ดรีมนั่งถอนหายใจอยู่หน้าเครื่องทำลายเอกสาร ก่อนจะคิดอะไรหลาย ๆอย่างเกี่ยวกับเรื่องอุบัติเหตุรถชนของครอบครัวของเธอในตอนนั้น
“หรือว่าจะต้องถามพ่อกับแม่ดี แต่ถ้าถามแล้วพ่อแม่ไม่บอกความจริงล่ะจะทำยังไง ถ้าอย่างนั้นก็ต้องไปถามหัวหน้าดีกว่าอย่างน้อยเขาคงจะบอกได้ว่าสาเหตุมาจากอะไรกันแน่” เมื่อคิดได้ดังนั้นดรีมตัดสินใจยัดเอกสารปึกสุดท้ายเข้าไปในเครื่องทำลายเอกสาร ก่อนที่เธอจะลุกไปหาพายุในห้องทำงานของเขาในทันที
เสียงเคาะประตูห้องทำเอาพายุรีบเก็บภาพถ่ายใบนั้นเอาไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของเขา
“หัวหน้าคะ คือหนูอยากจะถามว่า หนูต้องเริ่มจากตรงไหนคะในการหาข้อมูลเรื่องอุบัติเหตุของครอบครัวของหนู”
พายุมองหน้าดรีม ก่อนจะถอนหายใจออกมา และมองหน้าเธออย่างใช้ความคิดเป็นอย่างมาก
“เริ่มจากความจริงไง ก่อนอื่นเธอก็ต้องหาความจริงจากครอบครัวของเธอก่อนว่าเหตุการณ์วันนั้น ก่อนหน้าอุบัติเหตุคนในครอบครัวเธอไปที่ไหน ไปทำอะไร ไปเจอใคร และเกิดอะไรขึ้น เพราะนั่นคือสิ่งที่เธอจะหาคำตอบได้ง่ายที่สุด”
“วันนั้นหนูอยู่ที่โรงพยาบาล พ่อกับแม่มาเยี่ยมหนู...” ดรีมจะเล่าต่อแต่พายุรีบยกมือเบรกเอาไว้
“คำพูดแค่เพียงลมปากใช้เป็นหลักฐานและพยานไม่ได้หรอกนะ แค่นี้เธอก็ไม่ผ่านแล้วสำหรับการเริ่มต้นเป็นทนาย”
“ขอโทษค่ะ ”
“เก็บคำขอโทษของเธอเอาไว้ไปขอโทษญาติผู้เสียหายเถอะ เอาเป็นว่าผมจะให้เวลาคุณเพียงแค่สองเดือนเท่านั้น ถ้าภายในสองเดือนนี้ยังหาคำตอบไม่ได้นั่นแสดงว่าคุณไม่ผ่านการฝึกงาน”
“อ้าว..ทำไมพูดจาหมา ๆ อย่างนี้ละคะ หนูมาฝึกงานไม่ได้มาเริ่มทำงาน อย่าอคติกับหนูสิคะหัวหน้า”
“นี่ก็คือการฝึกงานของสำนักงานนี้ ไม่เชื่อก็ไปถามเอกดูสิว่าตอนที่มันมาฝึกงานที่นี่มันทำคดีอะไร ถ้ารับไม่ได้ก็เก็บของแล้วออไปจากที่นี่ซะ”
“ดูเหมือนว่าหัวหน้าไม่ค่อยชอบหนูเลยนะคะมีอะไรหรือเปล่า หรือว่าการที่เราเจอกันก่อนหน้านั้นมันทำให้หัวหน้าไม่พอใจหนูหรือเปล่าคะ” คราวนี้ดรีมเอ่ยถามออกมาด้วยความอยากรู้ว่าทำไมเขาถึงจงเกลียดจงชังเธอซะเหลือเกิน
“ผมไม่ได้สนใจหรอกว่าก่อนหน้านั้นที่เราเจอกันมันจะมีอะไร เจอกันดีไหม แต่ที่ผมไม่ค่อยชอบคุณนั่นก็คือ คุณคือคนในครอบครัว พัฒนพานิชสกุล ขอโทษด้วยนะที่ต้องพูดอะไรออกมาตรง ๆ แบบนี้”
“งั้นแสดงว่าหัวหน้าก็ไม่ได้แยกแยะ ระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว”
“จะบอกให้นะครับ ถ้าผมไม่แยกล่ะก็ผมจับคุณโยนออกนอกสำนักงานตั้งแต่ที่ผมอ่านใบรายงานตัวคุณแล้วคนสวย ไม่ปล่อยให้คุณมายืนเถียงผมฉอด ๆ แบบนี้หรอกครับ หากว่าคุณพอใจก็กลับไปทำงาน และหาข้อมูล หากไม่พอใจเก็บของออกไปกินนมแม่ที่บ้านได้เลยครับ ผมไม่ได้สนใจกะอีแค่เด็กฝึกงานคนเดียว เพราะที่นี่ไม่เคยต้องการเด็กใหม่ที่ทำงานไม่รู้เรื่องครับภาระของเพื่อนร่วมงานเปล่า ๆ จบไหม”
พายุพูดรัวออกมาทำเอาดรีมถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว
“ได้ค่ะฉันจะทำให้พี่ เอ้ยไม่ใช่หนูจะทำให้หัวหน้าเห็นให้ได้ว่าคนอย่างหนูแยกแยะได้ และวันหนึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามหนูก็หวังว่า หัวหน้าจะแยกแยะออกนะคะระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว ที่สุดต่อให้หัวหน้าจะไม่ชอบคนในครอบครัวหนูยังไง ก็อย่าลืมจัดการกับความรู้สึกของตัวเองด้วยนะคะ”
“ดี !! ผมจะคอยดูว่าคนอย่างเธอจะผ่านมันไปได้สักกี่น้ำ จำเอาไว้เลยว่าฉายาของผมก็คือ พายุร้ายทนายมาเฟีย !! ” พายุพูดจบก็หันหลังไปมองวิวด้านนอกผ่านกระจกบานใหญ่ของสำนักงานของเขา
“หมดธุระแล้วเธอไปทำงานได้ หากไม่เรียกไม่ต้องเข้ามาในห้องนี้ เชิญครับ” พายุพูดขึ้นมาอีกครั้งทำเอาดรีมถึงกับถอนหายใจเพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาพูดกับคนอย่างเขา ก่อนออกไปเธอพูดอยู่คำหนึ่งทำเอาพายุลมออกหูมาในทันที
“น้ำเต็มแก้ว สักวันเถอะถ้าแก้วแตกเมื่อไหร่แล้วจะรู้สึก”
ดรีมพูดจบก็เดินออกไปในทันที พายุหันมามองแต่ก็ไม่พูดอะไรไม่ได้แล้วเพราว่าเธอเดินออกไปเสียก่อนแล้ว
เมื่อออกมาถึงห้องทำงานด้านล่างทำเอาเอกสงสัยเป็นอย่างมากเลยเลือกที่จะสอบถามรุ่นน้องว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมดรีมถึงทำหน้าอย่างนี้
“หัวหน้าเรียกไปทำไมเหรอดรีม พอจะบอกพี่ได้ไหม” เอกถามเบา ๆ และมองไปที่ด้านบนสำนักงาน เพราะเกรงว่าพายุจะเดินลงมาแล้วได้ยินเอาเสียก่อน
“เรียกไปเตือนเรื่องงานค่ะ และก็บอกหน้าที่และงานที่จะต้องทำ เออจริงสิคะพี่เอก หนูอยากจะถามว่าตอนนั้นที่พี่มาฝึกงานที่นี่ครั้งแรก หัวหน้าให้พี่ทำอะไรเหรอคะ ? ”
เอกที่ได้ยินแบบนี้ถึงกับถอนหายใจออกมา เมื่อนึกถึงเรื่องราวในครั้งก่อนตอนที่เขามาทำงานที่นี่ในครั้งแรก
“ครั้งแรกนะเหรอ ก็รับงานคดีฆาตกรรมเลยแหละ สยองมากเลยรู้ไหม ต้องไปตามสืบกับศพสถานที่เกิดเหตุ แล้วผีนะก็ดุมากเฮี้ยนที่สุด”
“หือ..แล้วหัวหน้าเขาปล่อยให้พี่ทำเองเลยเหรอคะ แล้วพี่ทำมันได้ไหมเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะพี่ ขอร้อง”
“อือก็ทำได้นะแต่ก็แทบตายเพราะหัวหน้าให้เวลาแค่สองเดือนเท่านั้น และที่ยากที่สุดคือทุกคนไม่ให้ข้อมูลอะไรเลย พี่เลยต้องหาข้อมูลเอง แต่ดีนะที่หัวหน้าเองเขาก็หาข้อมูลเงียบ ๆเด้วยตัวของเค้าเองไม่ต่างกัน มันเลยง่ายในตอนที่มาสรุปคดี” เอกเล่าออกมาด้วยความภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก
“อ่อ อย่างนี้นี่เอง ว่าแต่หัวหน้าทำไมทำหน้าตาดุและเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลาแบบนี้นะ อยากจะรู้จังเลยค่ะว่าตอนที่เขาอยู่กับคนที่เขารัก เขาจะยิ้มบ้างไหมนะ” ดรีมพูดออกมาหน้าตาเฉยโดยที่ไม่ได้คิดว่าพายุจะมีหรือว่าไม่มีคนรักกันแน่
“ชู่วววว อย่าพูดไปเรื่องคนรักของหัวหน้า เพราะเขาเพิ่งจะเสียคนรักไปเมื่อสองปีก่อนนี่เอง พูดไปก็จะไปสะกิดต่อมกระตุ้นเขาอีก เมื่อวานก็เพิ่งครบรอบวันตายของคนรักของหัวหน้าไปเอง”
“อะไรนะคะพี่ เมื่อวานอย่างนั้นเหรอคะ เมื่อวานเป็นวันครบรอบวันตายอย่างนั้นเหรอคะ ” ดรีมถึงกับทวนคำพูดของเอกอีกครั้ง พร้อมกับนึกถึงตอนที่เธอเจอกับพายุที่อัฐิสถานเมื่อวานนั่นเอง
“อย่าบอกนะว่าที่ไปที่นั่นเพราะว่าไปเคารพศพ ถึงว่าหัวหน้าถึงได้ด่าเรากระจายขนาดนั้น หรือว่าอารมณ์เสียคิดถึงคนรักก็เลยพาลไปเสียหมด” ดรีมได้แต่พูดอยู่เพียงคนเดียว ก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะทำงานของตัวเอง โดยใช้ความคิดอย่างหนักมากในการคิดเรื่องนี้