6.จมดิ่ง

1966 Words
‘ศรา’ ที่แปลว่า ‘บริสุทธิ์ดั่งเจ้าหญิง’ ในตอนนี้เธอแอบหนีออกจากนรกนั่น เดินระหกระเหินไปตามทางด้วยเท้าเปล่า ปล่อยให้น้ำตามันไหลลงมาอย่างเหม่อลอย ไม่มีจุดหมายปลายทาง ไม่มีแผนที่จะหนีไปที่ไหน ไม่ไปหาญาติทั้งฝั่งพ่อและฝั่งแม่เพราะไม่อยากไว้ใจใครอีกแล้ว เดินกุมท้องน้อยที่เจ็บปวดออกมารับลมตรงสะพานข้ามแม่น้ำใหญ่ รถยังคงวิ่งไปมาไม่หลับใหลต่างจากความคิดของเธอที่ต้องการจะหลับใหลไปตลอดกาลในตอนนี้... สองเท้าเปล่าปีนขึ้นบนราวสะพานอย่างไม่ได้สติ นั่งลงบนเหล็กราวสะพานนั้นเงยหน้ารับลมเย็นๆที่ปะทะเข้ามาโดนใบหน้า มือเล็กที่เคยจับราวสะพานไว้ปล่อยกางอ้าแขนออกรับลมนั้นก่อนจะตั้งท่าทิ้งดิ่งตัวเองลงไปหลังให้จมดิ่งสู่แม่น้ำอันกว้างใหญ่...อยากไปให้พ้นจากโลกที่โหดร้ายนี้ไปเสียเหลือเกิน “แม่หนู!!!” ไม่ทันที่จะโยนตัวลงสู่แม่น้ำอย่างใจหวัง หญิงวัยกลางคนก็รีบเข้ามากอดตัวเธอเอาไว้ ใช้แรงทั้งหมดที่มีลากเธอลงมาจากราวสะพานอย่างทุลักทุเล “ช่วยหนูไว้ทำไม!! ช่วยหนูทำไม!!! ฮือๆ” เมื่อล้มลงนั่งกับพื้นก็เอามือปิดหน้าร้องไห้โฮออกมา หญิงวัยกลางคนมองหญิงสาวด้วยความรู้สึกสงสาร แม้ไม่รู้ว่าเธอเจออะไรมาบ้างแต่คงหนักหนาเกินกว่าที่เธอจะรับได้ ดูจากรูปร่างหน้าตาเธอคงอายุยังน้อย หญิงวัยกลางคนเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเธออย่างแผ่วเบา ก่อนจะคว้าร่างที่ร้องไห้จนตัวโยนเข้ามากอดปลอบอย่างนึกสงสารจับใจ “ไม่ว่าหนูจะเจออะไรมา หนูลองสู้ดูหรือยังลูก...ความอ่อนแอมันใช้ไม่ได้กับชีวิตเราหรอกนะ ลองสู้ให้มันตายไปข้างหนึ่งดีกว่าไหม? จะตายก็ตายตอนที่ยังสู้ดีกว่าไหมหนู? อย่ามาคิดทำร้ายตัวเองก่อนเลย” “หนู...สู้ไม่ได้ ฮึกๆ หนูสู้แรงพวกมันไม่ได้ ฮืออออ” เธอเอ่ยเสียงสั่นพลางสะอื้นร้องไห้โฮออกมา หญิงวัยกลางคนได้ยินอย่างนั้นก็พอจะเดาออกว่าเธอเจอเรื่องเลวร้ายอะไรมา ยิ่งคิดก็ยิ่งเวทนาสงสารจับใจเอื้อมมือไปลูบหญิงสาวที่ปิดหน้าร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตาย “ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้หรอกลูก ตอนนี้อาจจะไม่ได้แต่ต่อไปมันต้องสู้ได้ถ้าเราไม่ยอมแพ้ซะอย่าง” หญิงวัยกลางคนพูดพลางกอดปลอบ เธอจึงยอมเงยหน้าขึ้นมามองใบหน้าของหญิงวัยกลางคน เธอแทบจะไม่อยากเชื่อว่าหญิงวัยกลางคนตรงหน้านั้น มีใบหน้าเหมือนแม่ของตนอย่างกับแกะ “แม่...” “หือ? ป้าน่ะเหรอ? ป้าไม่รู้จักหนูนะลูก ป้าแค่เดินผ่านมาเห็นหนูกำลัง...” หญิงวัยกลางคนทำหน้าสงสัยมองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นมีใครก่อนจะหันกลับไปมองหญิงสาวตรงหน้าที่มองตนอย่างเหม่อลอยเหมือนคนไม่ได้สติ “...หน้าเหมือนแม่หนูเลย” เธอเอ่ยพลางน้ำตาเอ่อคลออีกครั้ง เพราะตอนนี้ไม่หลงเหลือสติอะไรแล้ว เธอจึงโผเข้ากอดหญิงวัยกลางคนคนนั้นแล้วร้องไห้ออกมาอีกครั้ง “แม่...ฮึก ฮืออออ หนูคิดถึงแม่เหลือเกิน...พวกมันทำหนู พวกมันทำหนู...พวกมัน...ฮึก ฮืออออออ” ชะงักคำพูดไปแล้วร้องไห้ออกมาอย่างเอาเป็นเอาตาย กอดหญิงวัยกลางคนแน่น หญิงวัยกลางคนไม่รู้จะทำยังไงก็นั่งกอดปลอบเธออยู่อย่างนั้น สุดท้ายก็เป็นหญิงวัยกลางคนกลับมาส่งเธอที่บ้านเกือบจะเช้ากอดปลอบกันอยู่นานรอให้เธอได้สติ พอถึงบ้านศราก็บอกให้หญิงวัยกลางคนยืนรอเธอครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะปีนเข้าห้องของตัวเองทางหน้าต่าง เก็บข้าวของและเอกสารที่จำเป็นใส่ประเป๋าเป้ก่อนจะออกไปหาหญิงวัยกลางคนคนนั้น “จะดีเหรอหนู ป้าไม่ค่อยแนะนำ...” “ป้าจะให้หนูอยู่กับครอบครัวที่ทำร้ายหนูเหรอคะ? ถ้าหนูไม่หนีก็ต้องเจอเรื่องแบบนั้นทุกวัน...” ศราพูดพลางทำหน้าเศร้าน้ำตาเอ่อคลออีกครั้ง หญิงวัยกลางคนได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับเอามือทาบตกตาโตด้วยความตกใจ “ตายจริง! เป็นครอบครัวหรือนี่ที่ทำกับหนู แล้วทำไมไม่แจ้งความล่ะ?” หญิงวัยกลางคนเอ่ยพลางจับแขนเธอด้วยสีหน้าเป็นห่วง “ไม่หลักฐาน ถ้าพวกนั้นปฏิเสธและมีพยานให้ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีค่ะ” เธอกล่าวเสียงแผ่ว “งั้นไปๆ รีบไปก่อนที่จะมีใครเห็น ไม่ต้องห่วงนะบ้านป้ามีแค่ป้าคนเดียว แต่...มันอาจจะเล็กอยู่ในสลัมหน่อยนะ หนูอยู่ได้ไหม?” “หนูอยู่ไหนก็ได้ค่ะ ขอแค่พ้นจากคนพวกนี้...หนูสัญญาจะไม่เป็นภาระป้าเลย หนูจะทำงานหาเงินค่ะ” เธอเอ่ยพลางจับมือของหญิงวัยกลางคนตรงหน้าด้วยสีหน้าขอร้องเพราะกลัวว่าหญิงวัยกลางคนจะเปลี่ยนใจปฏิเสธเธอ ในความบัดซบก็ยังพอมีความโชคดีอยู่บ้างที่เธอเจอคนแปลกหน้าที่ใจดี แม้จะยากจนแต่ก็ทำให้เธอพ้นจากเรื่องอัปยศนั่นได้ ศราหายออกไปจากชีวิตครอบครัวนั้นรวมถึงพ่อของเธอ ดรอปเรื่องเรียนที่เดิมเอาไว้แล้วทำงานด้วยวุฒิการศึกษาเพียงแค่มัธยมปลาย.. เธอรักษาตัวเองจนหายดีแล้วทำงานหนักในห้างทุกวัน ไม่ส่งข่าวคราวหาใคร อยู่อย่างเงียบๆ ใช้ชีวิตอยู่ในสลัม ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายของบ้านที่เธอพักอาศัยกับหญิงวัยกลางคนคนนั้นที่ทำงานเป็นแม่บ้านในห้างเดียวกัน ศราได้ทำงานร้านเครื่องสำอางและศึกษามันอย่างยากลำบาก กว่าจะเก็บเงินได้ก็ปาไปสิบสองปี เรียนออนไลน์จนจบปริญญาอย่างใจหวังก่อนจะเริ่มก่อตั้งบริษัทและศึกษาเกี่ยวกับเครื่องสำอางอย่างจริงๆ โดยแรกๆนั้นเธอทำได้ไม่ค่อยดีนักเพราะประสบการณ์ยังน้อย คู่แข่งก็มาก แต่เพราะเธอมีเป้าหมายในใจอย่างแน่วแน่ เป้าหมายที่จะเอาคืนอย่างสาสม ตบหน้าคนพวกนั้นด้วยความสำเร็จ...ต่อสู้กับคนที่เคยทำเธอไว้ด้วยเงิน...ใช้เงินเพื่อจ้างวานยังได้... เพราะความที่เธอต้องสู้ทุกอย่างเพียงลำพัง และเจอเรื่องต่างๆมามากมาย ทำให้เธอมีอาการทางจิต อยู่ๆก็นึกผวาขึ้นมา บางวันก็กรีดร้องและร้องไห้ออกมาอย่างหวาดกลัว เธอต้องสู้ทั้งจิตใจของตัวเอง และงานของเธอตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา... “ป้าเพ็ญ หนูซื้อบ้านแล้วนะคะและอยากให้ป้าไปอยู่ด้วยกันกับหนู” หญิงวัยกลางคนหันไปมองหญิงสาวที่เดินเข้ามาหาเธอพร้อมชูกุญแจบ้านด้วยรอยยิ้มบางๆ แม้ใบหน้าของหญิงสาวตอนนี้จะดูเย็นชาแต่ป้าเพ็ญก็รู้ดีว่าเธอนั้นไม่ได้เย็นชาอย่างที่คิด จากเด็กสาวที่อ่อนแอในวันนั้น วันนี้กลับเป็นผู้หญิงที่ดูแข็งกร้าว เกรี้ยวกร้าดจนน่ากลัว เหวี่ยงวีนทุกคนที่ไม่ถูกใจหรือเข้ามาปองร้ายกับเธอ นิสัยเหล่านี้คงแก้ไม่ได้เพราะมันคือกำแพงที่สร้างเอาไว้เพื่อป้องกันตัวเองที่เริ่มไม่ปกติทางจิตขึ้นไปทุกวัน ป้าเพ็ญรู้ดีว่าลึกๆแล้วเธอเป็นคนอ่อนไหวแค่ไหนและหวาดกลัวแค่ไหน การเติบโตทำให้เธอเก็บซ่อนมันเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ภายใต้ปากร้ายๆ นิสัยเสียๆนั่น...แต่อาการหวาดผวา ระแวง ก็ยังไม่หายไป “จะดีเหรอ? เงินที่หนูเคยใช้กินอยู่กับป้า หนูก็คืนหมดแล้วยังคืนเกินอีก” “ดีสิคะ หนูจะอยู่ยังไงถ้าไม่มีป้าคอยปราม” ศราเอ่ยพลางเดินเข้าไปกอดป้าเพ็ญ คงมีแต่หญิงวัยกลางคนที่แปลกหน้าในวันนั้นจนกลายเป็นผู้มีพระคุณในวันนี้ที่เธอจะแสดงด้านที่อ่อนโยนให้เห็น เพราะป้าเพ็ญเป็นคนเดียวที่คอยเข้ามากอดปลอบเธอในวันที่เธอสติหลุดหรือวันที่ไม่ปกติทางอารมณ์...และเธอไม่เคยยอมรับมันจึงไม่ได้ไปรักษาเหมือนคนอื่นๆที่เขาเป็น… ... “คนที่ช่วยชีวิตเธอวันนั้นคือป้าหรอกหรือครับ?” หรัญญ์เอ่ยถามหลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดจบ “ใช่จ้ะ” “แล้วเรื่องพ่อของเธอล่ะครับ?” เขาเอ่ยถามต่อ “ไม่รู้ยังไงนะ คุณผู้หญิงไม่เคยเล่ารายละเอียดให้ฟังมากนัก ป้าก็รู้เท่าที่รู้เพราะดูคุณผู้หญิงไม่ค่อยอยากพูดถึงคนบ้านนั้นเท่าไหร่” “ทำไมป้าถึงเรียกว่าคุณผู้หญิง?” นายน์ที่เงียบฟังอยู่นานเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “ก็เธอให้เงินเดือนป้า และป้าก็อยากจะเคารพในตัวเธอ” ป้าเพ็ญเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจที่เธอเติบโตมาได้ดิบได้ดีขนาดนี้ ... หรัญญ์นึกย้อนไปถึงวันนั้นที่ได้ฟังป้าเพ็ญเล่า ก่อนหันกลับไปมองหญิงสาวที่นั่งไขว่ห้างทำงานอย่างเงียบๆ หลังจากที่ไล่คนที่อ้างตัวเป็นพ่อของเธอออกไปจากหน้าบริษัท เธอสั่งบอดี้การ์ดให้เฝ้าหน้าห้องสองคน ในห้องสามคน ถ้าเป็นที่บ้านจะให้เฝ้าในห้องนอนหนึ่งคน หน้าห้องหนึ่งคนและรอบบ้านอีกสองคนคอยตรวจบริเวณบ้าน จากที่รับรู้มาคนที่บ้านนั้นไม่มีใครรู้ว่าเธออยู่ไหนเป็นอย่างไร “จ้องหน้าฉันมีอะไรจะถามก็มาถามมา หรัญญ์?” เธอพูดทั้งที่ยังก้มหน้าทำงานอยู่ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองเขาด้วยซ้ำขณะที่พูดกับเขา “...ไม่มีครับ” เมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้นศราก็เงยหน้าขึ้นมองหรัญญ์ด้วยใบหน้าเรียบนิ่งเพียงแค่คิ้วทั้งสองข้างขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นแววตาดูไม่พอใจในคำตอบของเขา “ถาม!! มีปัญหาอะไรก็พูดออกมา!!” เธอแผดเสียงออกมาแสดงถึงความไม่พอใจที่เขามีข้อสงสัยอะไรก็ไม่ยอมถามไม่ยอมพูดบอกเธอมาตรงๆ เธอไม่ชอบคนที่เหมือนจะไม่สนใจไม่มีอะไรแต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น เป็นเหมือนอย่างที่เธอเคยเจอมา... “.........” หรัญญ์ยังคงยืนเงียบ เพื่อนอีกสองคนในห้องต่างหันไปมองหน้าเขาพร้อมกับทำหน้าเหมือนหัวจะปวด แม้จะทำงานกับเธอมาหนึ่งเดือนแล้วแต่ก็ยังไม่ชินกับนิสัยนี้ของเธอเสียเท่าไหร่ ถึงจะรู้เรื่องของเธอทั้งหมดแล้วก็เถอะ พวกเขาคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าคนอย่างหรัญญ์กับคุณผู้หญิงศราผู้ว่าจ้างงานพวกเขานั้นจะอยู่ด้วยกันยากหน่อย เพราะหรัญญ์เป็นคนพูดน้อยแต่ต่อยหนัก ถ้าได้พูดทีคงมีสะดุ้งกันบ้าง “ฉันบอกให้ถามมาไง!!” “ทำไมคุณผู้หญิงถึงไม่ยอมพบพ่อล่ะครับ? ชายคนนั้นนามสกุลเดียวกับคุณ ไม่ลองไปเจอหน่อยหรือครับ ยังไงเขาก็เป็นพ่อของคุณ...” ถามออกไปตามความต้องการของผู้เป็นเจ้านาย ก็ในเมื่อเธอบังคับให้เขาถาม...ถ้าไม่ยอมทำตามที่เธอต้องการก็คงจะเป็นเรื่องใหญ่อีกแน่ และเขาก็ไม่ต้องการให้มีปัญหามากกว่านั้น จบที่เขาดีที่สุด
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD