่น รู้สึกหนักๆเหมือนมีอะไรมาทับร่าง...และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ จิณณ์เจษกำลังคร่อมทับร่างของเธออยู่ “พะ..พี่เจษ!” “ชู่ววว อย่าเสียงดัง! น้ากิตนอนอยู่หน้าห้อง” “ถ้าอย่างนั้นพี่เข้ามาทำไม!” “ก็มาทำเหมือนเดิมไง” “วันนี้ยังไม่สะใจพี่อีกเหรอคะ? ฮึก...ขอร้อง อย่าทำอะไรศราอีกเลยนะพี่ ฮือ...” พูดไปพลางน้ำตาไหล ยกมือขึ้นพนมไหว้ขอร้องเขา เธอยังไม่หายเจ็บเลยก็ต้องมาโดนเขาทำแบบนั้นซ้ำอีกแล้ว “ไม่ เลิกร้องไห้ได้ยัง? รำคาญ! วันนี้ยังร้องครางเสียงหวานรับดุ้นเพื่อนกูอยู่เลย เสือกมาร้องไห้อะไรตอนนี้?” คำพูดที่ไม่เคยดีทุกครั้งที่เขาทำแบบนี้ และไม่เคยสงสารเธอเลยสักครั้ง เธอต้องทนทรมานกับความเจ็บปวดทั้งกายและใจไปอีกคืน...หลีกหนีก็ไม่ได้ สู้ก็ไม่ได้เรี่ยวแรงก็ไม่มีเหลือ แม้แต่แรงใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ไม่มีเหลือแล้ว... ตั้งแต่จิณณ์เจษเข้ามายันออกจากห้องไปเธอก็ไม่เคยนอนหลับ...ลืมตาตื่นทั้งน้ำตาอยู่อย่างนั้นวันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจเธอตอนนี้ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น ยังคงเต็มไปด้วยความระแวงและหวาดกลัวทุกคนที่เข้าใกล้ แม้แต่เพื่อนร่วมห้องเธอก็ไม่กล้าเข้าหา สร้างกำแพงในใจไว้อย่างหนาแน่นจนไม่มีเพื่อนเลยสักคน... เธอเอาแต่หมกตัวอยู่กับตัวเอง แม้แต่วันหยุดก็เอาแต่อยู่ในห้องอย่างนั้น กินยาตามที่หมอสั่งแต่ก็ยังคงไม่คลายความเจ็บปวดของร่างกายได้เลย...เธอทนความทรมานอยู่เพียงคนเดียวในห้อง...วันนี้ก็เช่นกัน ก๊อกๆ “อือ...ค่ะ” เธอพยายามดันตัวเองลุกขึ้นมาเพื่อเปิดประตูห้อง รู้แค่ว่าตอนนี้พ่อและกานดาออกไปขายของที่ตลาด คงจะไม่พ้นจิณณ์เจษที่เข้ามาเคาะห้องของเธอ “น้ากิต...?” เธอค่อนข้างที่จะตกใจปนแปลกใจเมื่อคนที่ยืนอยู่หน้าประตูไม่ใช่จิณณ์เจษ แต่เป็นน้องชายของแม่เลี้ยงที่ไม่ค่อยได้พูดคุยกับเธอเท่าไหร่นัก “มีอะไรหรือเปล่าคะ?” เธอเอ่ยถามพลางซ่อนตัวอยู่หลังประตูอย่างหวาดระแวง กอปกิตมองเธอท่าทีของหญิงสาวก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก “น้าเห็นหนูไม่ออกมากินข้าวเลยทั้งวัน ไม่รู้ว่าหนูเป็นอะไรหรือเปล่าเลยเป็นห่วง” เขาเอ่ย “เอ่อ...หนูแค่ไม่สบายนิดหน่อยน่ะค่ะ ยังไงหนูขอตัว..” “อืม พักผ่อนเถอะ เดี๋ยวน้าไปเอาข้าวต้มมาให้” “มะ..ไม่ต้องก็ได้ค่ะ หนู...