ตอนที่ 8 เลี่ยงไม่ได้

2051 Words
“เมี่ยง...” สายฟ้าเรียกชื่อเธอเสียงเบา แววตาลุแก่โทษ แต่อย่าคิดว่ามันจะชดเชยเรื่องชั่วร้ายที่เขาทำกับเธอเอาไว้ได้ “หุบปาก ไม่ต้องมาเรียกชื่อฉัน แล้วก็ไสหัวไป อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก ไอ้เลว” โพล่งออกไปแล้วรีบเปิดประตูออกกว้างอย่างรวดเร็ว เขาตามมารั้งมือเธอเอาไว้ ฉุดกระชากกันไปมาเพียงนิดเพราะไม่กล้าใช้กำลังกับเธอ แต่คนที่สัญชาตญาณเอาตัวรอดตื่นเพริดไปทุกอณูรูขุมขนรวบรวมเรี่ยวแรงผลักร่างกายใหญ่โตจนคนที่ไม่ทันได้ระวังตัวกระเด็นถอยหลังออกไปจากห้องของเธอหลายก้าว จึงรีบดึงบานประตูกระแทกปิดใส่หน้าเขาอย่างแรงจนเกือบจะโดนหน้าหล่อ ๆ ของผู้ชายที่เธอเกลียดที่สุด เขาเบิกตากว้างตกใจ เพราะไม่ทันได้ตั้งตัวและไม่คิดว่าเธอจะยังโกรธเกลียดจนแทบไม่อยากเห็นหน้าจึงเปิดจังหวะให้เธอหนีเขาไปอีกครั้ง “เมี่ยง เปิดประตูให้ฉันก่อน ฉันขอพูดอะไรหน่อย เมี่ยง...” สายฟ้าระดมเคาะประตูและร้องเรียกเธอเสียงดัง ไม่สนใจแล้วว่าจะรบกวนใครหรือไม่ แต่หลังประตูบานนั้นกลับเงียบกริบไร้เสียงตอบรับ คนตัวบางทิ้งแผ่นหลังพิงบานประตูแล้วรูดตัวลงนั่ง ยกมือขึ้นกุมหน้าอกในตำแหน่งหัวใจ ดวงตาเบิกกว้างรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาก่อนมันจะรวมตัวกันไหลลงมาไม่ขาดสาย เขาจะกลับมาทำไม แค่นี้เขายังทำลายชีวิตของเธอไม่พออีกเหรอ หรือว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเขาคือต้องการมาแย่งลูกไปจากเธอ ไม่มีวันเสียหรอกที่เธอจะยอม ต่อให้ต้องตายก็ตาม คนเป็นแม่ที่จะอ่อนแอไม่ได้ยกหลังมือปาดน้ำตาลวก ๆ สูดลมหายใจลงปอดลึก ๆ ลุกยืนเชิดหน้าขึ้น เหลียวมองประตูที่ยังคงมีเสียงเคาะต่อเนื่องแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องนอนที่มีลูกชายของเขานอนหลับไม่รู้เรื่อง เธอเดินเข้าไปหาลูกชายในเปลเด็กข้างเตียง ยื่นมืออันสั่นเทาเข้าไปลูบไล้ร่างเล็กป้อมอย่างหวงแหน “แม่จะไม่มีวันยอมให้เขามาแย่งลูกไปจากแม่เด็ดขาด ไม่ต้องกลัวนะครับ เด็กดีของแม่” ในขณะเดียวกันนั้น มือที่กำลังเคาะประตูเรียกคนในห้องก็ต้องหยุดลงเพราะประตูห้องข้าง ๆ ทั้งสองฝั่ง รวมทั้งฝั่งตรงข้ามเปิดออก เขาค้อมศีรษะขอโทษ ก่อนจะตัดใจยอมเดินจากไป วันถัดมา สายฟ้านั่งรออยู่ที่ล็อบบี้เพื่ออาศัยเข้าไปในโซนลิฟต์ที่ต้องใช้คีย์การ์ดเปิดประตูเท่านั้น แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใครเดินผ่านเข้าออก เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดยาวทำให้คอนโดมิเนียมแห่งนี้เงียบเหงาเป็นพิเศษ ยกข้อมือเพื่อดูนาฬิกาบ่อยครั้งเพราะมีนัดกินข้าวกับครอบครัวของคู่หมั้นโดยการจัดแจงของครอบครัวเขา กำลังจะถอดใจกลับก็บังเอิญเจอนักศึกษาสาวผู้เป็นเจ้าของห้องข้าง ๆ ที่เปิดประตูมายืนมองหน้าเขาอย่างไม่เป็นมิตรเมื่อวาน เธอเปิดประตูกระจกค้างเอาไว้เพื่อหอบหิ้วกระเป๋าพะรุงพะรังที่ขนมาจนเต็มลิฟต์ เขาค้อมศีรษะขอบคุณแล้วแทรกตัวเข้าไปกดเรียกลิฟต์ตัวอื่น ระหว่างรอก็เห็นว่านักศึกษาสาวคนนั้นเดินกลับมาขนของที่ยังหลงเหลืออยู่ในลิฟต์ตัวเดิมที่กดเปิดค้างเอาไว้ เธอมองเขาด้วยความสงสัย ก่อนจะหันกลับมาถามอะไรบางอย่าง “พี่มาตามง้อแฟนเหรอ” สายฟ้าชะงัก ด้วยไม่รู้ว่าควรจะตอบคำถามที่เป็นเรื่องส่วนตัวนี้อย่างไรดี เพราะผู้หญิงที่เขากำลังตามง้อไม่ใช่แฟน ไม่เคยคบกัน ไม่ได้รัก แค่เคยมีค่ำคืนผิดพลาดจนมีลูกของเขาถือกำเนิดขึ้นมาเท่านั้น “อ่ะ เอ่อ...ครับ” “หนูว่าแล้ว เมื่อวานพี่เคาะประตูห้องพี่สาวคนสวยจนแทบพัง” “ครับ” สายฟ้ายิ้มแหย ทั้งรู้สึกเสียหน้าและอับอายที่ทำอะไรหลุดความเป็นตัวเองไปได้ขนาดนี้ “เป็นพ่อของเด็กสินะคะ” คราวนี้เขาเบิกตากว้าง ไม่คิดว่าเด็กสาวตรงหน้าจะรู้เรื่อง “เอ่อ ครับ” “คงต้องพยายามหน่อยนะคะ ตั้งแต่หนูเห็นพี่เขามาอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยเห็นหน้าพี่เลย ทำผู้หญิงท้องแล้วไม่รับผิดชอบ มันไม่ดีนะคะ พี่เขาคงไม่ให้อภัยพี่ง่าย ๆ หรอก” ก็ไม่รู้ว่าเขาจะต้องมาเสียเวลาพูดคุยกับเด็กสาวคนนี้ทำไม แต่เขาไม่ชอบให้ใครเข้าใจผิด เลยต้องอธิบายกันหน่อย “พี่ไม่ได้ทิ้ง แค่ไม่รู้ว่าเธอท้อง...” “พี่ไม่รู้ว่าแฟนตัวเองท้องนี่นะ” “เอ่อ ครับ” “อ๋อ คงเลิกกันไปแล้ว” “เอ่อ พี่ขอตัวก่อนนะ” เขากำลังจะก้าวเข้าไปในลิฟต์อีกตัวที่รู้สึกว่าใช้เวลานานเหลือเกินกว่าจะลงจากชั้นสิบมาถึงเขา แต่ก็ต้องชะงักเท้าเอาไว้เมื่อสาวสวยคนเดิมพูดต่อ “พี่จะมานั่งรอเข้ามาในนี้พร้อมคนที่นี่ได้อีกกี่วันคะ มันไม่สะดวกหรอก ตึกนี้คนอยู่น้อย ห้องก็ยังขายไม่หมดเลยด้วยซ้ำ ราคามันแพงอย่างกับอะไร แต่ห้องหนูปล่อยเช่านะ นี่กำลังจะย้ายกลับไปอยู่บ้าน โดนพ่อแม่บังคับเพราะผลการเรียนตก พี่สนใจเช่าห้องหนูไหม” ประตูลิฟต์ชั้นที่มัสยาอาศัยอยู่เปิดออก สายฟ้าเดินควงกุญแจห้องและคีย์การ์ดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม วันนี้รู้สึกว่าอะไร ๆ ก็เป็นใจ พระเจ้าเข้าข้างให้เขาบังเอิญเจอผู้หญิงที่อยู่ห้องข้างกันกับเธอพอดี แถมเธอคนนั้นยังกำลังจะประกาศปล่อยเช่าห้องอีกต่างหาก ไม่นานก็มาหยุดยืนอยู่หน้าห้องที่เขามาเมื่อวาน ยกมือขึ้นเคาะประตูอย่างไม่ลังเล มัสยาที่กำลังอุ้มลูกชายเรอรีบเดินไปส่องดูแขกผู้มาเยือนผ่านช่องตาแมว เธอตกใจถอยหลังหนีหลายก้าว ลดตัวลูกชายลงมากอดแนบอกอย่างหวงแหน ก่อนจะรีบเดินกลับเข้าห้องนอน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเขาทั้งเคาะประตูและกดกริ่งรัว ๆ “เมี่ยง ฉันรู้ว่าเธออยู่ในห้อง เปิดประตูให้ฉันหน่อย ฉันมีเรื่องจะคุยด้วยจริง ๆ เมี่ยง...” เธอกัดกรามข่มอารมณ์ ก่อนจะเดินเข้าห้องนอนแล้วรีบพาลูกชายขึ้นไปกล่อมบนเตียง แม้จะมีเสียงรบกวนเล็ดลอดเข้ามาจนน่าปวดหัวก็ตาม ไม่นานเขาก็ต้องล่าถอยเมื่อได้รับสายจากมารดา จึงรีบกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองก่อน เมื่อห้องกลับมาอยู่ในความเงียบสงบอีกครั้ง คนตัวเล็กก็หลับปุ๋ย เธอนอนมองลูกชายที่ตะแคงหันหน้ามาทางตัวเองแล้วน้ำตาพานจะไหล ทั้งสับสน ทั้งกลัว ทำไมผู้ชายคนนั้นถึงตามมาหลอกหลอนเธอไม่เลิกเสียที กำลังจะเคลิ้มหลับตามลูกก็ได้รับสายจากทางไกล เสียงที่ตอบรับเศร้าสร้อยทำปลายสายรู้สึกถึงความผิดปกติ “เมี่ยง แกเป็นอะไร ร้องไห้เหรอ” “ปละ เปล่า ฉันแค่เพิ่งตื่น” “แกอย่ามาโกหก แกร้องไห้แน่ ๆ เป็นอะไร เหนื่อยเหรอ น้องหมากกวนมากเลยหรือไง อดทนหน่อยนะ อีกไม่กี่วันฉันกับริวก็กลับแล้ว” คำพูดของเพื่อนรักทำเอาทำนบแตก เธอเดินออกมาที่ห้องรับแขกแล้วปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น ความกดดันและความกลัวทำเอาแม่ลูกอ่อนรู้สึกซึมเศร้าและหวาดระแวงเป็นพิเศษ “เมี่ยง แกใจเย็น อย่าเพิ่งร้อง ริว เรากลับกันตอนนี้เลยได้ไหมคะ ยัยเมี่ยงไม่ไหวแล้ว” อลิษาหันกลับไปพูดกับสามีที่เพิ่งเดินออกจากห้องน้ำ ทำให้มัสยารีบปาดน้ำตาสูดน้ำมูกเพราะกำลังทำให้เพื่อนเป็นห่วงจนอาจทำลายทริปฮันนีมูนได้ “แกไม่ต้องกลับนะลิซ นี่มันทริปฮันนีมูนของแก อย่าให้ฉันเป็นตัวภาระ ฉันไม่ได้เป็นอะไร แค่เหนื่อย” “แกต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ ๆ เมี่ยง บอกฉันมาว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่งั้นฉันจะกลับไทยเดี๋ยวนี้” มัสยาเม้มปาก สูดหายใจลงปอดแล้วตัดสินใจเล่าความจริงให้อลิษาฟัง เพราะเธอทั้งสองคนไม่มีเรื่องต้องปิดบัง “สายฟ้ารู้แล้วว่าฉันมีลูก เขามาหาฉันที่ห้องสองวันแล้ว” “ฮะ อะไรนะ สายฟ้ารู้เรื่องแล้วเหรอ แล้วเขาว่ายังไงบ้าง แกคุยอะไรกัน” “ฉันยังไม่ได้คุย เมื่อวานเปิดประตูไปเจอหน้าเขาฉันตกใจแทบแย่ ฉันว่าเขาต้องมาแย่งลูกไปจากฉันแน่ ๆ วันนี้เลยไม่เปิดประตูให้อีก ตอนนี้เงียบแล้ว คงกลับไปแล้วมั้ง” “แกใจเย็นก่อนเมี่ยง ตอนนี้เขาคงมั่นใจแล้วว่าเป็นพ่อของลูกแก แกหนีเขาได้ไม่ตลอดหรอกนะ ยังไงเขาก็ต้องมาหาแกอีก ปล่อยให้โวยวายหน้าห้องรบกวนคนอื่นเปล่า ๆ แกควรเปิดประตูให้เขาเข้ามาคุยด้วย ถามให้รู้เรื่องว่าเขาต้องการอะไรกันแน่” “แล้วถ้าเขาบอกว่าต้องการจะเอาลูกของฉันไปล่ะ ฉันจะทำยังไง หมอนั่นรวยมหาศาล อย่างฉันจะไปสู้อะไรได้” เธอกังวลไปหมดจนคิดอะไรไม่ออก เมื่อคืนก็แทบนอนไม่หลับด้วยซ้ำ “แกตั้งสติก่อนนะ แกกับเขาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน น้องหมากเป็นของแกตามกฎหมาย เขาไม่มีสิทธิมาแย่งลูกไปจากแก แต่ถ้าเขาคิดจะฟ้องร้องเพื่อขอสิทธิขาดจะเอาลูกไปอยู่ด้วยเพราะฐานะทางการเงินที่พร้อมกว่า เราก็ต้องสู้ ฉันเชื่อว่าเราจะสู้ได้ ฉันไม่มีทางปล่อยให้เขามารังแกแกซ้ำสองได้อีก” จริงสิ เธอลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร อีกอย่างการที่เธอต้องนอนกับเขาจนมีลูกติดท้องมาทั้งที่ยังเรียนไม่จบก็ต้องเป็นเหตุผลให้ศาลเห็นใจเธอแน่นอน “ฉันคิดไม่ถึงเลย หัวฉันมันตื้อไปหมด” “เพราะแกทั้งตกใจทั้งกังวลไง ไม่ต้องกลัวนะเมี่ยง เขาไม่มีวันแย่งน้องหมากไปจากเราได้แน่นอน อย่างมากก็ขอร่วมรับผิดชอบดูแลค่าใช้จ่าย หรือมากหน่อยเขาอาจขอจดทะเบียนรับรองบุตร เพราะน้องหมากเป็นทายาทคนแรกของตระกูลเขา” “ฉันไม่ต้องการให้เขามายุ่งวุ่นวายกับลูกเลย” “คงยาก เพราะถ้าเขาไม่อยากวุ่นวาย เขาคงไม่มาหาแกตั้งแต่แรก เรื่องมันเกิดขึ้นนานแล้ว แถมแกยังไม่ไปเรียกร้องให้เขารับผิดชอบ คนอย่างเขาจะทำเมินเฉยไปเลยก็ได้ แต่เขาเลือกที่จะมาหาแก เพราะเขาเองก็คงต้องการรับผิดชอบลูกเหมือนกัน” “ฉันเลี่ยงเรื่องนี้ไม่ได้สินะ” “ใช่ เลี่ยงไม่ได้ แต่แกสามารถตกลงกันได้” มัสยาถอนหายใจ ไม่อยากยอมรับเลยว่าเขาเป็นพ่อของลูก “ฉันไม่อยากคุยกับเขาเลย ไม่อยากเห็นหน้า เกลียด” “ฉันเข้าใจแกนะเมี่ยง แล้วแกจะเอายังไงต่อไป” เพราะเพื่อนเธอทั้งเสียใจและทั้งอับอายที่ต้องอุ้มท้องไม่มีพ่อ แถมยังลำบากสารพัดจากการกระทำของผู้ชายคนนั้น ไม่แปลกที่จะเกลียดเข้ากระดูกดำจนไม่อยากยอมรับว่าเขาเป็นพ่อของลูกให้เข้ามาวุ่นวายในชีวิตกันอีก “ฉันจะพยายามใจแข็ง จะพยายามไม่ให้หมอนั่นเข้ามาในห้อง ไม่ให้เจอลูก แล้วก็จะไม่ยอมรับอะไรทั้งนั้น หมอนั่นอาจหมดความอดทนไปเอง” “เฮ้อ ถ้าตอนนี้แกยังไม่พร้อม ก็ทำตามที่แกสบายใจก่อน” “ขอบใจแกมากนะลิซ” “ฉันอยู่ข้างแกเสมอนะ มีอะไรแกก็โทรมาได้ตลอด” “อืม ฉันรักแกนะลิซ” “ฉันก็รักแกเมี่ยง”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD