2. เริ่มเกมการเอาคืน
“ขอโทษเรื่องเมื่อวานด้วยนะครับ”
ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มในชุดนิสิต กำลังโค้งศีรษะให้สกุณาแม่เลี้ยงที่ตนเองแสนชัง เป็นภาพที่แม้แต่สกุณาไม่คิดฝันจะเห็นได้ตลอดย้ายเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์หลังโตนี้ พฤติกรรมขุนทศแสดงออกนั้นเต็มไปอย่างอคติร้ายกาจตามแบบฉบับลูกชายผู้ถูกตามใจ ไม่เพียงแค่แม่เลี้ยงคนสวยแต่รวมไปถึงลูกสาวทั้งสองคนต่างไม่เชื่อสายตาเช่นกัน
“แกจะรับปากได้ไหมว่าต่อไปนี้จะไม่ทำตัวละลานอีก?”
“ผมรับปากครับ ผมจะไม่สร้างปัญหาให้อีก”
ขุนทศโค้งศีรษะอีกรอบ ชัชวาลกุมมือเมียสาวด้วยยิ้มกว้าง
“เจ้าทศรับปากและขอโทษคุณแบบนี้ คุณณามีอะไรตำหนิมันอีกไหม?”
“..ไม่ค่ะ ณาพอใจแล้ว” สกุณาฝืนยิ้ม ตามแผนการวางไว้ขุนทศต้องกระฟัดกระเฟียดขอออกไปอยู่คอนโดแท้ ๆ
“ในเมื่อทุกอย่างเคลียร์กันแล้ว แกก็มาร่วมโต๊ะสิ”
“ครับ คุณพ่อ”
ชายหนุ่มขยับเก้าอี้มานั่งข้างบิดานั่งที่ประจำ สายตาคมลอบมองไปที่สามแม่มดผู้พรากทุกอย่างไปจากเขา สกุณา ช่วงเวลานี้ยังคงสถานะม่ายลูกติดพราวไปด้วยเสน่ห์ แม้อายุล่วงเกินสามสิบปลาย ๆ แต่ความสวยไม่จางไปตามกาลเวลา ดวงหน้ารูปไข่ผ่องผุดสอดรับริมฝีปากบางเคลือบลิปสติกแดงเข้ม พร้อมผมยาวสยายสีน้ำตาลเข้มที่มักจะมัดรวบสูงจนโชว์คอเรียวระหง ซ่อนตาร้ายลึกใต้ขนตางอนกับแว่นกรอบทอง นอกจากนี้ขุนทศสำรวจไปถึงเรือนร่างสูงโปร่งที่อวบอัด โดยเฉพาะทรวงอกขนาดใหญ่กับสะโพกผายอยู่ในชุดสูทกระโปรงรัดรูปสีเข้ม ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นคือทีเด็ดมัดใจชายวัย60ปีอย่างชัชวาลให้หลงใหลโงหัวไม่ขึ้น
ถัดจากที่นั่งสกุณาคือลูกสาวคนโตอย่าง มาย ที่แทบถอดความเป็นนางร้ายจากมารดามาทุกระเบียบนิ้ว ตากลมโตแสนเย่อหยิ่งบนดวงหน้าโฉบเฉี่ยวดั่งนางอิจฉาละครหลังข่าว สอดรับผมสีแดงยาวถึงกลางหลังพร้อมดัดลอนตรงปลาย เรือนร่างโปร่งงามอยู่ใต้ชุดนิสิตสาวสีขาวและกระโปรงทรงเอสั้นกุดอวดขาอ่อนขาวเนียนเรียวสวยเต็มที่ ถ้าขุนทศจำไม่ผิดมายอายุเท่ากับเขา นั่นจึงเป็นอีกสาเหตุของการปะทะคารมกันบ่อยครั้งอย่างเกลียดขี้หน้าของทั้งคู่
มาที่คนสุดท้ายคือลูกสาวคนเล็ก มินตรา สาววัยใสอายุ17ปีเจ้าของดวงหน้าสวยหวานกับตาคู่โตสุกใส รับกับผมตรงเงางามสีดำขลับที่ยาวไปถึงสะโพกจนคอยถักเปียไว้ ดวงหน้าสวยใสเธอดูบริสุทธิ์และหยาดเยิ้ม ดูเข้ากับชุดนักเรียนมัธยมปลายเอกชนแบบคอนแวนต์ที่เธอสวมใส่อยู่
ขุนทศได้พินิจพิจารณาถึงขวากหนามทั้งสามพร้อมครุ่นคิด
“เมื่อวานนี้เราทะเลาะกับยัยแม่เลี้ยงนั่นเรื่องอะไรวะ?”
ขุนทศนั่งทบทวนความทรงจำตรงม้านั่งหน้าคณะ เวลาล่วงไปนานจนจำไม่ได้ว่าเหตุใดเขาจึงทะเลาะกับสกุณาถึงขั้นไม่ขออยู่ร่วมบ้าน?ระหว่างนั้นฝ่ามือใครบางคนตบฉาดเข้ากลางหลัง พร้อมคนคุ้นเคยโผล่ทักทายตรงหน้า
“ไงมึงหน้าเครียดแต่เช้า เป็นอะไรวะเพื่อน?”
เป็นสกลยืนตรงหน้าพร้อมกับยิ้มแฉ่ง ขุนทศถอนใจเฮือกใหญ่
“ไอ้ห่า นึกว่าใคร?”
“จะใครได้วะ ในเมื่อมีแต่กูที่คบกับมึง” สกลวัยหนุ่มหัวเราะร่วนก่อนหย่อนก้นลงม้านั่งข้าง ๆ “ว่าแต่มึงยังไม่ได้บอกกูนะ ว่านั่งหน้าเครียดอะไรแต่เช้า? อย่าบอกว่าที่เครียดคือเรื่องดราม่าเมื่อวานนี้”
“เรื่องดราม่า..เรื่องอะไร?”
“เอ้า ก็เรื่องที่รู้ว่ายัยแม่เลี้ยงเอาห้องนอนแม่มึงเป็นที่เก็บแบรนเนมส่วนตัวไง”
ใช่ เขาจำได้แล้วว่าเหตุผลที่ทะเลาะสกุณารุนแรงถึงขั้นไม่ขออยู่ร่วมกันคือเรื่องนี้..
“เมื่อวานพอมึงรู้ข่าวมึงก็รีบขับรถกลับบ้านไปเลย แล้วหายหัวไม่ติดต่อกูจนเจอหน้าวันนี้”
ความทรงจำเริ่มทำงาน ขุนทศจำได้ถึงความเกรี้ยวกราดที่มีถึงขั้นด่าทอสกุณาต่อหน้าเหล่าคนรับใช้ ก่อนยัยแม่เลี้ยงนั่นจะบีบน้ำตาโทรฟ้องชัชวาลผู้สัมมนาอยู่ต่างจังหวัด ต้องรีบบินกลับเพื่อมาลงโทษเขาเมื่อเช้านี้..
“ว่าแต่มึงเป็นอะไรวะ? ไม่พูดไม่จาอะไรเลย”
“อ่อ เปล่า กูแค่คิดอะไรนิดหน่อย”
ขุนทศจำได้ถึงผลลัพธ์การโต้เถียงบิดา หลังรู้ว่าชัชวาลเป็นคนอนุญาตให้สกุณาใช้ห้องนอนเก่าของมารดาเขาได้ ความน้อยใจกับโทสะทำให้เขาเลือกออกมาอยู่ข้างนอกไม่กลับไปที่คฤหาสน์หลายเดือน แล้วไม่ถึงปีจากนั้นชัชวาลเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ เขาได้สิ้นเนื้อประดาตัวหลังเหตุการณ์นั้นไม่นาน พอนึกย้อนดูขุนทศพบแต่ความผิดปกติเรื่องราวเหล่านี้ ทุกอย่างลงตัวเกินไป..เกินไปจนน่ากลัว ยิ่งได้คิดยิ่งนึกถึงสีหน้าสกุณาตอนเช้าว่ามีพิรุธ ติดเพียงแค่ขุนทศไม่รู้จะพิสูจน์ข้อสงสัยนี้ได้อย่างไร?
ความสงสัยคงตามติดสมองเป็นดั่งเงา ขณะขับรถไปตามท้องถนนช่วงบ่าย ข้อสันนิษฐานหนึ่งผุดขึ้นในหัวและมิอาจลบล้างไปได้ง่าย ๆ
“จะสืบยังไงดีวะ? ขืนเข้าไปตีสนิทยัยแม่มดนั่นก็คงสงสัย”
ระหว่างเอามือเท้าคางรอรถที่ติดไฟแดงสี่แยก ขุนทศเหลือบไปมองเห็นบางอย่างน่าสนใจ บริเวณรถติดอยู่เยื้องโรงเรียนมัธยมปลายที่มินตราเรียนอยู่พอดี ซ้ำบังเอิญเด็กสาวกำลังเดินข้างทางโดยมีเด็กหนุ่ม คนหนึ่งคอยตื้อ จากสีหน้ามินตราดูอึดอัดไม่น้อยและคงไม่มีโอกาสไหนดีเท่านี้อีกแล้ว ขุนทศไม่รอช้ารีบหักพวงมาลัยรถจอดข้างทางทันที
“เฮ้ เธอน่ะ”
ขุนทศลงจากพลางตะโกนเรียกจนมินตราหันมามอง รวมถึงตัวเด็กหนุ่มชุดนักเรียนที่ตามตื้อไม่ห่าง เด็กสาวฉายความแปลกใจนัยน์ตาเมื่อจู่ ๆคนที่รังเกียจแม่กับพี่สาวเธอจอดรถเรียก พร้อมกันก็ก้าวขายาวเดินเข้ามาหาเธอ
“จะกลับบ้านใช่ไหม? ขึ้นรถไปกับฉัน”
ขุนทศเอ่ยเสียงราบเรียบ เขาเห็นอาการสับสนฉายชัดขณะตัวเด็กหนุ่มเอาตัวเข้าขวางไว้
“พอดีมินเค้ามีนัดกับผมน่ะครับ ขอโทษด้วย”
“เธอมีนัดกับไอ้เด็กนี่เหรอ?”
มินตราไม่ตอบ สีหน้าเธอดูอึดอัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทันใดนั้นขุนทศเดินกระแทกตัวเด็กหนุ่มให้เซถลา ก่อนฉวยมือบางเด็กสาวดึงเธอมาไว้ข้างตัว
“ดูท่าเธอไม่อยากไปกับนายนะ”
คราวนี้เป็นตัวขุนทศเอาร่างสูงโปร่งยืนขวางระหว่างเด็กหนุ่มกับตัวมินตราแทน เด็กหนุ่มทำอะไรไม่ถูกและสุดท้ายเลือกเดินหนีไปอีกทางขุนทศหันมามองเด็กสาวที่ทำท่าทางโล่งอกพลางถอนใจ
“มันเป็น Stalker หรือไงเธอถึงได้ดูโล่งใจ?”
“เขาเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนนี่แหละค่ะ เขาชอบชวนไปนู่นไปนี่”
“แล้วเธออยากไปกับมัน?”
“ไม่ค่ะ ไม่..” มินตรารีบส่ายหน้า “มินปฏิเสธไปตั้งหลายรอบแต่เขาไม่ฟัง วันนี้เขาเลยเดินตามเพื่อจะให้มินไปกับเขาให้ได้”
“อื้อหือ นี่มันอาชญากรรมเลยนะ แล้วเธอไม่ไล่มันไปล่ะ?”
“มินไม่กล้าหรอกค่ะ มินปฏิเสธใครไม่เป็น”
ดวงหน้าสวยใสก้มงุด จุดนี้เองเป็นสิ่งที่ขุนทศมองว่ามินตรานั้นแตกต่างจากแม่กับพี่สาวผู้ในคราบสาวมั่น
“ยังไงมินก็ขอบคุณคุณทศนะคะ ที่อุตส่าห์ช่วยมินไว้” มินตราโค้งศีรษะทำท่าจะเดินไปเรียกรถรับจ้าง ติดเพียงมือใหญ่ของอีกฝ่ายไม่มีทีท่าปล่อยเธอ
“ฉันบอกเธอแล้วนี่ ว่าให้กลับด้วยกัน”
“มินเกรงใจค่ะ อีกอย่างคุณคงไม่อยากให้มินขึ้นนั่งบนรถคุณให้เปื้อนเบาะหรอก”
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ?”
“มินดูออกว่าคุณเกลียดคุณแม่และพี่สาวของมินยิ่งกว่าอะไร”
“ก็ใช่ว่าฉันจะเกลียดเธอนี่นา”
พูดจบขุนทศเปิดประตูข้างคนขับและดันร่างบางให้เข้าไปจนได้
ตลอดเวลาที่นั่งรถมินตราเอาแต่ก้มหน้างุด ตัวเกร็ง ไม่ได้สังเกตว่าขุนทศลอบมองเธอเป็นระยะ แม้รู้นิสัยว่าเด็กสาวที่นั่งอยู่ด้านข้างต่างจากผู้เป็นมารดาที่เขาแสนชัง ทว่าสำหรับขุนทศการปล่อยให้สกุณาใช้วิธีสกปรกแย่งชิงทุกอย่างไป แถมยังทำเฉยขณะเขาถูกลากไปรุมซ้อมจนตายอย่างอนาถ แค่คิดก็ขับอารมณ์พล่านด้วยความโกรธแต่ต้องระงับไว้เพราะตอนนี้เขาต้องคลายความสงสัยที่มีให้ได้เสียก่อน
“ฉันยังไม่อยากกลับ เราไปหาอะไรทานกันก่อนเข้าบ้านนะ”
“เอ่อ แต่มินต้องรีบกลับนะคะ”
“เธอจะรีบกลับไปทำไมล่ะ? กลับไปเธอก็อยู่คนเดียวอยู่ดี อย่า คิดว่าฉันไม่รู้ว่ากว่าแม่กับพี่สาวเธอจะกลับก็ปาไปเกินทุ่มนั่นแหละ”
เด็กสาวก้มหน้ายอมรับ เธอมิอาจโต้เถียงในความเป็นจริงได้ถึงความโดดเดี่ยวที่ต้องอยู่ในคฤหาสน์หลังโต ไม่ได้รับความใส่ใจทั้งมารดาและพี่สาวที่ต่างยุ่งต่อธุระส่วนตัว ขุนทศผู้อ่านอาการเงียบเหงานั้นออกหมด นอกจากนี้เขาเพิ่งรับรู้ว่ามินตราเป็นเด็กสาวที่สวยมากขนาดไหนเมื่อได้อยู่ใกล้แค่คืบ เรือนร่างสูงโปร่งงาม ผิวขาวเนียนละเอียดราวปุยหิมะดวงหน้าหวานหยาดเยิ้มเรียวได้รูปดูบริสุทธิ์ รวมกลิ่นกายหอมหวนอบอวลอยู่ภายในรถ สายตาขุนทศสำรวจไปถึงผมสีดำขลับยาวเงางามที่ถูกมัดเปียไว้และริมฝีปากสีกุหลาบอวบอิ่ม ทั้งหมดขับกำหนัดชายหนุ่มให้ลุกโชนพร้อมแผนร้ายได้ผุดขึ้น
“เอาเป็นว่าเราไปหาอะไรทานก่อนกลับบ้าน เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง”
รถคันหรูเร่งเครื่องมุ่งออกนอกเส้นทางกลับคฤหาสน์เรื่อย ๆ ตัวมินตรารู้สึกหวั่นใจด้วยไม่รู้ขุนทศพาเธอไปที่ไหน เด็กสาวพยายามถามแต่เขากลับตอบกลับโดยยกยิ้มมุมปาก
“ฉันไม่พาเธอไปฆ่าหรอกน่า แค่พาไปที่ที่ทำให้เธอสบายใจ”
ได้ฟังคำตอบมินตราได้แต่ขมวดคิ้วงาม.. ชั่วโมงต่อมาขุนทศพาเธอมาถึงสถานตากอากาศบางปู อันเป็นสะพานยาวเหยียดเลาะตามริมฝั่งทะเล ลมโชยกลิ่นเกลือและนำพาความสดชื่นกระทบกับร่างงามในคราบชุดนักเรียนมัธยมปลายคอนแวนต์ผู้เหม่อมองดูทะเลตรงหน้า มีฝูงนกเกาะกลุ่มบิดผ่านให้เห็นเป็นระยะ จากใบหน้าหมองเริ่มผุดประกายผ่านดวงตาสุกใส ทุกอย่างอยู่ในการเฝ้ามองของขุนทศ
“ชอบที่นี่ไหม?”
“ชอบค่ะ ..คุณทศพามินมาที่นี่ทำไมเหรอคะ?”
“อย่างที่บอก กลับบ้านไปตอนนี้เธอก็เหงา ฉันเลยอยากพามาสูดอากาศบริสุทธิ์บ้าง”
“ความจริงคุณทศไม่เห็นต้องทำดีกับมินเลยนะคะ คุณเกลียดแม่มินขนาดนั้น”
“เกลียดแม่ แต่ฉันก็ทำดีกับลูกได้นี่จริงไหม?”
ไม่พูดเปล่าขุนทศส่งมือหนาข้างหนึ่งโอบเอวบางโกสาวไว้ เขาเห็นแก้มขาวเนียนแดงระเรื่อพร้อมก้มหน้างุด
“เอาน่า แค่โอบเอวเอง เดี๋ยวดูวิวเสร็จไปหาของอร่อยกินกัน”
มินตราพยักหน้ารัว ความร้อนผ่าวแผ่ลามทั่วดวงหน้า รับรู้ถึงร่างหนากำลังบดเบียดเอวบางขณะใช้มือโอบรั้งไว้ ส่วนขุนทศเหยียดยิ้มในความใสซื่อของ ‘หมากสำคัญ’ ที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตมืดมนจากตัวเขาให้ไม่มีจุดจบเช่นเดิม ทันใดนั้นเสียงเรียกโทรศัพท์มือถือเด็กสาวดังขึ้น เธอมีท่าทางลำบากใจต่อสายที่โทรเข้ามาเป็นจังหวะเดียวกับขุนทศเหลือบเห็นชื่อ พาริท ตรงจอพอดี
“ไม่รับสายหรือไง?”
“เอ่อ ไม่ดีกว่าค่ะ”
มินตราปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือทันที นั่นยิ่งสร้างความสงสัยให้ขุนทศจ้องมองเด็กสาวเพื่อจับผิด
“สรุปไอ้เด็กนั่นคือแฟนเธอจริง ๆ สินะ”
“เขาไม่ใช่แฟนมินค่ะ!” มินตราเงยหน้าปฏิเสธ “เขาแค่มาจีบมินกับ..”
“กับอะไร?” ขุนทศถามจี้ เห็นดวงหน้าสวยหวานถอนใจ
“พ่อของริทเป็นนักการเมืองค่ะ แม่มินเลยต้องการให้คบหาเป็นแฟนกัน มินเลยลำบากใจปฏิเสธการตามตื้อของเขาไม่ได้”
ขุนทศทบทวนถึงคืนวันที่เขาตาย ใบหน้าชายที่มินตราควงอยู่จะว่าไปดูคล้ายเด็กหนุ่มคนนี้ไม่น้อย
“นี่แม่เธอเริ่มจับคู่ให้ตั้งแต่อยู่ม.ปลายนี่นะ”
“คุณทศก็รู้ว่าแม่มินเป็นคนยังไง อะไรที่เป็นผลประโยชน์แม่มินทำได้หมดแหละค่ะ”
มินตราเอ่ยพลางกลับไปก้มหน้างุด เสียงเต็มด้วยความน้อยใจ ขุนทศไม่พลาดฉวยโอกาสนี้โกยแต้มสำคัญ! มือที่โอบเอวบางเลื่อนขึ้น โอบไหล่อย่างมีนัยยะ
“แม่เธอใจร้ายมากเลยนะมินตรา” เขาจงใจสบตากลมโตคู่งามนั่น “เธอมีดีเกินกว่าเป็นแค่หมากตัวหนึ่งในชีวิตแม่เธอนะ”
เป็นครั้งแรกที่มีคนแสดงความเข้าใจและเห็นแก่ความรู้สึก เด็กสาวได้แต่หวั่นไหวต่อการแสดงอันตอแหลของชายหนุ่มตรงหน้า ขุนทศรับรู้ถึงกวางน้อยที่ติดบ่วงผ่านแววตาสั่นไหวจึงขยับใบหน้ามนเข้าใกล้
“ฉันคนนี้จะช่วยเธอพ้นจากแม่ใจร้ายของเธอเอง” ถ้อยคำที่แสนอบอุ่นผสานความเห็นอกเห็นใจชวนให้เด็กสาวเคลิบเคลิ้มต่อคารม เมื่อรู้ตัวอีกทีมินตราพบว่าขุนทศขับรถพาเธอมายังคอนโดแห่งหนึ่ง
“คุณทศพามินมาที่ไหนคะ? คิดว่าจะพามินกลับบ้านเสียอีก”
พากลับแน่ แต่ต้องให้เธอกลายเป็น ‘หมาก’ ฉันทั้งตัวกับหัวใจเสียก่อน แผนการโฉดพล่านในความคิดขณะเอื้อมฉวยมือบางนุ่มมากุมไว้ตรงตัก
“ฉันแวะมาเอาของน่ะ ไหน ๆ ก็มาด้วยกันละ ขึ้นไปด้วยกันนะ”