หนู...” “ไม่ได้สิ ไม่กินข้าวแล้วจะกินยายังไง? เดี๋ยวก็ไม่หายไปเรียนไม่ได้” กอปกิตพูดแค่นั้นก็เดินออกไป ศรามองตามหลังเขา แต่ก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดีถึงเขาจะดูไม่มีอะไรก็เถอะ ไม่นานกอปกิตก็ยกข้าวต้มมาให้ในห้อง ศราเลือกที่จะเปิดห้องทิ้งไว้เพราะคิดว่ามันน่าจะปลอดภัยกว่าจะให้เดินออกไปกินข้าวต้มข้างนอกก็ไม่ไหวได้แต่ล้มตัวนอนกุมท้องของตัวเองอย่างทรมาน หากเกิดอะไรขึ้นจริงๆ แหกปากร้องไปข้างบ้านก็คงได้ยินบ้างนั่นแหละ... “กินข้าวต้มก่อน น้าเอายามาให้ด้วย” “ข...ขอบคุณค่ะ” เธอตอบสั้นๆ ก่อนจะลอบมองเขาที่ยังคงยืนอยู่และไม่ยอมออกไปสักทีราวกับว่าต้องการดูว่าเธอจะกินข้าวต้มจริงไหม ที่คิดแบบนั้นเพราะกอปกิตยืนมองข้าวต้มที่เธอถืออยู่โดยไม่ได้พูดอะไร... “น้ากิต...มีอะไรหรือเปล่าคะ?” “มี” คำตอบเพียงสั้นๆของเขาทำให้ใจของศรากระตุกวูบ มือที่ถือช้อนข้าวต้มเริ่มสั่นแรงขึ้นอย่างระแวงกลัว กอปกิตมองเห็นท่าทีของเธออย่างนั้นก็ไม่ได้สนใจและเลือกที่จะพูดขึ้นมา “หนูศรากับเจษมีอะไรกันใช่ไหม?” เกร้งงง! ช้อนในมือล่วงลงบนชามข้าวต้มจนข้าวต้มกระเด็น ศราเงยหน้าขึ้นมองกอปกิตด้วยแววตาที่สั่นไหว กอปกิตถอนหายใจแล้วนั่งลงบนเตียงที่เธอนั่งอยู่ “อย่าว่าน้าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ...ตอนกลางดึกน้าได้ยินเสียงของหนูกับเจ้าเจษน่ะ” “อึก...” เหมือนมีอะไรจุกที่คอ พูดก็พูดไม่ออกได้แต่หลบเลี่ยงสายตาของกอปกิตเท่านั้น “ถ้าพ่อของหนูและพี่กานดารู้คงเป็นเรื่องใหญ่แน่...หนูก็รู้ดีว่าตอนนี้พ่อของหนูหลงพี่กานดาแค่ไหน หนูพูดอะไรพ่อของหนูคงไม่เชื่อ” กอปกิตพูดพร้อมเอื้อมมือไปจับมือของศราอย่างแผ่วเบา เธอรีบดึงมือนั้นออกอย่างหวาดกลัว “แต่ถ้าหนู...ยอมทำกับน้าเหมือนที่ทำกับเจษ น้าจะไม่บอกใคร...น้าสัญญาจะไม่รุนแรงกับหนูเลย” พูดจบก็เอื้อมมือไหคว้าชามข้าวต้มในมือศราออกไปวางที่โต๊ะหนังสือที่อยู่ใกล้ๆเตียง หันมาคลอเคลียข้างแก้มของหญิงสาว มือไม้เลื้อยประปรายทั่วร่างกายที่สั่นเทาของเธอ ตั้งใจจะร้องขอความช่วยเหลือแต่มันกลับจุกอก จุกคอพูดไม่ออก ร้องไม่ออกเหมือนน้ำท่วมปาก...และมันก็จบลงแบบเดิม...เหมือนกันกับเจษและเพื่อนของเจษ ถูกกระทำซ้ำอย่างนั้นจนถึงเวลาที่พ่อเธอกลับมา ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ ทุกคนต่างพากันทานอาหารเย็นพร้อมหน้า มีเพียงศราที่ปฏิเสธอาหารมื้อนั้น นอนเปลือยเปล่าคละเคล้ากลิ่นคาวอยู่บนเตียง น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม เจ็บปวดทรมานจนตอนนี้ภายในใจมีแต่ความโกรธแค้น เกลียดตัวเอง เกลียดทุกคน เกลียดชีวิตที่บัดซบนี้ “ไอ้บัดซบ! ฮึก ฮืออออ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD