ดรีมเดินคอตกออกมาจากห้องทำงานของพายุ พร้อมกับเดินมาหาพี่เอกคนที่เจอกันก่อนหน้านี้นั่นเอง เมื่อมาถึงชั้นล่างก็ตรงมาที่หน้าโต๊ะทำงานของพี่เอง และเอ่ยถามขึ้นมาในทันที
“พี่เอกคะ หัวหน้าบอกว่าให้หนูมานั่งทำงานข้างล่างนี้ค่ะ และงานแรกนั่นก็คือให้หนูทำลายเอกสารค่ะ”
“ฮะ อะไรนะทำลายเอกสาร อ่อ มานี่มานั่นโต๊ะทำงานของเธอนะ แล้วก็เอกสารอยู่ในห้องนี้ตามพี่มา” เอกเดินนำหน้าดรีมไปที่ห้องเก็บเอกสาร และชี้เอกสารทั้งหมดให้กับดรีมได้ดู
“เดี๋ยวนะคะพี่ อย่าบอกนะคะว่าทั้งหมดนี่ที่หนูต้องทำบ้าไปแล้ว ทำไมมันเยอะแยะมากมายขนาดนี้กันคะเนี่ย”
ดรีมยืนมองดูกองเอกสารที่มีอยู่เป็นจำนวนมากคาดว่าไม่ต่ำกว่า2-3 ปีแน่นอนที่อยู่ในห้องนี้เพราะมันมีจำนวนเยอะมาก
“อืมใช่ทั้งหมดนี้แหละ ปกติพี่จะเป็นคนเข้ามาทำลายเอกสารพวกนี้วันละนิดวันละหน่อย ดีเหมือนกันที่เรามาช่วยพี่ พี่จะได้แบ่งเบาภาระ และมีเวลาไปตามงานเรื่องอื่น”
สองคนที่ยืนคุยกันสักพักก็พากันเดินออกมาจากห้องทำงาน แต่ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าพายุยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานของเดรีมที่อยู่ชั้นล่าง
“หัวหน้ามีอะไรหรือเปล่าครับ” เอกถามด้วยความสงสัยเพราะเห็นว่าพายุมีแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นอย่างมาก
“เธอตามขึ้นมาด้านบนหน่อยมีอะไรจะพูดด้วย”
“คะ ฉันเหรอคะ” ดรีมถามซ้ำอีกครั้ง
“ถ้าไม่ใช่เธอและจะเป็นแมวที่ไหน” พูดจบพายุก็เดินล้วงกระเป๋าแล้วเดินขึ้นไปด้านบนทันที ดรีมหันมามองหน้าเอก
“รีบตามไปเถอะน่า บางทีหัวหน้าอาจจะมีอะไรอยากสอบถามก่อนการเริ่มงานหรือเปล่า”
“ค่ะพี่ ได้ค่ะ” ดรีมพูดจบก็รีบเดินกึ่งวิ่งตามขึ้นไปที่ห้องทำงานของพายุในทันที เมื่อเข้าไปถึงก็พบว่าเขาถือซองเอกสารของเธอเอาไว้แน่น
“หัวหน้ามีอะไรหรือเปล่าคะ” ดรีมเริ่มใจคอไม่ดีเพราะเกรงว่าฝึกงานวันแรกก็จะโดนไล่ออกซะแล้ว
“นั่งสิ” พายุพูดและพยักหน้าให้ดรีมนั่งที่เก้าอี้ตรงหน้าของเขา ดรีมค่อยๆ ขยับเก้าอี้และนั่งอย่างเงียบ ๆ แต่ต้องตกใจเป็นอย่างมากเมื่ออยู่ ๆ พายุโยนเอกสารของเธอที่เขาถืออยู่ก่อนหน้านั้นไปที่กลางโต๊ะ ทำเอาดรีมถึงกับผงะถอยหลังออกมา
“อะ อะไรคะ นี่มันหมายความว่ายังไง อย่าบอกนะคะว่าจะไล่หนูให้ไปฝึกงานที่อื่น”
“หนู ? หนูอย่างนั้นเหรอ ก่อนหน้านี้เธอมักจะพูดคำว่าฉันไม่ใช่หรอกเหรอ ทำไมวันนี้กลายเป็นหนูได้ล่ะ หืม”
“ก็ ก็ในเวลางานนี่คะ บอกแล้วว่าหนูแยกแยะออกว่าอะไรคืออะไร หนูไม่เอาเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวมาปนกันหรอกค่ะ เราเป็นทนายไม่ว่าจะพอใจหรือไม่พอใจหากรับงานผู้ว่าจ้างมาก็ต้องทำให้เต็มที่จริงไหมคะ ถึงแม้ว่านิสัย คำพูดของบุคคลนั้น ๆ จะไม่เข้าตาหรือทำให้เราไม่พอใจก็ตาม หนูพูดถูกใช่ไหมคะหัวหน้า” ดรีมถามด้วยความใจเย็นเป็นอย่างมาก เพราะเธอจะย้ายที่ฝึกงานไม่ได้เด็ดขาดเพราะเท่าที่รู้มานั้นว่าทุกที่ล้วนแต่เต็ม และบางที่ก็ไม่ได้เปิดรับเด็กฝึกงานด้วย
“ฉันพูดสักคำไหมว่าจะไล่เธอออก เธอกินปูนร้อนท้องไปเองทั้งนั้นจริงไหม”
คราวนี้พายุยกถามด้วยใบหน้าที่ยียวนกวนประสาทเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังควงปากกาเล่นอย่างใจเย็นอีกต่างหาก
“ใช่ค่ะหัวหน้าไม่ได้บอกว่าไล่ออก แต่หัวหน้าเรียกให้มาที่นี่มีอะไรจะถาม หรือว่ามีอะไรจะสั่งงานหนูเหรอคะ บอกมาได้เลยค่ะหนูพร้อมจะทำอย่างสุดความสามารถค่ะ”
“เธอเป็นอะไรกับ พัฒนวานิชสกุล ? ”
พายุถามออกมาหน้าตาเรียบนิ่ง แต่ทว่าสายตาของเขาจับจ้องมองไปที่ดรีมอย่างเอาเรื่องเป็นอย่างมาก
“หนูเหรอคะ หนูก็เป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อกับแม่ไงคะ มีอะไรหรือเปล่าคะหรือว่าหัวหน้ารู้จักครอบครัวหนูคะ”
“อืม รู้จัก รู้จักเป็นอย่างดีด้วยแหละ คงมีแต่ครอบครัวของเธอนั่นแหละที่ไม่รู้จักฉัน”
“หัวหน้าหมายความว่ายังไงคะ หนูไม่เข้าใจค่ะ ช่วยอธิบายให้ชัดกว่านี้จะได้ไหมคะ”
“ไม่มีอะไรหรอก ที่เรียกมานี้เพราะจะบอกว่ามันมีคดีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวของเธอ เลยอยากจะถามว่าก่อนหน้านี้ที่เธอบอกว่าจะต้องแยกแยะนั้น เธอยังคงความคิดเดิมหรือเปล่า”
คราวนี้พายุย้อนถามดรีมด้วยสีหน้าท่าทางที่จริงจังเป็นอย่างมาก และนั่นมันก็ทำให้ดรีมถึงกับเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่ง หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะตอบออกมาด้วยความมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก
“ค่ะ หนูยังยืนยันความคิดเดิม นั่นก็คือหนูแยกแยะค่ะว่าเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหนูรับได้ค่ะ เพราะว่าหนูเลือกมาทางนี้แล้ว”
ดรีมตอบออกมาด้วยความมุ่งมั่น
“เอาล่ะที่จะบอกต่อไปนี้ก็คือ งานที่เธอจะต้องทำต่อจากนี้ก็คือสืบหาข้อมูลของคดีรถชนเมื่อ2ปีที่แล้วระหว่าง ครอบครัวของพัฒนวานิชสกุล กับ หญิงสาวที่ชื่อพาฝัน สิริโสภาวิโรจน์” ทันทีที่ได้ยินชื่อสกุลของทั้งสองฝ่ายนั้น ทำเอาดรีมถึงกับนิ่งไปในทันที เพราะมีหลาย ๆ อย่างที่เธอเองก็พอจะรู้มาคร่าว ๆ
“ว่ายังไง คดีนี้คุณจะต้องเป็นลูกมือผมช่วยหาข้อมูลที่แน่ชัด รวมไปถึงการทำคดี สิ่งที่ผมจะบอกคุณต่อจากนี้ก็คือ คุณจะรับได้ไหมถ้าครอบครัวของคุณเป็นผู้กระทำความผิด หรือมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับอุบัติเหตุในครั้งนี้ หรือคุณจะช่วยครอบครัวของคุณปิดบังคดีนี้หรือไม่หากคุณรู้ความจริง คุณยังจะรักษาคำพูดเดิมอยู่หรือเปล่า ที่ผมต้องพูดแบบนี้เพราะว่า เราต้องมีจรรยาบรรณ ใครจะไปรู้เกิดมีข้อมูลหรือหลักฐานแล้วคุณบอกกับครอบครัวหรืออะไรก็แล้วแต่ ผู้เสียหายจะได้รับความเป็นธรรมไหม หรือบางทีอาจจะต้องรื้อคดีนี้ทั้งหมดเลยก็ว่าได้ แบบนี้แล้วคุณยังจะทำได้อยู่ไหม ”
“ค่ะทำได้ค่ะ บางทีถึงเวลานั้นถ้าครอบครัวเป็นคนผิดจริง ๆ และตอนนั้นหนูสามารถว่าความได้ บางทีหนูจะขอเป็นคนว่าความให้กับเจ้าทุกข์ก็ได้ค่ะ”
“แบบนั้นไม่เท่ากับว่าเธอทำร้ายครอบครัวตัวเองเหรอ ? ”
“ค่ะ มันเป็นไปตามหน้าที่ทั้งที่ในใจหนูอาจจะภาวนาไมให้คนที่ผิดเป็นครอบครัวหนูค่ะ”
“หึ แล้วเรามาคอยดูกันว่าใครเป็นคนผิดใครเป็นคนถูกถึงเวลานั้นถ้าเธอหักหลังหน้าที่ ผมนี่แหละจะเป็นคนจัดการคุณเองจำไว้ !! ”